ธันวาคม 13, 2017, 10:36:38 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กรรมที่ทําให้ฐานะร่ำรวย  (อ่าน 6606 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
wincha
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 5
กระทู้: 1
สมาชิก ID: 1597


« เมื่อ: มีนาคม 17, 2012, 12:11:40 AM »

Permalink: กรรมที่ทําให้ฐานะร่ำรวย
ฐานะร่ำรวย (ดังตฤณ)

               

            รวยเพราะอยู่ในบ้านคนรวย รวยด้วยมรดกจากญาติ หรือรวยด้วยตนเอง แม้ดูภายนอกเหมือนทรัพย์สินเงินทองมากมายก่ายกองเหมือนกัน แต่ความเป็นตัวของตัวเองต่างกัน ความรู้สึกภูมิใจในตนเองต่างกัน ความสามารถในการหาเงินเพิ่มก็ต่างกัน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการเอาตัวรอดเมื่อของเก่าหมดไปจะต่างกันมาก เราจึงควรลงลึกทั้งเหตุเก่าและเหตุใหม่ ไม่ใช่เน้นแค่คำถามที่ว่า "ชาติก่อนเคยทำบุญอะไรมาจึงรวย?"

พุทธพจน์

เรากล่าวว่าแม้ผู้ใดสาดน้ำล้างภาชนะหรือน้ำล้างขันไปที่บ่อน้ำครำหรือในบ่อโสโครกข้างประตูบ้านซึ่งมีสัตว์อาศัยอยู่ ด้วยความตั้งใจว่าสัตว์ที่อาศัยแหล่งน้ำนั้น จะดำรงชีพอยู่ได้ด้วยเศษอาหารในภาชนะ ก็เป็นเหตุ เป็นที่มาแห่งบุญแล้ว
(ชัปปสูตร)

๑) ให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉาน พึงหวังผลร้อยเท่า
๒) ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล พึงหวังผลพันเท่า
๓) ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลแสนเท่า
๔) ให้ทานในบุคคลนอกศาสนาพุทธผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม พึงหวังผลหลายล้านเท่า
๕) ให้ทานในผู้เพียรเจริญสติเพื่อบรรลุมรรคผลขั้นแรก พึงหวังผลอันนับประมาณไม่ได้
(ทักขิณาวิภังคสูตร)

ทาน ๕ ประการต่อไปนี้ เป็นมหาทาน เป็นเชื้อสายแห่งพระอริยะ ไม่มีบัณฑิตใดรังเกียจ คือ เป็นผู้เว้นขาดจากการฆ่า เป็นผู้เว้นขาดจากการยักยอกทรัพย์ เป็นผู้เว้นขาดจากการผิดลูกเขาเมียใคร เป็นผู้เว้นขาดจากการโกหก และเป็นผู้เว้นขาดจากการดื่มน้ำเมา เมื่อเว้นขาดโดยประการทั้ง ๕ นี้ ย่อมได้ชื่อว่าให้ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้
(ปุญญาภิสันทสูตร)
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     
ใครมีศีล รักษาศีลได้บริบูรณ์ กองสมบัติเป็นอันมากย่อมบังเกิดขึ้้นแก่คนนั้น เพราะความไม่เป็นผู้ประมาท
(มหาปรินิพพานสูตร)

๑​) ผู้ใดเข้าหาสมณะแล้วเปิดโอกาสให้ท่านขอสิ่งที่ประสงค์ แต่กลับไม่ถวายสิ่งใดเลย เมื่อเคลื่อนจากอัตภาพนั้นกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าทำการค้าขายอย่างใดๆจะขาดทุน
๒) ผู้ใดเข้าหาสมณะแล้วเปิดโอกาสให้ท่านขอสิ่งที่ประสงค์ แต่กลับไม่ถวายเท่าที่ท่านประสงค์ เมื่อเคลื่อนจากอัตภาพนั้นกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าทำการค้าขายอย่างใดๆจะไม่ได้กำไรตามที่คาดหวัง
๓) ผู้ใดเข้าหาสมณะแล้วเปิดโอกาสให้ท่านขอสิ่งที่ประสงค์ แล้วถวายท่านครบตามประสงค์ เมื่อเคลื่อนจากอัตภาพนั้นกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าทำการค้าขายอย่างใดๆจะได้กำไรตามคาด
๔) ผู้ใดเข้าหาสมณะแล้วเปิดโอกาสให้ท่านขอสิ่งที่ประสงค์ แต่กลับถวายเกินความประสงค์ เมื่อเคลื่อนจากอัตภาพนั้นกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าทำการค้าขายอย่างใดๆจะได้กำไรเกินความคาดหมาย
(วณิชชสูตร)

สำหรับชาวบ้านที่ยังบริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดบุตร ใช้เครื่องหอม และยังยินดีในเงินทองอยู่ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน คือ ขยันทำงานหาทรัพย์ รักษาทรัพย์ที่ได้มาให้ดี รู้จักเลือกคบคนมีธรรมะ และใช้ชีวิตให้เหมาะกับระดับทรัพย์สินที่มี
(ทีฆชาณุสูตร)

มุมมองอันควรได้จากพุทธพจน์

เรามาตกลงกันว่า "รวย" ในที่นี้หมายถึงมีมากกว่า ซื้อหาข้าวของได้พิเศษกว่า และระดับชีวิตถูกยกขึ้นเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป เช่น อยู่ในบ้านเรือนโอ่โถง มีรถงามสง่า ชนิดที่ไม่ใช่ใครๆอยากซื้อก็ซื้อได้ หากถามว่าทำกรรมอะไรมาถึงรวยเป็นพิเศษ คำตอบตรงตัว คือ ทำกรรมด้วยอาการเผื่อแผ่ มีใจที่กว้าง เป็นไปในทางช่วยเหลือผู้อื่นเป็นพิเศษ และบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป

และต่อให้เงินไหลเข้ากระเป๋าราวกับฝนตกใส่ฟรีๆ แต่เราปล่อยให้เทออกเหมือนน้ำป่าไหลบ่าไป มันก็ไม่เหลือ จึงต้องทำความเข้าใจว่ามีบุญเก่าเกื้อให้รวยก็นับว่าดี ถือเป็นมงคลชีวิตแล้ว แต่ก็ควรประกอบกรรมใหม่ที่เป็นมงคลด้วย จึงจะรวยจริง รวยนาน ไม่ใช่รวยช่วงเดียวแล้วลำบากยาว

ปัจจุบันมีการประโคมกันว่าพระพุทธเจ้าให้คาถามหาเศรษฐี อุ อา กะ สะ ซึ่งหมายถึงขยันหาทรัพย์ รู้จักรักษาทรัพย์ คบมิตรดี และใช้ชีวิตให้เหมาะกับฐานะ ความจริงก็คือพระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงรับประกันว่าทำตาม ๔ ข้อนี้แล้วจะได้ร่ำรวย แต่ท่านตรัสว่าทำตามแล้วคนจนจะสุขสบายตามฐานะ ส่วนคนรวยก็จะไม่ถึงความวอดวายล่มจม

ความรู้สึกทางใจเป็นเครื่องวัดความรวยความจนที่เที่ยงตรงกว่าเงินทอง กล่าวเช่นนี้เพราะอะไร? เพราะถึงมีเงินน้อยแต่จ่ายเป็น เผื่อแผ่เป็น ก็ดูดีมีสง่าราศีเหมือนคนรวยได้ ตรงกันข้าม มีเงินมากแต่จ่ายไม่เป็น ทำบุญทำทานไม่ถูก ใจก็แผ่ "รังสีอัตคัด" ออกมาเหมือนขอทานได้

ใจเหมือนขอทานเป็นอย่างไร? คือใจที่มีแต่จะเอาเข้าตัว ให้คนอื่นไม่เป็น เรียกร้องความสงสารจากผู้อื่น แต่ไม่แม้แต่จะเห็นใจใครเลย จิตขอทานย่อมไม่เหมาะกับสภาวะเศรษฐีเป็นแน่แท้ ตามกฎแห่งความยุติธรรมของกรรมวิบาก

และเมื่อชีวิตคนรวยยังไม่จบ ก็ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจะรวยไปทั้งชาติ แม้มีรวยระดับโลก แถมจ้างสำนักงานบริหารการเงิน แต่คบมิตรชั่วที่ชักชวนผลาญเงินในทางไม่สร้างสรรค์ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ก่อให้เกิดบุญญาบารมีและสติปัญญา ไม่นานก็จะตกอยู่ในสภาพชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะเงินมากยิ่งประมาทมาก นึกว่าจ่ายได้ก็จ่ายเลย หลายๆครั้งเข้าก็กลายเป็นยอดรวมที่จ่ายไม่ได้ขึ้นมา

กรณีศึกษาทำนองนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ถ่ายทอดความเข็ดหลาบให้แก่กันไม่ได้ ต้องเจอเองจึงสำนึก และบทจะสำนึกจริงจังขึ้นมา สำหรับบางคนก็สายเกินกว่าจะกู้เอาฐานะรวยล้นฟ้ากลับคืนเสียแล้ว ได้แต่เอาสภาพรวยหนี้ระดับโลกไปแทน พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่านอกจากขยันและหมั่นเก็บ ยังต้องรู้จักเลือกคบมิตรด้วย ใช้ชีวิตให้สมระดับฐานะด้วย จึงจะคงความมั่งคั่งไว้ได้ตลอดไป พูดอีกนัยหนึ่งคือหวังกินบุญเก่าอย่างเดียวไม่พอ บุญใหม่ต้องหามาเติมด้วย

กรรมในการให้ทาน

พุทธศาสนาเรามีขึ้นมาเพื่อบอกความจริง ไม่ใช่เพื่อให้ความหวังลมๆแล้งๆ และความจริงที่พุทธศาสนาบอกเราก็คือ ถ้าอยากเห็นผลของทานอันยิ่งใหญ่ในชาติถัดไป ชาตินี้คุณจะต้องมีน้ำใจยิ่งใหญ่ไปจนตาย ไม่ใช่ให้ทานเหมือนลงทุนเก็งกำไรหนสองหน ปีนี้บริจาคสามร้อย ปีหน้าหวังดอกเบี้ยงอกเป็นสามล้าน

การให้ทานที่หวังผลได้ในปัจจุบัน คือ ยิ่งให้เท่าไร ยิ่งเห็นชัดว่าชาตินี้รวยน้ำใจขึ้นเท่านั้น และถ้าน้ำใจมาก น้ำหนักความสุขก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสัดเป็นส่วนกัน น้ำใจอาจพัดเงินให้ไหลมาเทมาได้ แต่อย่าคาดหวังว่าจะรวยขึ้นกว่าเดิมเป็นสิบเป็นร้อยเท่า เพราะกรรมเก่าขีดเส้นมาแล้วว่าชาตินี้คุณมีสิทธิ์รวยได้ประมาณไหน ไม่เกินพิกัดเท่าใด

ถ้าจะตั้งความหวังเกี่ยวกับความมั่งคั่งอันงอกเงยจากผลของทาน ก็ขอให้คิดอย่างนี้ว่า น้ำใจเป็นสิ่งที่เพิ่มได้ไม่จำกัด และนั่นก็จะเป็นเหตุให้ชาติถัดไปรวยได้ไม่จำกัดเช่นกัน

ที่ตรงนี้ เราควรมาดูว่าพระพุทธเจ้าตรัสแนะวิธีทำทานให้ได้ผลใหญ่ไว้อย่างไร แต่ละข้อต่อไปนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าล้วนส่งเสริมให้ได้ใช้ชีวิตบนกองเงินกองทองทั้งสิ้น

๑) ให้ทานด้วยความศรัทธา คือ รู้สึกดีที่ให้ เพราะอยากให้ และให้สำเร็จ กับทั้งเชื่อมั่นว่าเมื่อให้แล้วมีความสุขในปัจจุบัน ผลที่จะเกิดขึ้นในอนาคตก็ต้องเป็นสุขเช่นกัน

๒) ให้ด้วยความเคารพ คือ มีความรู้สึกอยู่ว่าการทำทานเป็นของสูง ไม่ใช่ของต่ำ จึงไม่ควรโยนให้หรือเสือกไสให้เหมือนเป็นของเหลือเดน การถวายทานแด่สงฆ์จัดเป็นการฝึกใจให้ทำทานด้วยความเคารพได้อย่างดี เพราะรู้สึกอยู่ว่าท่านใช้ชีวิตที่สะอาดสูงส่งกว่าเรา

๓) ให้โดยกาลอันควร คือให้อย่างรู้จักความเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลาหนึ่งๆ เช่น เมื่อเห็นพระตาแดง ก็ขวนขวายเป็นธุระหายาหยอดตามาให้ท่าน เห็นวัดมีทางโคจรของพระที่เฉอะแฉะ ก็ร่วมแรงร่วมใจกันทำทางให้แห้งหรือเทปูนให้พวกท่าน เป็นต้น

๔) ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ คือให้ด้วยความปรารถนาจะช่วยให้ผู้รับเกิดประโยชน์ หรือผ่อนหนักเป็นเบาให้กับเขาอย่างแท้จริง จิตที่คิดให้ด้วยความอนุเคราะห์จะช่วยให้เราเกิดใหม่เป็นคนรวยอย่างมีรสนิยม รู้จักเลือกหา รู้จักแต่งเติมชีวิตให้เลิศสุขยิ่งๆขึ้นไป ไม่ใช่เงินเก็บเยอะแต่บ้านช่องดูแย่มาก

๕) ให้โดยไม่กระทบตนและผู้อื่น คือให้โดยไม่ประชด ให้โดยไม่แข่งขันชิงดี ให้โดยไม่คิดเอาหน้าเกินใคร บางคนทำบุญแบบเกทับกัน เห็นเขาออกก่อนห้าร้อย เลยรีบหยิบแบงก์พันขึ้นมาสู้ จิตมีอาการคิดเบ่ง คิดทำให้เขาเสียหน้าหรือน้อยหน้า นี่เรียกว่าให้แบบกระทบผู้อื่น แต่ถ้าให้ในแบบที่ช่วยให้ทุกคนสบายใจ ถึงเวลาที่บุญเผล็ดผล ก็จะรวยอย่างสบายใจ ไม่ถูกความรวยรบกวนจิตใจมาก

การให้ทานกับสัตว์เป็นของดี เป็นการให้ทานขั้นพื้นฐานที่ควรฝึก เพราะโดยมากเราจะไม่หวังการตอบแทนในทางใดๆจากสัตว์ โดยเฉพาะถ้าเป็นสัตว์ข้างถนน หรือสัตว์ในน้ำที่ไม่มีใครสนใจ หากฝึกให้ด้วยใจคิดอนุเคราะห์ ให้ด้วยความอ่อนโยน คุณจะรู้จักรสสุขของการให้ที่แท้ ให้เขาไป เหมือนได้เข้าตัวเราเอง ความรู้สึกทำนองนั้นชี้ว่าสัญชาตญาณรู้ผลกรรมเริ่มเกิด ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้ข้าวเขาก็เหมือนให้ข้าวตัวเอง

แม้ความอยากให้เพียงเศษอาหารติดจานข้าวไปกับสัตว์ในบ่อน้ำใกล้ๆ ก็มีผลคูณได้เป็นร้อยเท่า สมมุติให้เข้าใจง่ายคือถ้าสัตว์ในบ่อกำลังหิวแล้วได้กินเศษอาหารติดน้ำที่เราสาดไป ในที่ที่บุญนี้เผล็ดผล เรากำลังหิวอยู่ ก็อาจมีคนนำอาหารอย่างดีมาวางให้ตรงหน้าด้วยความสงสาร นั่นนับเป็นร้อยเท่าของเหตุที่เราเคยทำแล้ว

ในการให้ทานด้วยใจบริสุทธิ์แบบไม่เลือกหน้า ไม่แบ่งชั้นวรรณะนั้น นับว่าดีที่สุด คือ ไม่เกี่ยงว่าจะเป็นสัตว์ข้างถนน ขอทาน ผู้มีศีล ตลอดจนผู้เพียรเพื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพาน เส้นทางนักทำทานจะพาคุณไปพบพวกท่านแบบไต่ลำดับไปเอง เพราะใจที่เปิดกว้าง เป็น "ทานจิต" เต็มดวง ย่อมคู่ควรกับผู้รับแม้ระดับอรหันต์

ผู้รับมีส่วนขยายผล ไม่ใช่ไม่มี อย่านึกว่าเท่ากัน เปรียบเหมือนตีฆ้องเล็กด้วยกำลังแรงขนาดหนึ่ง ถ้าเอากำลังแรงขนาดนั้นไปตีฆ้องที่ใหญ่กว่าหลายเท่า เสียงออกมาก็ต้องดังขึ้นหลายเท่าเป็นธรรมดา

กรรมในการรักษาศีล

คนยุคนี้มักมองว่าพ่อค้าที่ฆ่าสัตว์ขายก็รวย คนคดโกงบ้านเมืองก็รวย คนเป็นชู้ดะก็รวย คนลวงโลกก็รวย คนกินเหล้าก็รวย แถมอาจจะรวยระดับประเทศเสียด้วย ฉะนั้น การรักษาศีลไม่น่าจะเกี่ยวกับรวยหรือไม่รวย

ขอให้มองว่าความรวยจากการเป็นคนทุศีลนั้น เหมือนตั้งสมบัติไว้บนเขตที่แผ่นดินไหวบ่อย ไม่แน่ว่าสมบัติจะพังราบไปเมื่อใด หรือกระทั่งตัวเจ้าของจะต้องตายตามสมบัติในวันไหน ที่แน่ๆคือตามกฎแห่งกรรมวิบากแล้ว ชาติหน้าของคนทุศีลคงยากจะประสบสุข

มีคนอยู่จำพวกหนึ่ง เคยทำทานไว้มาก ผลของทานจ้องรอจะส่งให้รวยอยู่ ติดขัดก็แต่ว่าผลบาปอันเกิดจากการผิดศีลตัดหน้าไปก่อน เช่น เคยเป็นกษัตริย์ นำทัพไปล้อมเมืองเขาไว้ เป็นผลให้ชาวเมืองอดข้าวอดน้ำลำบากเป็นเวลานาน สวรรคตแล้วจึงต้องไปเข้าท้องคนอัตคัดขัดสน พอผลของบาปหมดกำลัง จึงค่อยเปิดทางให้ผลของทานแสดงตัวบ้าง แต่ก็ต้องร่ำรวยล้นฟ้าขึ้นมาด้วยความวิริยะอุตสาหะอยู่ดี ไม่ใช่รวยขึ้นมาดื้อๆ โทษฐานที่เคยทำความลำบากให้คนอื่นไว้มาก

ผู้มีศีลบริบูรณ์อาจไม่รวยล้นฟ้าทันตาเห็น แต่เขาย่อมเป็นผู้ระมัดระวัง ใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่พลาดหลงไปในทางอกุศล เมื่อชีวิตไม่หลงไปตามอกุศล กุศลย่อมเกิดขึ้นแทน และความร่ำรวยก็ย่อมยืนอยู่ข้างกุศลในชาติถัดไปนั่นเอง พิจารณาเป็นข้อๆได้ดังนี้

๑) เมื่อตั้งใจเว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ แม้มีเหตุยั่วยุให้ขุ่นเคืองอาฆาต ก็ละเว้นได้ทั้งชีวิตสัตว์เล็กและสัตว์ใหญ่ มีใจเป็นอภัยทาน ซึ่งมีความหมายว่าถ้าเคยผูกเวรกันมา เขาเคยก่อเวรไว้กับคุณ พอถึงตาคุณได้โอกาสเอาคืนบ้าง คุณก็ไม่เอา แต่เลือกที่จะปล่อยเขาไป นี่คือให้ชีวิตของเขาเป็นทานกับเขาเองทีเดียว

๒) เมื่อตั้งใจเว้นขาดจากการขโมย แม้มีเหตุยั่วยุให้อยากเอาของเขามาเป็นของเรา ก็ละเว้นได้ทั้งทรัพย์เล็กและทรัพย์ใหญ่ ใจจึงตั้งอยู่ในความคิดยกให้เจ้าของครอบครองทรัพย์ของเขาไปตามเดิม จัดเป็นชนวนความคิดให้ทานประการหนึ่ง

๓) เมื่อตั้งใจเว้นขาดจากการผิดลูกผิดเมียชาวบ้าน แม้มีเหตุยั่วยุให้เกิดราคะแรงกล้า ก็ละเว้นได้ทั้งการแตะต้องด้วยความกำหนัดและการมีเพศสัมพันธ์ผิดๆ ค่าตัวอันตีราคาได้จากเพศสัมพันธ์กับเขาหรือเธอมีประมาณใด ก็เท่ากับคุณยกคืนให้เจ้าของประมาณนั้น

๔) เมื่อตั้งใจเว้นขาดจากการโกหก แม้มีเหตุยั่วยุให้อยากบิดเบือนความจริงเพื่อเอาผลประโยชน์ ก็ละเว้นได้ทั้งการหลอกลวงตรงๆและการฉ้อฉลทางอ้อม ผลประโยชน์จากการโกหกมีเท่าไร ก็เท่ากับคุณยกคืนให้เจ้าของประมาณนั้น

๕) เมื่อตั้งใจเว้นขาดจากการดื่มสุรายาเมา แม้มีเหตุยั่วยุให้อยากเอาสนุก ก็ละเว้นได้ทั้งการเสพพอสนุกและการเสพจนเมาหัวราน้ำ ความเสียหายทั้งหมดของคนอื่นที่อาจเกิดขึ้นจากความขี้เมาของคุณ คุณแลกซื้อแล้วด้วยการยอมอดสนุกเสียเอง

แยกแยะตามหลักของพระพุทธเจ้าเช่นนี้ คุณคงเห็นแล้วว่าศีลก็เป็นทานเหมือนกัน และไม่ใช่ทานธรรมดา ต้องเรียกว่าเป็น "มหาทาน" อีกด้วย!

นี่คือสิ่งที่ทำให้พวกเราแตกต่างจากเหล่าสัตว์ที่ใช้ชีวิตตามสัญชาตญาณ เรามีเจตนาควบคุมความประพฤติตนเองเพื่อหลีกออกจากโลกของการกระทบกระทั่งได้ คิดถึงอกเขาอกเราได้ รัศมีของ "การให้ความปลอดภัย" จึงเปล่งประกายออกมา รัศมีนี้เองเป็นตัวดึงดูดความเจริญรุ่งเรือง กับทั้งทำตัวเหมือนแผ่นดินอันมั่นคง เป็นที่ตั้งรองรับสมบัติไม่ให้โยกคลอนหรือกระจายหายไปไหน

เมื่อทำ "มหาทาน" อยู่ทั้งชีวิต ใจย่อมรู้สึกอยู่ว่าเมื่อชาตินี้ "รวยศีล" แล้วจะแปลกอะไร ถ้าชาติหน้าจะ "รวยทรัพย์" อย่างมั่นคงต่อไป

กรรมด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

ความร่ำรวยเกิดจากความมีใจกว้าง มีใจเผื่อแผ่ กรรมใดที่เป็นไปเพื่อความกรุณาต่อผู้อื่น ช่วยให้ทุเลาทุกข์ ช่วยให้ความสุข ช่วยให้ความสบาย ช่วยให้ความปลอดภัยกับมหาชน กรรมนั้นย่อมขยายขอบเขตอาณาจักรเงินทองได้ทั้งสิ้น

คนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตตามสถานการณ์ บางชาติรวมแล้วให้ทานมากแต่รักษาศีลน้อย บางชาติรวมแล้วให้ทานน้อยแต่รักษาศีลมาก บางชาติรวมแล้วให้ทานและรักษาศีลพอประมาณ แต่ไม่ขวนขวายทำงาน ไม่มีหัวริเริ่มสร้างเครือข่ายธุรกิจของตนเอง ฉะนั้น การได้ทรัพย์มา และความเสื่อมสูญไปของทรัพย์ จึงแบ่งแยกออกได้เป็นประเภทตามกรรมอันหลากหลาย แต่โดยย่นย่อแล้วสภาพความร่ำรวยแบ่งได้เป็น ๔ ชนิด ดังนี้

๑) รวยด้วยลาภลอย
บางคนเกิดมายากจน แต่อยู่ๆถูกหวยใต้ดิน หรือเล่นลอตเตอรี่ได้รางวัลที่ ๑ หรืออยู่ๆได้รับการตกรางวัลก้อนโตเพราะทำเรื่องถูกอกถูกใจผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ อย่างนี้คือความหมายของ "รวยด้วยลาภลอย"

ความรวยชนิดนี้มาจากการให้ทานแบบที่ส่งลาภลอยให้คนอื่น อยากให้เขาพ้นทุกข์โดยไม่คาดฝัน เช่น เดินทางกลางป่าพบพระธุดงค์ที่กำลังอดอยาก ถึงกับนำอาหารที่เตรียมมาเพื่อตนเองถวายท่านหมดแบบไม่เสียดมเสียดาย หากผู้ให้มีกำลังใจยิ่งใหญ่ ส่วนผู้รับก็มีความบริสุทธิ์มาก ผลย่อมมหาศาลประมาณไม่ถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้รับเป็นพระอรหันต์ที่เพิ่งออกจากฌานขั้นสูงสุด ก็ไม่ต้องรอลาภลอยในชาติต่อไป แต่จะบังเกิดผลทันทีภายใน ๗ วันทีเดียว

พวกที่ชอบตั้งสมาคมสังคมสงเคราะห์ หรือเศรษฐีที่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิตหมู่คนแบบฉับพลันทันที ช่วยให้คนยากจนมีงานทำ มีรายได้เป็นของตัวเอง ก็เข้าข่ายจะได้รับลาภลอยก้อนใหญ่เช่นกัน

แม้กระทั่งอยากให้ใครประหลาดใจ ยินดีปรีดาเป็นล้นพ้น ด้วยการให้ของขวัญหรือของสมนาคุณที่เกินความคาดฝัน ก็จะมีผลให้เกิดลาภลอยด้วย แต่ความยิ่งใหญ่ของผลอาจลดหลั่นลงไปตามกำลังใจที่คิดให้ ตลอดจนระดับศีลธรรมของผู้รับ และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผู้รับนั้นๆ

๒) รวยด้วยมรดก

"กองมรดก" มีนิยามตามตัวบทกฎหมาย คือ บรรดาทรัพย์สินของผู้ตาย ส่วนใครมีสิทธิ์ครอบครองมรดกของผู้ตายก็ว่ากันไปตามพินัยกรรมหรือการสั่งเสีย

มรดกยังมีประเภทของมันเอง เช่น...

- มรดกคู่ชีพ คือ เกิดมายังไม่ทันไรก็ได้เลย เช่น อายุยังไม่ถึง ๒๐ แต่เจ้าคุณปู่แบ่งสมบัติให้แล้ว ๑๐๐ ล้าน เห็นได้ชัดว่าเพียงรายได้อันเกิดจากดอกเบี้ยรายปี ก็มากกว่าคนทำงานกินเงินเดือนเกือบทั้งโลกแล้ว รากของกรรมที่ทำให้มีสิทธิ์ได้มรดกคู่ชีพ คือ บริจาคเงินเป็นประจำเพื่อเลี้ยงอาหารเด็ก คนชรา หรือผู้อนาถาด้อยโอกาสต่างๆ หรือไม่ก็ใส่บาตรพระทุกวัน ทุกอาทิตย์ หรือทุกเดือน ซึ่งก็คือการหยิบยื่นแบบไม่มีเงื่อนไขให้ใครหลายๆคนได้อยู่สบายกินสบายตลอดเท่าที่ผู้บริจาคยังไม่สิ้นอายุ

- มรดกเย็น คือ ได้แน่ๆตามกาล แบ่งกับญาติพี่น้องตามสัดส่วนที่ยุติธรรม หรือผู้ตายจัดสรรไว้ให้แน่นอนไม่เป็นอื่นแล้ว รากของกรรมที่ทำให้มีสิทธิ์ได้มรดกเย็น คือ เคยมีความโน้มเอียงให้ทานแบบปราศจากเงื่อนไข และจัดสรรให้อย่างยุติธรรม เช่น เมื่อมาที่สถานเลี้ยงเด็ก ก็เตรียมมาด้วยความตั้งใจจะเลี้ยงให้ครบทุกคน หรือให้ได้มากที่สุดโดยไม่เลือกหน้า พวกที่ให้ทานเย็นกับคนอื่นไว้ ก็มารวมเครือญาติรับมรดกเย็นร่วมกัน ทั้งนี้ แม้ของเก่าเป็นกรรมเย็น ก็ไม่แน่ว่าปัจจุบันใจจะเย็นไปด้วย

- มรดกร้อน คือ ไม่รู้แน่ว่าจะได้หรือไม่ได้ ยังความร้อนใจกระวนกระวาย หรือกระทั่งการแตกคอกันในระหว่างหมู่ญาติ บางรายสู้รบกันในศาลเป็นสิบปียังไม่ตัดสิน รากของกรรมที่ทำให้มีสิทธิ์ได้มรดกร้อน คือ การให้ที่ไม่ตรงไปตรงมา ประเภทแจกของล่อใจชิ้นโต ยั่วกิเลสคนอย่างมีเงื่อนไข ต้องให้คนเขาสู้กัน หรือต้องให้แข่งขันชิงชัยเสียก่อน คนชนะจึงมีสิทธิ์ได้รับรางวัล พวกที่ให้ทานร้อนกับคนอื่นไว้ ก็มารวมเครือญาติรับมรดกร้อนร่วมกัน ทั้งนี้ แม้ของเก่าเป็นกรรมร้อน ก็ไม่แน่ว่าปัจจุบันใจจะต้องร้อนไปด้วย

- มรดกเลือด คือ สมบัติเป็นเหตุแห่งศึกสายเลือด แย่งกันถึงขั้นคอขาดบาดตาย หลายตระกูลทั่วโลกมีสมบัติมาก แต่ไม่ใช่เหตุแห่งความสุข จะเป็นเหตุแห่งความทุกข์เจียนคลั่งเสียมากกว่า เพราะแม้แต่พี่น้องของตัวเองก็ไว้ใจไม่ได้มากไปกว่าโจรที่จ้องฆ่ากัน รากของกรรมที่ทำให้มีสิทธิ์ในมรดกเลือด คือ เคยตั้งรางวัลใหญ่ ยั่วให้คนหรือสัตว์ฆ่าแกงกัน หรือทำร้ายตบตีชกต่อยกัน โดยผู้อยู่รอดหรือผู้ชนะค่อยเอารางวัลไป พวกที่ให้ทานบนน้ำใจโหดเหี้ยม ก็มารวมเครือญาติรับมรดกเลือดร่วมกัน

๓) รวยด้วยน้ำพักน้ำแรง

น้อยคนมากๆในโลกนี้ ที่ได้ลาภลอยหนเดียวแล้วรวยเลยตลอดไป ส่วนใหญ่ถ้าไม่รู้ว่าได้เงินก้อนโตมาอย่างไร ก็เท่ากับไม่รู้วิธีหาและรักษาไว้ ส่วนพวกที่รวยมรดกไปจนตาย ก็มักสบายแบบเคยตัว ประมาทในชีวิต คิดว่าไม่ต้องทำอะไรก็ได้

และจากข้อก่อนคงเห็นแล้วว่าความพัวพันกับมรดกร้อนและมรดกเลือดนั้น จะก่อให้เกิดภัยเวรผูกกันไปอีก แสดงให้เห็นว่าทรัพย์อันเกิดจากศพของคนอื่น มักไม่นำมาซึ่งความสงบใจ สู้ทรัพย์อันเกิดจากกรรมของเราเองในอดีตและปัจจุบันไม่ได้ ให้ความรู้สึกว่าเป็นของเราจริง ไม่ต้องแย่งกับใคร และใครมาแย่งไม่ได้

สรุปคือรวยลาภกับรวยมรดกนั้น ยังไม่แน่ว่าโชคดีหรือโชคร้าย ต่างจากรวยด้วยตัวเอง อันนั้นมีตนเป็นที่พึ่ง มีตนเป็นลาภ สนุกกับการสร้างลาภให้ตน และมีตนเป็นผู้รักษาเป็นไหนๆ

การรวยด้วยน้ำพักน้ำแรงมีสองประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือค้าขายเอาผลกำไร สองคืออาศัยความรู้ ความสามารถ ความเก่งกาจ หรือความฉลาดประดิษฐ์ในการทำให้มหาชนพอใจ แล้วแปรความพอใจอันใหญ่หลวงของมหาชนเป็นรายได้ในภายหลัง

รากของกรรมอันบันดาลให้เป็นพ่อค้าแม่ขายที่ได้กำไร คือ เข้าไปไถ่ถามผู้ทรงคุณว่าอยากได้อะไร แล้วหามาให้ตามที่ท่านขอ หรือมากกว่านั้น จะเป็นเหตุสนับสนุนสำคัญให้ได้เป็นพ่อค้าแม่ขายที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จรุ่งเรือง ตรงจุดนี้ขอให้สังเกตด้วยว่า ภาพของกิริยาที่ทำกรรม ย่อมสะท้อนกลับมาเป็นภาพของปฏิกิริยาที่สอดคล้องเมื่อรับผลกรรม

ส่วนรากของกรรมที่บันดาลให้เป็นคนรู้มาก สามารถมาก เก่งมาก ฉลาดมาก อีกทั้งมีผลงานให้มหาชนพอใจนั้น ให้ทานและรักษาศีลยังไม่พอ ต้องเป็นผู้เคยทำประโยชน์เฉพาะทางไว้ก่อนด้วย ขอยกไว้เป็นตัวอย่างสักสองสามอาชีพเพื่อให้เห็นภาพชัด ดังนี้

- ถ้าเคยทำขนมถวายพระ ใช้ใจ ใช้ความคิด ใช้ความสามารถทั้งหมดทุ่มเทให้กับการทำขนมอร่อยถวายพระอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน อย่างนี้เกิดใหม่จะมีทั้งไอเดียและฝีมือทำขนมตั้งแต่เด็กๆ โตขึ้นถ้าขยันพอจะทำขนมขาย ก็จะมีทั้งรสขนมที่ถูกปากเป็นที่ติดใจแก่ลูกค้า กับทั้งมีรัศมีบุญดึงดูดคนเข้าร้านและอยากช่วยบอกต่อ

- ถ้าเคยยอมเอากำลังแรงหรือชีวิตเข้าแลกในการปกป้องพระสงฆ์องค์เจ้า ลูกเด็กเล็กแดง หรือคนบริสุทธิ์ ที่กำลังถูกศัตรูรุกราน อย่างนี้เกิดใหม่จะมีกำลังใหญ่ มีความฮึกเหิมห้าวหาญ หากไม่มีอาชีพอื่นให้เลือกและใจถึงพอ ก็เป็นนักมวย หรือเป็นนักสู้ระดับพระกาฬ ที่มหาชนชมการต่อสู้แล้วระทึก ช่วยกันเชียร์จนค่าตัวสูงลิบ ต่อให้ไม่ชนะทุกไฟต์ก็ตาม

- ถ้าเคยใส่ใจไถ่ถามพระ หรือผู้ทรงศีล หรือพ่อแม่ ว่ามีโรคทางกายอย่างไร ลำบากเรื่องสุขภาพประการใด แล้วขวนขวายหาหยูกยาหรือหนทางรักษาท่าน ด้วยความรู้จักเลือกยา เลือกหมอ กับทั้งรักษาได้สำเร็จหรือช่วยให้พวกท่านทุเลาอาการลง อย่างนี้เกิดใหม่จะมีสัญชาตญาณและความสนใจรักษาคนป่วย อยากเห็นคนหายจากโรคภัยไข้เจ็บ กับทั้งมีกำลังสมองเพียงพอจะรองรับศาสตร์หรือสาขาแพทย์แผนใดแผนหนึ่ง หรือกระทั่งมีสิทธิ์ค้นพบสูตรยาหรือวิธีรักษาอันลือลั่นได้ ยิ่งถ้าชาติไหนเป็นหมอมีฝีมืออยู่แล้ว และได้โอกาสรักษาพระอาพาธกลุ่มใหญ่ด้วยน้ำใจกรุณา ก็ยิ่งเป็นเหตุให้ชาติถัดไปมีพรสวรรค์เหนือกว่าแพทย์อื่นเข้าไปอีก อาจถึงขั้นระดับประเทศหรือระดับโลกได้

สรุปคือเคยทำบุญไว้เหมาะกับอาชีพแบบไหนมาก ก็จะเป็นผู้มีพรสวรรค์ ผลักดันให้เกิดความเพียรในสาขาวิชาชีพนั้นๆ เต็มใจทุ่มเทเวลาให้ กับทั้งรีดกำลังสมองทั้งหมดให้กับสิ่งที่ตนถนัด จนกลายเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลในสาขาอาชีพ แล้วเงินทองกับการยกระดับชีวิตย่อมตามมาเอง

๔) รวยด้วยเส้นทางคนบาป

เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ของคนไม่เชื่อเรื่องผลของกรรม ก็เพราะผลกรรมมาช้า ถ้าผลกรรมมาเร็วทันตาทันใจ โลกนี้คงต่างไปจากที่เห็น เช่น เตะใครแล้วถูกเตะกลับแบบหมดสิทธิ์ป้องกันตัว ยกเค้าบ้านใครกลับมาเจอบ้านตัวเองว่างเปล่าบ้าง อย่างนี้ทุกคนจะกลัวบาปและอยากทำบุญกันหมด แต่นี่บางคนทำบ่อนอบายมุขแล้วรวย ขายเหล้าแล้วเป็นเศรษฐี โกงบ้านโกงเมืองแล้วยังมีหน้ามีตาอยู่ได้ คนทั่วไปเลยถอดใจ ไม่อยากเชื่อว่าผลของการทำบาปมีจริง

ต่อเมื่อศึกษาจนเข้าใจแล้วว่าการเข้าท้องมนุษย์ มาเกิดกับพ่อแม่คู่หนึ่งๆ มีรูปร่างหน้าตาและสติปัญญาแบบหนึ่งๆ ก็ด้วยผลรวมของกรรมเก่า กรรมเก่าวางแผนไว้ให้หมดแล้วว่าจะได้ดีหรือตกยากประมาณไหน ในช่วงต้น ช่วงกลาง หรือช่วงปลายชีวิต จึงค่อยเกิดศรัทธาขึ้นมาได้

นอกจากรับกรรมเก่าแล้ว เราทุกคนก็กำลังสร้างกรรมใหม่ จะส่งเสริมหรือขัดขวางกรรมเก่า เป็นสิทธิ์ที่จะเลือกได้ใหม่ไม่จำกัด เช่น บุญจากการให้ทานส่งให้คุณรวยตั้งแต่เกิด แต่ด้วยความไม่รู้ว่ารวยได้อย่างไร นึกว่าบังเอิญโชคดีแบบไม่มีเหตุผล ก็อาศัยความโชคดีนั้นไปสร้างธุรกิจปอกลอกเงินประชาชน แบบจะเอาเงินต่อเงินให้รวยยิ่งๆขึ้นไปอีก ไม่รู้ตัวเลยว่านั่นเป็นการสร้างความหายนะให้กับตนเองเพียงใด

ในชาติที่ทำธุรกิจโกงเงินประชาชน ถ้าบุญเก่าเลี้ยงไว้แบบจะให้สบายตลอดชีวิต อย่างไรก็ไม่ต้องติดคุก คุณอาจลอยหน้าลอยตา ยิ่งใหญ่คับฟ้าไม่เลิก แต่หากบุญเก่าไม่ได้สั่งให้ต้องสบายแน่ๆไปทั้งชาติ น้ำลดเมื่อไรตอก็ผุดเมื่อนั้น คุณอาจต้องเข้าคุกในบั้นปลายชีวิต แล้วถ้ามีสิทธิ์กลับมาเกิดใหม่ในแดนมนุษย์ ก็อาจมาอยู่กับครอบครัวที่สิ้นไร้ไม้ตอก โดนเขาโกงตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ตกทอดเรื่อยมาจนถึงรุ่นคุณ เรียกว่าได้หน้าดำคร่ำเครียดกับความยากจนตั้งแต่เกิดจนตาย พยายามหาเงินมาแค่ไหนก็โดนโกงไปแค่นั้น

สรุปว่าจะร่ำรวยได้นั้น ไม่ว่าจะบนเส้นทางนักบุญหรือคนบาป อย่างไรก็ต้องมีบุญเก่าหนุนหลังอยู่ ส่วนคำถามที่มักเกิดขึ้นว่าทำไมบางคนทำบาปขึ้น ทำไมบางคนพยายามหลายครั้งก็ไม่สำเร็จ อันนี้ก็ต้องมาดูกัน มูลเหตุให้ทำบาปขึ้นนั้น เกิดจากการที่เคยใช้เงินเปื้อนบาปไปทำบุญ หรือเป็นตัวตั้งตัวตีเชิญชวนคนมาทำบุญด้วยเครื่องล่อเป็นอบายมุข หรือเคยหลงผิดเข้าไปอยู่ในลัทธิความเชื่อประเภทบูชาเทพด้วยชีวิตสัตว์ หรือฆ่าคนด้วยเมตตาเป็นประจำ ด้วยเจตนาอยากช่วยให้เขาพ้นทุกข์พ้นทรมาน

บุญเปื้อนบาป หรือบาปฉาบบุญนี่เองคือชนวนของการทำบาปขึ้นในชาติถัดมา ในอดีตคฤหบดีบางคนทำธุรกิจเหล้ายา แล้วเอาเงินไปสร้างวัด สร้างหอสมุดธรรมะ สร้างสาธารณประโยชน์มหาศาล ก็ไม่น่าประหลาดใจว่าเกิดใหม่พอจับธุรกิจเหล้ายาอีกจึงรุ่งเรืองอีก ทว่าความรุ่งเรืองใดๆทั้งทางโลกและทางธรรม ก็ช่วยให้รอดจากผลของการขายเหล้าไม่ได้ เมื่อถึงเวลาที่กรรมเผล็ดผล

ในอดีตบางคนเป็นผู้ปกครองบ้านเมือง มีอำนาจราชศักดิ์ แล้วใช้อำนาจราชศักดิ์นั้นในการทำนุบำรุงศาสนาต่างๆ จิตใจกว้างขวาง คิดเอื้อประโยชน์สุขแก่สมณะและปวงชน เมื่อเกิดใหม่ก็ไม่น่าแปลกใจหากจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในบ้านเมืองอีก ส่วนจะคิดปกครองหรือเล่นการเมืองแนวใด ก็ขึ้นอยู่กับว่าในปัจจุบันต้องเข้ากับกลุ่มพวกที่มีความเชื่อทางการเมืองแบบไหน อาศัยอยู่ในประเทศใด อย่ามองแบบเหมาเข่งว่าเป็นนักการเมืองต้องโกงกินและไร้คุณงามความดีกันสักนิดเดียว

คนมักคิดว่าความยากจนคือต้นเหตุของภยันตรายและความชั่วร้ายทั้งปวง แต่ข้อเท็จจริงคือ โจรหิวโซเป็นภัยได้แคบจำกัดกว่าเศรษฐีที่ยังอิ่มไม่พอ เพราะโจรกระจอกนั้น พอทำร้ายใครแค่คนเดียว ก็อาจโดนตำรวจจับเข้าคุกยาวกว่าจะออกมาก่อคดีอีก แต่เศรษฐีที่มีอิทธิพลใหญ่อาจใช้อำนาจเงินซื้อตำรวจไว้ทั้งเมือง แม้เขาฆ่าคนตายหรือทำให้หลายครอบครัวเดือดร้อนแสนสาหัส ใครเล่าจะแตะต้องเขาได้ นอกจากวิบากกรรมที่จะตามมาเล่นงาน ซึ่งก็อาจเป็นเวลาเนิ่นนานต่อมา ใครทนรอเห็นผลที่จะเกิดกับมาเฟียใหญ่ไม่ไหว ก็อาจต้องเสื่อมศรัทธาในบาปบุญกันไป

ที่มา http://www.dungtrin.com/siadai/pages/24.html




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ พฤศจิกายน 27, 2017, 09:35:16 AM