มิถุนายน 23, 2017, 03:32:58 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ผมอกหัก - หาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ช่วยผมด้วย  (อ่าน 6184 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
หยดน้ำใจทะเลทราย
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 31
กระทู้: 1
สมาชิก ID: 2439


อีเมล์
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 14, 2013, 08:44:46 PM »

Permalink: ผมอกหัก - หาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ช่วยผมด้วย
สวัสดีครับ ผมไม่รู้จะไปคุยกับใคร
ผมไม่กล้าปรึกษาคนใกล้ตัว ในหัวผมมีแต่ความสับสน ว้าวุ่น
จนผมไม่มีสมาธิที่จะคิดหรือทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย
ยิ่งใจผม ผมรู้สึกถึงแต่ความว่างปล่าว อยู่ดีๆก็รู้สึกใจหวิวๆ
ขอใครก็ได้ครับ ช่วยเมตตาแนะนำชี้ทางให้ผมที

เรื่องมีอยู่ว่า

ผมกับแฟนผม เราคบกันตั้งแต่เข้ามหาลัย เราไปเรียนต่อเมืองนอกด้วยกัน
ตอนเราเจอกัน ผมคิดว่าไม่ต่างอะไรกับรักแรกพบ
เราใช้เวลาเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพียงไม่นาน แต่มันเหมือนเรารู้จักกันมานาน
เรามีอะไรหลายอย่างที่คล้ายกันมาก ชีวิตครอบครัว ครามคิดความอ่าน
นิสัยใจคอ ความชอบส่วนตัว การใช้ชีวิต
เราเข้ากันได้เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จนในที่สุดเราสองคนก็คบหากันเป็นแฟน

จากแฟนเป็นคนรัก จากคนรักเป็นคนรู้ใจ
และจากคนรู้ใจ ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิดของกันและกันไปแล้ว (ในความคิดผมนะ)

ตลอดระยะเวลา 8 ปีกว่าๆที่เราคบกัน เราสองคนรักกันมาก ไว้ใจกัน และผูกพันธ์กันเสียยิ่งกว่าอะไร
แค่เราต้องห่างๆกันไปไหนไกลๆ มันเหมือนจะเป็นจะตายให้ได้ทั้งคู่

ที่เราผูกพันธ์กันขนาดนี้ ผมสารภาพตามตรงว่า เราเป็นคู่ที่ชิงสุกก่อนห่าม
โดยไม่ได้บอกให้ทั้งพ่อแม่ของเธอและของผมให้รับรู้ ด้วยความที่เราอยู่ไกล
กลัวว่าท่านจะเป็นห่วงเสียการเรียน และด้วยความรัก รวมทั้งความหลง
ได้ดึงดูดเราเข้าหากันเกินกว่าเราจะห้ามใจไหว
และเราก็ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ต่างอะไรกับสามีภรรยาคู่หนึ่ง ตลอด 6-7 ปี

แต่เราก็รู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่เด็กใจแตกที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ความรักที่เรามีให้กันมันไม่ใช่เพียงสิ่งฉาบฉวย ความรักที่เรามีให้กัน มันเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจให้ผมและเธอผ่านอุปสรรคต่างๆไปได้
มันคือกำลังใจ มันคือพลังต่อสู้ของเรา 2 คน ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เรื่องชีวิต เรื่องครอบครัว
หรือเรื่องร้ายๆอะไรที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา เราจะจับมือกันไป ฝ่าฟันไปด้วยกัน
เราผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันและร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมามากมาย

ในวันที่ผมหรือเธอมีความสำเร็จ มีเราที่ร่วมฉลองชัยด้วยกัน
ในวันที่ผมหรือเธอร้องไห้ มีเราที่คอยปลอบโยน ให้กำลังใจกัน
ไม่เคยมีใครถอยห่างไปไหนเลย
จนผมเชื่อสนิทใจเลยว่า คนนี้แหล่ะ คือคู่แท้ของผม คือคู่ชีวิตของผม
ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เราไม่มีวันทิ้งกันไปไหน
และผมอยากใช้ชีวิตที่เหลือกับเธอ

จนเมื่อกลางปีที่แล้ว เราเรียนเกือบจบโทแล้ว และกลับมาอยู่ไทย
ก่อนกลับ ผมมีลางสังหรณ์บางอย่างว่าพอกลับไทยไปแล้ว
ชีวิตเรามันจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เพราะเราคงอยู่ด้วยกันแบบนี้ลำบาก
ผมจึงถามเธอว่า เธอคิดเหมือนผมไหม เธอไว้ใจผมไหม ที่จะให้ผมดูแลเธอ
และอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต และคำตอบของเธอ ไม่ทำให้ผมผิดหวังเลย
เราทำสัญญาใจระหว่างเราสองเรียบร้อยแล้ว

พอกลัยมาอยู่ไทย เธอได้อยู่กับครอบครัวเธอ ส่วนผมอยู่หอพักใกล้ๆที่ทำงาน
ถึงเราจะอยู่ กทม.ทั้งคู่ แต่เราก็ไม่ค่อยได้เจอกันเท่าไหร่ เพราะผมต้องทำงาน
เธอก็ต้องทำงาน แล้วงานเธอทำให้เธอเลิกดึกๆดื่นๆมากทุกวัน
จนผมเริ่มรู้สึกเหงามาก และเป็นห่วงเธอมาก

ตอนแรกเราก็คิดถึงกันมาก จนเธอยอมบอกความจริงกับแม่เธอให้แม่เ่่ธอให้รู้ถึงเรื่องของเรา
ส่วนผมบอกพ่อแม่ผมไปตั้งแต่กลับมาแล้ว ว่าผมเจอตัวจริงของผมแล้ว
รอผมตั้งตัวได้สักพัก พร้อมเมื่อไหร่คงไปขอเลย
เธอจึงได้มาหาผมที่หอผมบ้างอาทิตย์นึง 2-3 วัน เจอกันวันนึงไม่ กี่ ชม.
แต่มันก็ทำให้ผมมีความสุขไม่น้อย

แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้นดูเหมือนงานเธอจะหนักขึ้นเรื่อยๆ เธอแท่บไม่มีเวลามาหาผมเลย
คุยกันน้อยลงมาก เวลาเธอว่าง ปกติเธอจะส่งข้อความ หรือโทรมาหาเลย
พูดง่ายๆว่าว่างเมื่อไหร่เป็นคิดถึงกัน

มันทำผมเหงามาก คิดถึงเธอมาก แล้วก็คิดมาก พยายามขอร้องให้เธอมาหาผม
แต่ก็ไม่ได้ผล จนผมเริ่มเหมือนคนเสียสติเพราะความเหงากินใจนานหลายเดือน
ผมไม่เก็บความรู้สึกอะไรเอาไว้ในใจเลย พูดจาประชดประชัน
ทำไมเธอไม่อยากมาหา ทำไมเธอปล่อยให้ผมเหงา ทำไมเป็นแบบนี้
ผมไม่ชอบเลย

เธอเองก็ไม่ค่อยจะปริปากปากพูดอะไรเลย ผมงอนไป เธอก็งอนกลับ
เราระหองระแหงกันมาเรื่อยๆ
ตัวผมเองไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรมาก แค่ช่วงเวลาแย่ๆที่ผมและเธอ
ยังปรับตัวไม่ได้ว่าแบบไหนคือพอดี แบบไหนเราถึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
มรสุมที่ผ่านแล้วเดี๋ยวก็ผ่านไป

จนพักหลังผมเริ่มคิดอะไรได้บ้างว่า ผมงี่เง่ามากไป ผมขอโทษเธอและบอกเธอว่า
จะพยายามเข้าใจเธอให้มากกว่านี้ และก็จะพยายามเรียกร้องให้น้อยลง อดทนต่อความเหงา

แต่ยังไม่ทันจะได้พิสูจน์อะไรเลย...

จนเมื่อวันที่ 21 ม.ค. 2556 อยู่ดีๆ แฟนผมเขามาสารภาพกับผมว่า
เขาแอบคบกับคนที่ทำงานมาได้ 2-3 เดือนแล้ว
ช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผมกลับบ้านไปหาพ่อแม่ เพราะผมเป็นคนต่างหวัด
เค้าแอบไปเที่ยวกัน 2 คน คนนั้นชวนเธอไป เธอบอกว่าเธอเซ็งๆอยู่เธอเลยไป
แล้วเธอก็แอบมีใจให้คนนั้นอยู่แล้วด้วย มีจับมือถือแขนกัน
เค้าเล่าว่าช่วงหลังๆที่เรามีปัญหากัน เค้าไม่รู้สึกรักผมเหมือนแต่ก่อน
เค้ารู้ว่าผมเป็นคนดี ดีกับเค้ามาก เค้าไม่อยากทำร้ายผมอีก
แล้วอยากให้เราจบกันแค่นี้ ก่อนที่เราจะเกลียดกัน

ผมฟังแล้วผมอึ้งไปเลย ไม่ทันตั้งตัว ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย

จากคนจิตใจไม่สู้จะดีอยู่แล้ว กลายเป็นคนหลุดโลกเลย เหมือนสติแตก
แต่ความรู้สึกแรกของผมกลับไม่ใช่ความโกรธ ทั้งๆที่ผมน่าจะโกรธ
แต่กลับรู้สึกผิดที่ทำให้เธอต้องเศร้าใจเพราะสิ่งที่ผมพูดออกไปตอนผมเหงา
หลังจากวันนั้น ผมโทรไปคุยกับเธอหลายครั้ง ไม่ได้จะไปต่อว่าอะไร
แต่ไปง้อให้เธอกลับมา ขอให้เธอคิดดูดีๆ ขอให้เธอกลับมาผม
ซึ่งแน่นอนว่าเธอตัดสินใจไปแล้ว เธอไม่ยอมกลับมาง่ายๆ

แต่ด้วยอารมณ์และความไม่มีสติ พอได้ยินเธอบอกว่าไม่ ยืนยันว่าไม
จากความหวังให้เธอกลับมากลายเป็นความโกรธ
จนผมพูดแรงๆใส่เธอไปต่างๆนา ว่าเธอมีแอบไปมีชู้ เธอทำอย่างนั้นกับผมได้ยังไง
ทั้งที่แม่ก็รู้เรื่องของเรา และรู้พฤติกรรมเธอด้วย แต่ไม่ได้หยาบคายอะไรเลย

ผมตามง้อตามตื้อเธอสารพัดเพื่อให้เธอกลับมา
ผมบอกว่าผมให้อภัยเธอไปแล้ว ซึ่งผมคิดแบบนั้นจริงๆ
เพราะความผิดทั้งหมดมันไม่ได้อยู่ที่ตัวเธอคนเดียว
ผมก็รู้ตัวดีว่าผมเองก็ผิดที่ไม่เข้าใจเธอ ผิดที่ไม่เข้มแข็งเอง
แต่ยิ่งทำเหมอนทุกอย่างยิ่งแย่ลงไป... เพราะอารมณ์ขึ้นๆลงของผม

จนตอนนี้ เธอเย็นชาใส่ผมอย่างมาก แท่บไม่อยากคุยกับผมเลย
เธอบอกว่าคุยปกติคุยก็คุยได้ แต่ถ้าจะพูดเรื่องเราเธอไม่อยากคุยอีกแล้ว

เธอไม่เคยโทรหาผมสักครั้ง เธอไม่เคยส่งข้อความมาก่อน
เหมือนเธอไม่อยากให้ความหวังอะไรผมสักนิด

พอผมลองถามความรู้สึกเธอ เธอก็ไม่ยอมปริปากบอกเลย บอกแต่ว่าไม่อยากตอบ

ผมเจ็บปวดและทรมานใจมาก ผมนอนหลับไม่สนิทอีกเลยตั้งแต่คืนนแรกที่ถูกบอกเลิก
ผมสะดุ้งตื่นตอนตี 5 ทุกวัน ซึ่งเป็นเวลาที่เธอมาบอกเลิกผม
ผมพยายามแล้วหลายทาง

ผมพยายามจะตัดใจจากเธอ ตั้งใจจะหักดิบไปเลย แต่ก็ทำไมได้
ผมไม่เข้มแข็งพอ สุดท้ายก็ต้องโทรหา ต้องส่งข้อความไปหา
ผมพยายามจะเป็นเพื่อนเธอ แต่ผมก็ทำใจไม่ได้ที่ต้องรู้ว่าเธอมีใครอีกคน
เลิกกันวันจันทร์ วันเสาร์เธอออกไปกับคนนั้นอีกแล้ว
หัวใจผมเหมือนจะหลุดออกมาจากอก

สมองผมมันบอกว่าควรไปจากเธอซะ เธอคือคนที่ไม่ซื่อสัตย์ คนโกหกหลอกลวง
แทงข้างหลังคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาได้ลงคอ ทำได้แม้กับคนที่ทั้งรักและไว้ใจมาก

แต่หัวใจผมนี่สิ ที่มันดื้อดึง ทั้งๆที่เจ็บซะขนาดนี้ แต่มันยังบอกว่ามันยังรักเธออยู่
ผมยังรักเธอมาก ยังโหยหาเธออยู่ตลอด มันยังเป็นห่วงเธอมาก

ทุกคืนผมก็ยังเป็นห่วงว่าเธอถึงบ้านปลอดภัยดีแล้วหรือยัง เธอเป็นผู้หญิงกลับบ้านดึกๆคนเดียว
ที่สำคัญผมรู้สึกว่าเธอกำลังวิ่งหนีปัญหา กำลังหาทางออกที่สบายที่สุดที่มีตอนนี้
แต่เธออาจจะเจ็บปวดและเสียใจในถายหลัง
ทางที่ดีมันควรจะแก้ไขที่ตัวเราสองคน เราควรจะคุยกัน ทำความเข้าใจกันเหมือนอย่างเคย
ไม่ใช่วิ่งหนีปัญหาไปคนเดียวแบบนี้ และเพราะผมรู้ว่าผมรู้ดีกว่าเนื้อแท้เธอเป็นคนดี
เธอเองไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรโดยนิสัย เธอจึงอาจจะต้องอยู่กับความรู้สึกผิดนี้ไปตลอด
ต้องอยู่กับแผลนี้ไปตลอด

ผมคิดว่า ถ้าเราจากกันไปแบบนี้ หลังจากนี้ มันอาจจะเป็นเธอเสียเอง
ที่ต้องกลับมานั่งทุกข์ใจเพราะเรื่องนี้อีก
ผมเป็นห่วงเธอจริงๆ

แต่ตอนนี้ยอมรับตามตรงว่าผมคิดอะไรไม่ออกเลย...
ตอนนี้ ผมมองทางไปต่อไม่เห็นเลย ผมไม่รู้ผมควรทำตัวยังไง ผมควรทำ หรือไม่ควรทำอะไรต่อไป
ผมเหมือนคนไร้สติ ไม่กล้าิคิดอะไรเอง มันกลัวไปหมด
จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเลย

ช่วยผมด้วยครับ




บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 730
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2013, 04:49:48 PM »

Permalink: ผมอกหัก - หาทางออกให้ตัวเองไม่เจอ ช่วยผม
ก่อนอื่นผมขอแสดงความเสียใจด้วยนะครับกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณ

สิ่งเหล่านี้ผมเองก็ได้พบเจอทั้งที่เหมือนกันหรือต่างกัน คนเราทุกคนทั้งผู้หญิง-ผู้ชายทุกคนย่อมเคยผ่านพบเจอสิ่งนี้กันหมด ตอนนี้ผมก็อยู่ด้วยความปล่อยวางด้วยมีปาฏิหาริย์ตัวน้อยๆอยู่ผมต้องดูแลเขาให้ดีให้สมกับคำว่า "พ่อ" เพื่อให้เขาโตมาเป็นคนดี

- เราทุกคนเมื่อได้คบหากันมานาน ได้อยู่กินร่วมกันมา ได้มีพันธะต่อแล้ว มักจะมองว่า "สิ่งนี้เป็นเรา-สิ่งนี้เป็นของเรา สิ่งนี้เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน สิ่งนี้ไม่มีทางสูญสลาย สิ่งนี้จะคงอยู่ตลอดไป ไม่มีสิ่งใด-บุคคลใดจะมาพรากมันไปได้"



แต่วันนี้ทั้งคุณและผมหรือใครๆอีกหลายคน ก็ได้รู้ใน "สัจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน" แล้วใช่ไหมครับว่า...
"ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้มันไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน มันมีความเสื่อมสลาย-สูญสลายไปเป็นธรรมดาไม่ว่าจะด้วย การดูแลรักษา สภาพแวดล้อม หรือ กาลเวลา ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ต้องเสื่อมสูญสลาย ไม่คงอยู่กับเราตลอดไป แม้แต่ความสุขที่เคยมีในกาลก่อนตอยนี้มันก็ดับไปแล้วคงเหลือแต่คำว่าทุกข์ใช่ไหมครับ"
"ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ตัวตน สิ่งใด บุคคลใด อันที่เราจะสามารถไป บังคับ จับต้อง ยื้อหยุด ฉุดรั้ง ให้มันเป็นไปดั่งใจเราต้องการได้ แม้ความสุขที่เรามี เราก็ไม่สามารถจะไปบังคับให้ความสุขเหล่านั้นมันคงอยู่กับเราตลอดไปไม่ได้ ไม่สามารถที่จะไป ยื้อหยุด ฉุดรั้ง บังคับสิ่งใดๆให้มันเป็นไปดั่งที่ใจเราต้องการปารถนาได้ด้วยเพราะมันไม่มีตัวตนดังนี้"
"คนเรามีความพรัดพรากเป็นที่สุด จะล่วงพ้นสิ่งเหล่านี้ไปไม่ได้เลย เหตุนั้นด้วยเพราะทุกสิ่งทุกอย่างมัน ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ดังนี้"

 

ธรรมที่จะช่วยเหลือคุณได้ในตอนนี้คือ "รู้ในสัจธรรมข้างต้นนี้ และ เมตตาทาน" เท่านั้น
แต่มันทำยากใช่มั้ยครับที่จะให้เกิดความรู้สึกจริงๆเช่นนั้น ดังนั้นให้คุณลองพิจารณาดังนี้นะครับ...

- เวลาที่คนเราพบเจอความพรัดพรากนั้น เมื่อเกิดความสูญเสียใดๆใจก็เข้าไป ยึดมั่น-ถือมั่น พอใจยินดีที่เป็นแบบนั้น-ไม่พอใจยินดีที่เป็นแบบนี้ เกิดเป็นความทะยานอยากปารถนาใคร่ได้ยินดีที่จะเสพย์ในสิ่งที่ ไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน ทั้งหลายเหล่านั้นด้วยมองว่า "สิ่งนี้ๆเป็นเรา-สิ่งนี้ๆเป็นของเรา-สิ่งนี้ๆเราควรได้ แต่เมื่อไม่สมควารมปารถนาที่ใคร่ได้ต้องการ ก็เป็นทุกข์"
- ยิ่งตั้งความหวังปารถนามาก-ก็ยิ่งทุกข์มาก ปารถนาน้อย-ก็ทุกข์น้อย ไม่ปารถนาเลย-ก็ไม่ทุกข์เลย
- เจริญจิตเพื่อความปล่อยวางละความปารถนานั้นๆไปด้วยพิจารณาว่า เธอไม่ใช่ของเรา ไม่มีสิ่งใดๆที่เป็นของเรา พึงระลึกอยู่เสมอๆว่า "คุณแค่ยืมเธอจากเขามาใช้ชั่วคราว - แล้วก็ต้องคืนเขาไป นั่นคือ...คุณยืมเธอมามอบความสุขทั้งกายและใจ ได้พบเวลาที่ดีที่เขาเรียกว่าคู่รัก ที่คนทั่วๆไปอยากจะมีกัน - เมื่อถึงเวลาก็ต้องคืนเธอไปสู่ที่ๆเธอมา สู่ที่ๆเธอควรจะอยู่"
- ยิ่งเราปารถนาให้เธอกลับมามากเท่าไหร่ เราก็ตั้งความหวังไว้มาก เราก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น
- วางใจไว้กลางๆด้วยมองว่า ติดข้องใจใดๆกับเธอไป-ตั้งเป็นความหวังปารถนาใคร่ได้ไปก็มีแต่ทุกข์ หาความสุข์ไม่ได้เลย ละความพอใจยินดีที่จะได้ครอบครองเธอซึ่งไม่ใช่ของเรานั้นไปเสีย ละวางในสิ่งที่ไม่ใช่เรา-ไม่ใช่ของเรานั้นเสีย ความทุกข์เราจะน้อยลง
- พึ่งตรึกนึกคิดพิจารณาว่า แม้สามารถนำเธอกลับมาได้แต่เธอเต็มใจ ยินดีที่จะเป็นแบบนั้นหรือไม่ เมื่อเธอกลับมาแล้วจะมีความสุขเหมือนเดิมหรือไม่ มันคงไม่มีแต่นอน เธอคงต้องอยู่กับเราด้วยความทุกข์สุดท้ายเมื่อเธอ ขมขื่น อึดอัด อัดอั้นใจมากๆก็คงต้องหนีไปอีกแน่นอน เมื่อเป็นเช่นนี้คุณก็ยิ่งต้องทุกข์ซ้ำไปอีกใช่ไหมครับ
- แต่ถ้าหากว่าเธออยู่กับเขาคนนั้นที่เธอชอบใจ ที่เธอพอใจยินดีอยู่ เธอคงมีความสุขมากมายหาที่เปรียบไม่ได้ ไม่ต้องมาโอดโอย ทุกข์ใจอีก
- เหมือนดั่งนกที่ได้หลุดพ้นจากกรงที่กักขังมันไว้โดยที่มันไม่ยินยอม แล้วได้อิสระโบยบินไปบนฟ้าไกลกลับไปในที่ๆมันควรอยู่

- เมื่อคิดได้อย่างก็เท่ากับเรารู้ตรึกนึกคิดปารถนาดีต่อเธอแล้ว นั่นเรียกว่า "เมตตา"
- เมื่อคุณระลึกเช่นนี้แล้ว คุณก็คิดและปฏิบัติโดย..เอื้อ อนุเคราะห์ แบ่งปัน สุขนั้นให้เธอ โดยปล่อยให้เธอไปอยู่กับเขาตามที่ใจเธอปารถนานั้นเสีย โดยคิดซะว่ายอมให้เธอไปเป็น "ทาน" เป็นการให้เพื่อหวังให้เธอมีความสุขตามที่ใจเธอปารถนา
- แล้วก็อดโทษ เว้นโทษ เว้นการผูกเจ็บแค้นใดๆต่อเธอนั้นเสีย เรียกว่าเป็น "การให้อภัยเป็นทาน" เพราะเรายิ่งผูกโทษต่อเธอมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเธอมาก ก็ยิ่งตรึกถึง นึกถึง ตรองถึง คำนึงถึงมาก คุณก็ยิ่งทุกข์หนักมากไปอีก ซี่งในเวลาเดียวกันนั้นเธอไม่ได้คิดอะไรกับคุณแล้ว เธอก็มีความสุขของเธอดี หรือ หากคุณคิดจะทำอะไรที่ไม่ดีขึ้นมาคน ที่เสียหายและสูญเสียมากมายที่สุดก็คือ ตัวคุณ และ พ่อ-แม่ของคุณเอง เห็นไหมครับ นิแหละโทษของการที่เราคิดที่เป็นการผูกโทษต่อคนอื่น
- เหตุที่คุณทุกข์ใจมาก เพราะคุณเอาความสุขสำเร็จของคุณไปผูกไว้กับผู้อื่น ด้วยคุณคิดว่า..คุณจะสุขกายใจมากๆเมื่อได้อยู่กับเธอ เมื่อมีเธอเคียงข้าง แต่งงานมีลูก สร้างครอบครัวด้วยกันมีความพอใจยินดีที่จะเสพย์แบบนี้ๆ
- แต่เพราะคุณตรึกนึกคิดอย่างนี้ ตั้งมั่น-ยึดมั่น-ถือมั่นอยู่อย่างนี้พอเมื่อไม่เป็นไปตามที่ตั้งหวังไว้ มันเจ็บใช่ไหมครับ ทุกข์ไปทั้งกายทั้งใจ คับแค้นกายและใจ ไม่สบายกายและใจทั้งหลาย นี่คือ ทุกข์ ทุกข์เพราะปารถนา ทุกข์เพราะเอาความสุขสำเร็จของตนเองไปผูกไว้กับผู้อื่น
- ความสุขจะเกิดขึ้นแก่เรา เมื่อเราละการเอาความสุขและความสำเร็จใดๆไปผูกไปกับผู้อื่น ด้วยมองว่ามันหาประโยชน์ไม่ได้แล้ว สิ่งนี้ไม่ใช่เรา สิ่งนี้ไม่ใช่ของเรา ละความติดข้องใจพอใจยินดี ปารถนาใคร่ได้ที่จะเสพย์นั้นไปเสีย นี่คือ ความสุขที่แท้จริง
- ที่สำคัญอย่าลืมสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิพิจารณาลมหายใจเข้าระลึก "พุทธ" หายใจออกระลึก "โธ" ไม่ต้องไปตรึกนึกคิดอะไร พึงระลึกถึงความว่างที่ขาดจากการปรุงแต่งเรื่องราวใดๆ คุณจะเห็นสุขที่แท้จริงในนั้นครับ แต่หากเข้าสมาธิไม่ได้ ก็พิจารณาตามสัจธรรมและแนวทางที่ผมได้บอกไว้แก่คุณนี้ครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 15, 2013, 05:43:22 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ 18 ชั่วโมงที่แล้ว