กรกฎาคม 28, 2017, 05:55:28 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
โพลล์
คำถาม: เพื่อนๆที่รู้คำตอบช่วยตอบหน่อย  (ปิดการโหวต: เมษายน 09, 2012, 08:46:43 PM)
สัมมาทิฏฐิ - 0 (0%)
นิพพาน - 0 (0%)
จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 0

หน้า: 1 2 [3] 4  ทั้งหมด   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน  (อ่าน 53971 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 741
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #30 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2012, 08:57:04 AM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
ขอสิ่งทั้งหลายที่คุณกล่าวมานั้น จงเกิดขึ้นแก่คุณในกาลทุกเมื่อเทอญ สาธุ

สัมมาวาจา คือ ไม่พูดพร่ำเพ้อ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดให้ร้ายหรือใส่ร้าย ไม่พูดเท็จ
ขอคุณจงถึงซึ่ง สมาธิชอบ และ ความระลึกรู้ชอบ มีความคิดชอบ ซึ่งดำเนินไปใน สัมมาวาจาได้ง่ายด้ยเทอญ สาธุ

หากคุณน้อมธรรมนั้นเข้ามาใส่ตนจริง พึงเจริญปฏิบัติในธรรมนั้นเสียโดยเร็ว หากเกิดปัญหาถามตอบในการปฏิบัติใดๆ ลองอ่านดูในเวบนี้ครับ ผมดูแล้วหลวงพ่อท่านตอบคำถามได้เป็นประโยชน์มาก

http://www.watkhaophrakru.com/webboard/index.php/board,6.0.html

รวมถึงเวบนี้มีครูบาอาจารย์ที่ดีๆหลายท่านให้คำตอบปัญหาทั้งการกัมมัฏฐานปฏิบัติและข้อธรรมเป็นประโยชน์มากครับ

http://www.madchima.org/forum/index.php




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2012, 09:03:46 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #31 เมื่อ: พฤษภาคม 23, 2012, 10:40:32 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
บ่มีประโยนช์อันใดที่เราต้องโต้แย้ง   เพื่อแสดงในทิฎฐิแห่งตน  ว่าธรรมทั้งหลายที่เราเห็นที่เรารู้  เป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด   ...มันมีความแจ่มแจ้งอยู่แล้วทั้งหมดโดยเหตุและผล  ที่มีอยู่ในตัวของมันเองโดยอัตโนมัติ  ตามธรรมชาติ...(... ที่ว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ...) จะหาสิ่งที่สมบูรณ์กว่านี้คงไม่มีคำตอบและคำถาม  และมันเป็นสิ่งที่สมบูรณ์กว่า  สัมมาทิฎฐิ  ด้วยประการทั้งปวง   ....สัมมาทิฎฐิ.....
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 23, 2012, 10:43:04 PM โดย ประวิต » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 741
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #32 เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2012, 11:48:45 AM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
สิ่งทั้งหลายที่คุณเป็นอยู่นี้เรียก มานะทิฏฐิ คือ สิ่งอันประกอบด้วยความเชื่อความยึดมั่นแห่งตน จากการรับฟังมา อ่านมา จากคำบอกเล่าต่างๆ จนถือเป็นอัตตาและอุปาทานแห่งตนเป็นที่ตั้ง เหมือนดังลัทธิบูชาไฟหรือพวกชฎิลที่สัมคัญตนว่าเป็นพระอรหันต์ มองพระพุทธเจ้าว่าไม่ใช่พระอรหันต์ นี่แน่ะ ความสำคัญตนมันเป็นอย่างนี้จึงอยู่อย่างไม่รู้ต่อไป ลองอ่านสิ่งนี้ดูนะครับตาม Link นี้เลยครับ

http://www.bp-smakom.org/BP_School/Social/u-patan4.htm

- นี่คือสิ่งที่ตัวคุณเป็นอยู่ การลดอัตตาแก่ตนลงนั้น คือความวางใจกลางๆแล้วเปิดใจกว้างออกรับฟังผู้อื่น
- ส่วนทุกข์ที่ก่อเกิดเป็นอัตตาของคุณนั้นเป็นดังนี้ว่า
คุณเกิดความติดข้องใจจากการได้รับรู้อารมณ์มาจากการผัสสะกันทาง สฬายตนะ ซึ่งนั่นก็คือ รูป รส กลิ่น เสียง โผฐฐัพพะ ธรรมารมณ์ (สฬายตนะ+อายตนะภายนอก+วิญญาณ = เกิดผัสสะแก่คุณให้รับรู้อารมณ์ทางวิญญาณนั้นๆ) จากนั้นก็เสพย์รู้เสวยในอารมณ์นั้นแล้วเกิดความพอใจยินดี(โสมนัส)กับสิ่งนั้นๆขึ้นมา เมื่อพอใจยินดีเกิดขึ้นคุณมีความเปรมปิติตั้งความสำคัญมั่นหมายจากเวทนานั้นๆ เมื่อเกิดความสำคัญมั่นหมายของใจแล้ว คุณก็เกิดความตรึกถึง นึกถึง ตรองถึง คำนึงถึง สมมติประกอบกับ รัก โลภ โกรธ หลง ของตน
- เมื่อสิ่งใดที่คุณตรึกถึงเสพย์ความพอใจยินดีก็เกิด สุขเวทนา สร้างความพอใจยินดีแก่ตนไม่เสื่อมสลายก็เกิดเป็น ภวตัณหา และ กามตัณหา สร้างความอยากมี อยากเป็น ปารถนาใคร่ได้เสพย์อารมณ์นั้นๆ จนมองว่ามีอยู่จริงจนเกิดเป็นอัตตาของตนที่เราต้องมี ต้องได้มา
- เมื่อพบเจอสิ่งใดที่คุณตรึกถึงเสพย์ความไม่พอใจยินดีก็เสวย ทุกขเวทนา ก็เกิดเป็น วิภวะตัณหา นั่นคือ ไม่อยากพบ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น อยากจะผลักหนีให้ไกลตน จนเกิดเป็นตัวตนในความไม่ชอบ ไม่พอใจนั้นๆ
- เมื่อสิ่งใดไม่ใส่ใจ ไม่อยาก ไม่เกลียด ก็เกิดเป็น อุเบกขาเวทนา (โดยที่เป็นอุเบกขาที่เป็นอกุศลจิต ไม่ได้เสพย์ความเป็นกุศลของอุเบกขาจิต)
ทั้ง 3 ข้อนี้แลคือทุกข์ที่เกิดกับคุณในตอนนี้ ดังนั้นละความพอใจยินดี และ ไม่พอใจยินดี หรือ เฉยๆเลื่อนลอยนั้นไปเสีย โลภะ โทสะ โมหะ จึงไม่เกิดขึ้นแก่คุณ
- แล้วจะละความพอใจยินดีได้ที่ไหน เริ่มแรกนั้นให้ละที่ความสำคัญมั่นหมายของใจ นั่นคือคุณต้องรู้จักหยุด แล้วประมาณถึงสิ่งที่ตนมีอยู่ ยังมีอีกหลายสิ่งที่เรานั้นยังรู้น้อยด้อยมากนัก คิดพิจารณาเปิดใจรับรู้จากส่วนอื่นๆ แล้วรับเอาสิ่งที่คิดว่าเกิดประโยชน์แก่ตนเองไว้ปฏิบัติ สิ่งใดที่ตนมองว่าไม่ใช่ประโยชน์แก่ตน มันอาจจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่นก็ได้ ดังนั้นสิ่งใดที่เกิดขึ้นแก่เรา สิ่งนั้นเป็นกำไรชีวิตของเราเสมอ เมื่อรู้อย่างนี้จิตคุณจะลบโทสะ ความคิดต้านทานนั้นๆออกไป เกิดเป็นพื้นที่ว่างมากพอที่จะรับรู้สิ่งใหม่ๆมากขึ้นโดยตัดจากความพอใจยินดีและไม่พอใจยินดีนั้นๆ (สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้นั้นสภาพจิตคุณต้องมี สมาธิ สติ สัมปชัญญะ พรหมวิหาร๔ และ ทาน หากไม่มีสิ่งใดสิ่งหนึ่งในนี้ จิตคุณจะไม่มีทางยอมรับสิ่งอื่นๆเพิ่มเติมนอกจาก อัตตานุปาทาน)
- หากเมื่อละความสำคัญมั่นหมายของใจไม่ได้ตามในวิธีแรกข้างต้น ให้ละที่ความติดข้องใจ นั่นคือ พึงระลึกรู้ว่าเราติดข้องใจเสพย์ความพอใจยินดีหรือไม่พอใจยินดีใดๆ ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเรานอกจากความทุกข์ ดังนั้นวางใจกลางๆเปิดใจให้กว้างยอมรับความเป็นจริงตามสัจธรรมที่ว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นไปตามเราปารถนาทั้งหมด เรามีความพรัดพรากจากสิ่งที่รักที่จำเริญใจเป็นที่สุด ความประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจนั้นย่อมเกิดขึ้นแก่เราเป็นธรรมดาทุกวัน น้อมจิตเข้าสู่ เมตตาจิต กรุณาจิต คุณก็จะเกิด ทานจิต จนถึงมุทิตาจิต เปิดใจกว้างมากขึ้นที่จะรับรู้ และพิจารณา
- หากแม้ในวิธีที่ 2 นี้ คุณยังไม่ได้แล้วนั้น คุณต้องเรียนรู้เข้าใจใจสภาพที่เป็น นามรูป พึงเห็นสภาพปรมัตถธรรม อันไม่มีตัวตนอันใดๆที่จะก่อเกิดเป็นสิ่งที่น่ายึดถือ ยึดมั่น ตั้งเป็นอัตตานุปาทานแก่ตนเองได้ รวมถึงการเข้าสู่สภาพจิตที่ไม่ติดข้องใจใดๆเพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงแค่รูปและนามอันเรานำมาปรุงแต่งสมมติจากการที่เรารู้อารมณ์ทาง ปัจจะวิญญาณเท่านั้น จนเสพย์เป็นทุกข์ ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นและดับไปนอกจากนามรูป ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นและดับไปนอกจากทุกข์

ซึ่งทั้ง 3 วิธีล้วนเป็นสิ่งที่คุณนั้นต้องทำให้กุศลจิตและกุศลกรรมเกิด ตั้งมั่นอยู่ในกุศลจิตและกุศลกรรม รักษากุศลจิตและกุศลกรรมไว้ไม่ให้เสื่อม เมื่อกุศลจิตเกิด ย่อมคิดดี วาจาก็ดี กระทำก็ดี ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้คุณต้องมี ศีล สมาธิ สติ สัมปชัญญา ปัญญา พรหมวิหาร๔ ทาน เป็นที่ตั้งและปัจจัยความดำเนินไป


- ทีนี้ลองพิจารณาดูว่าที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นจริงไหม นี่คือสิ่งที่ผมอธิบายด้วยเหตุและผลให้คุณสามารถได้รู้เห็นตามจริง นี่เป็นส่วนย่อยส่วนหนึ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วตรัสสอนจนมาสู่เราทั้งหลาย นี่คือธรรมอันที่ก่อประโยชน์ได้ ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล นี่คือธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสขึ้น นี่คือ ปัจจยตาใน คือปัจจัยความเป็นไป และ อิทัปปัจยตา สิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี ส่วนย่อยเล็กน้อยเบื้องต้นใน ปฏิจจะสมุปบาท เกี่ยวเนื่องเบื้องต้นใน อริยะสัจ ๔ นี่เป็นเบื้องต้นแห่งความจริง หากคุณยังไม่เห็นแล้วเปิดทัศนคติที่กว้างขึ้น ผมคงไม่กล้าจะสนทนาด้วย เพราะคุณอาจจะบรรลุอรหันต์แล้ว พูดกล่าวสนทนาเรื่องพื้นๆไปกับคุณโดยไม่เจียมตัว เนื่องจากธรรมของผมเป็นแค่ธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนให้ความพ้นทุกข์  ไม่ใช่คำสอนให้มีตัวตน ผมคงตกนรกที่ชี้ทางพระอรหันต์อย่างคุณครับ

ขออภัยที่ล่วงเกินท่านผู้รู้ ผู้เจริญ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2012, 05:31:22 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #33 เมื่อ: พฤษภาคม 29, 2012, 09:18:25 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
สุดแล้วแต่วาสนา  ชีวิตเกิดมาไม่แน่ไม่นอน  โลกนี้คือละคร  บทบาทบางตอนยอกย้อนหัวใจ  
ขณะที่เรานอนหลับและฝันไป  ในความฝันนั้นมันก็เหมือนความจริง  แต่พอเราตื่นขึ้นมาเป็นปรกติ  เราก็รู้ตัวเองว่าฝันไป  แต่ในบางครายังคิดต่อในความฝันอีกว่าฝันอย่างนี้ดีหรือไม่หนอ  อย่างนั้นดีหรือเปล่าหนอ  (อันนี้เป็นปรกตติของสามัญชนที่ยังมีมุมมองแบบธรรมดาอยู่  เป็นธรรมดาของมยุษย์โลก )  แต่ฝันในขณะลืมตาอยู่นี่ซิ  แล้วใครเล่าจะบอกเตือนเราได้  แม่แต่ตัวเรายังไม่เคยบอกตัวเราว่าฝันไปในการลืมตาตื่น  สติและการศึกษาที่ใคร่ครวญจนมันกลายเป็นการภาวนา  ในภาษาของพวกเราชาวพุทธนั้น  เรียกว่า
วิปัสนากัมมฐาน   .... พวกเราเป็นชาวพุทธด้วยกัน  และยิ่งกว่านั้น .. ยังเป็นผู้ปฏิบัติธรรมด้วยแล้ว ...ควรจะใช้คำพูดและข้อความที่โพสท์นั้นเต็มไปด้วยหลักเมตาธรรม..เหมือนท่านเด็กวัด..ยังจะดีกว่านะ ท่านเกียรติคุณ อย่าเอาความตัดพ้อที่เห็นแย้ง หรือมุมมองที่ไม่ตรงกันมาแสดงยังจะดีกว่า ความคิดเห็นของเรานั้นเราสามารถแสดงได้  แต่มันต้องมิใช่การเอาแพ้เอาชนะ  หรือต้องไม่เป็นการเอาชนะเพื่อชี้ว่าความเห็นของเราหรือของเขาถูกหรือผิด และมันไม่ควรอย่างยิ่งสำหรับผู้ปฎิบัติธรรม  และผูที่รู้ในธรรม  และใฝ่ในธรรมอันเป็นทางของความหลุดพ้น   เพราะธรรมมะในศาสนาพุทธของเรา   เป้าหมายอยู่ที่ (.. รู้เห้นเพื่อให้เป็นไปในทางของความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด สลัดสละ  อันเป็นตัณหาทั้งปวง  และอุปปาทานทั้งสิ้น..) ไม่เกิดประโยนช์แต่ยังจะทำให้จิตเราเศร้าหมองมัวหม่น วนเวียนอยู่ในอุปาทานแห่งทิฎฐิที่สำคัญมั่นหมาย  ผู้รู้จริงในธรรมล้วนประกอบด้วยความเมตตาการุณา  และความอ่อนน้อมถ่อมตนในทุกๆโอกาศที่มีการสนทนาในธรรมและการแสดงในธรรมทั้งหลาย  เพราะธรรมที่แท้จริงอยู่เหนือ .. ความที่ว่าถูกหรือผิด  และอยู่เหนือทั้งเหตุและผลทั้งปวง  .....หากจะเป็นการดีในโพธิสัตว์ธรรม   ถ้าเรามีมุมมองและความเห็นในความที่เรารู้ใธรรมมะทั้งหลาย ..เราก็เขียนในกระดานธรรม  ที่เป็นบทความธรรมมะ  ในเว็บของ  ธรรมมะออนไลน์ซิ ที่เป็นกระดานธรรม  โพสท์ข้อความธรรมมะที่เป็นประโยนช์ต่อเืพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ให้เขาได้ศึกษาและเรียนรู้ในหลักการแห่งธรรมของศาสนา  ทุกๆบคลที่เปิดอ่านจะได้รับประโยนช์แลอานิสงฆ์แห่งธรรม  ดีเสียกว่าที่เราจะถกในมูลแห่งความถูกหรือผิด  แต่อย่าลืมนะ  หลักของชาวพุทธที่แท้จริงนั้น  คือความเมตตาการุณา  และความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในตัณหาทั้งปวง  และเพื่อความสงบสุขอย่างยิ่งที่ไม่มีสิ่งใดเจือปน ... นัตถิ  สันติ ปะรัง สุขขัง .. สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี...สัมมาทิฎฐิ...
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 29, 2012, 09:23:09 PM โดย ประวิต » บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #34 เมื่อ: พฤษภาคม 30, 2012, 09:00:47 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
สูงสุดก็คืนสู่สามัญ   จากการที่เห็นแก่ตัว  ก็กลับไปสู่ความการรุณาที่มีใจกว้าง  จากที่เคยจองหองพองขน  ก็กลับไปสู่ความอ่อนน้อมถ่อมตน 
ความลำพอง ผยองทั้งหลายก็ถูกปราบด้วย  อนัตตา
เดินตามรอยพ่อ เป็นอยู่อย่างพอเพียง
...สัมมาทิฎฐิ.... 
บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 741
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #35 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2012, 06:13:01 AM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
ขอโทษที่ช่วยคุณไม่ได้  ขออภัยด้วยครับ พระพุทธเจ้าประวิต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2012, 06:17:35 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #36 เมื่อ: พฤษภาคม 31, 2012, 07:54:04 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
สุดแล้วแต่วาสนา  ชีวิตเกิดมาไม่แน่ไม่นอน  โลกนี้คือละคร  บทบาทบางตอนยอกย้อนหัวใจ  เหอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆแล้วแต่กรรมเวรครับท่าน
ทำดีย่อมได้ดี  ทำชั่วย่อมได้ชั่ว  ปฎิบัติถูกทางทุกข์สงบ  ปฎิบัติผิดทางทุกข์เพิ่ม  เหอะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ... หลอกคนอื่นนั้นง่ายดาย
แต่หลอกตัวเราซิ.......  นรกชัดๆๆๆๆๆ.....สัมมาทิฎฐิ....อย่างคุณประวิตครั๊บบบบบบๆๆๆๆๆๆ   

สิ่งทีมีรสขม  ย่อมถูกใช้เป็นยาดี
สิ่งที่ฟังแล้วไม่ไพเราะหู นั้นคือคำตักเตือนอันจริงใจของผู้เตือนที่แท้จริง
จากการแก้ไขความผิดให้กลับเป็นถูก  เราย่อมได้รับสติปัญญา
โดยการต่อสู้เพื่อรักษาความผิดของตัวเองเอาไว้  เราย่อมแสดงนิมิตหมายแห่งความมีจิตผิดปรกติออกมา
ผู้ปฎิบัติเพื่อกุศลอันสูงสุด  จะไม่หมิ่นผู้อื่น  ในทุกๆโอกาศที่เขาปฎิบัติอยู่   ไม่ทำลายทางแห่งตนที่กำลังเดินอยู่
ผู้นั้นย่อมใช้สิ่งที่มีรสขม  เป็นยาดีอย่างถูกต้อง........สัมมาทิฎฐิ......


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 31, 2012, 08:01:23 PM โดย ประวิต » บันทึกการเข้า
สันต์ ธรรมะ
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 44
กระทู้: 21
สมาชิก ID: 1794


เว็บไซต์
« ตอบ #37 เมื่อ: มิถุนายน 07, 2012, 11:08:34 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
พระพุทธเจ้า ได้กล่าวไว้ว่านิพพานเป็นเช่นไรดังนี้
http://www.dharma-of-buddha.blogspot.com/2012/06/blog-post_04.html
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #38 เมื่อ: มิถุนายน 08, 2012, 09:53:17 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
ชอบไม่ชอบ  สิ้นสุด อยู่ที่ใจ  เพราะอะไรๆ  ใจบอกได้  อย่างแน่นอน    ใจให้ก่อ  ใจให้เกิด  เกิดคือใจ    จะอะไร อะไร  ถามใจจะดีกว่า 
ใจก็คือ  กายยาววา  หนาคืบ  และกว้างสอก     ไม่เคยหลอก  ให้ใครๆ  ที่ศึกษา   ว่ากายนี้  กว้างศอกจริง  ดั่งวาจา
ที่เป็นมา  และเป็นไป  ใจทั้งนั้น  แล ...   ไม่มีสัมมาทิฎฐิ  แลนิพพาน  จะพานพบ  จะประสพ  ก็สิ่ง  สักแต่ว่า
สิ่งใดๆที่เรียนรู้  ที่ผ่านมา  สักแต่ว่า  เฉยๆ  มาแล้วไป    ไร้ที่อยู่  ไร้ที่ตั้ง  ไม่เหมือน  ดั่งความคิด    ไร้จุตติ  ไร้สถิต  ที่ไหนๆ 
ไม่คงอยู่  ไม่เปลี่ยนแปลง    .....คืออะไร....ใครตอบได้  จะเฉลยเอ่ยสัมพันธ์............สัมมาทิฎฐิ...นิพพาน....
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #39 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2012, 09:30:17 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
ถ้าในโลกนี้  ไม่ว่าทางธรรม  หรือทางโลก  ไม่มีความจริงเลยแม้ซักสิ่งๆเดียว  แม้แต่ความรู้หนึ่ง  แล้วเราจะไปทำอะำไรมันได้  สร้างมันขึ้นมาก็หลอกตัวเราเองไปวันๆ  โถ่ๆๆๆๆๆๆๆๆ เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เจ๋ง เศร้า เศร้า เศร้า เศร้า เศร้า เศร้า เศร้า
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #40 เมื่อ: สิงหาคม 29, 2012, 08:11:58 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
ครับถ้าในความเป็นจริง  ถ้าในโลกนี้  ไม่ว่าทางโลก  หรือทางธรรม  ตามที่เราเข้าใจ  และคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จริงๆ  ไม่ว่าจะอะไรๆ เราก็หลอกหลอนตัวเราเองไปวันๆ จนกว่าเราจะตายทจากโลก ตามทำเนียมแห่งโลกและธรรม...สัจจริง....ไม่ได้โกหก....เราก็จะได้และเห็นแค่นั้นจริง
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #41 เมื่อ: กันยายน 15, 2012, 07:55:48 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
สูงสุดก็คืนสู่สามัญ   จากการที่เห็นแก่ตัว  ก็กลับไปสู่ความการรุณาที่มีใจกว้าง  จากที่เคยจองหองพองขน  ก็กลับไปสู่ความอ่อนน้อมถ่อมตน 
ความลำพอง ผยองทั้งหลายก็ถูกปราบด้วย  อนัตตา  อนัตตาที่เกิดจากการใคร่ครวญจนช่ำชอง
เดินตามรอยพ่อ เป็นอยู่อย่างพอเพียง
...สัมมาทิฎฐิ....
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #42 เมื่อ: กันยายน 28, 2012, 09:59:45 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
.....ถ้าในโลกนี้....ไม่มีความจำ   และจินตนาการ   ของหมู่มนุษย์นี้.....ความสมดุลย์ของธรรมชาติแห่งชีวิตทั้งหลาย   คงไม่พี้ยนหนัก
คิดไปคิดมา   ก็สงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน.......แค่ความจำ   และจินตนาการ     ชีวิตต้องดิ้นรนมากมายเหลือเกิน   แค่มุมมอง  มันเหลือเชื่อจริงๆๆ
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #43 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2012, 09:39:01 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
ความรู้สึกที่เชื่อว่า   มันเป็นอย่างนั้นๆจริงๆ  ตามมุมมองของเรา   ไม่ว่าสิิ่งใดๆ  ในฝ่ายโลก  หรือฝ่ายธรรมก็ตาม   นั้นยังเป็นมุมมองที่หลงผิดอยู่
จินตนาการตั้งมากมายที่มวลมนุษย์เราสร้างมันขึ้นมา  มันก็หลอนให้เราดิ้นตามมัน  ตามความรู้สึกแห่งเราที่เข้าใจเช่นนั้นๆ  หลอกหลอนตัวเองทั้งๆที่ตื่นลืมตา
ม่วนและสนุกสนาน  กับจินตนาการของเรา  ไม่โทษใครๆดอก   เพราะธรรมชาติแห่งการเกิดและการเรียนรู้ตามสภาพแวดล้อม  มันนำพาให้ชีวิตของเราให้เป็นไปอย่างนั้นจริงๆ.......เราไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะมีปัญญาและมุมมองอันแหลมคม.....เพียงแค่เห็นก็แจ้งในวงจรของชีวิต  จึงดิ้นรนและแสวงหาทางออกของชีวิต
                     มุมมองในการเรียนรู้และยั้งคิด  จะช่วยให้เราเข้าใจในความเป็นจริง   ไม่ใช่เรียนรู้แล้ว  แล้วม่วนไปกับความคิดที่เราเรียนรู้มัน  มันจะไปกันใหญ่  เหมือนโลกในปัจจุบัน  ท่านสาธุชนผู้เจริญทั้งหลาย
บันทึกการเข้า
ประวิต
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 19


อายุ: 46
กระทู้: 264
สมาชิก ID: 1634


อีเมล์
« ตอบ #44 เมื่อ: ตุลาคม 19, 2012, 09:11:31 PM »

Permalink: สัมมาทิฏฐิ - นิพพาน
จินตนาการของชีวิตที่กู่ไม่กลับ  คือความผิดอันมหันต์ของชีวิต  เราเรียกว่าเวทนาทั้งหลายก่อให้เกิดตัณหาทั้งปวง  ฝังใจจนลึกซึ่ง  สถิตในที่นั้นๆ  จนยากที่จะแยกแยะและใคร่ครวญ  มันเป็นทิฎฐิหรือมุมมองของความเห็นที่เราไม่อาจโต้แย้งได้  แต่เชื่อเถิดครับท่านผู้เจริญทั้งหลาย  ทุกข์ก็คือทุกข์วันยังค่ำ  แม้ว่าเราจะไม่ใคร่ครวญก็ตามที   แต่คนทุกวันนี้คงเห็นความทุกข์ ก็แค่เรื่องไม่สมหวังละมัง.........ไม่เป็นไรครับท่าน  ค่อยๆเรียนกันไป......
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 2 [3] 4  ทั้งหมด   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กรกฎาคม 21, 2017, 11:58:58 AM