เมษายน 27, 2017, 02:10:54 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อน ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากิเลส  (อ่าน 2575 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 727
สมาชิก ID: 841


« เมื่อ: มิถุนายน 04, 2013, 04:13:06 PM »

Permalink: ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อน ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากิเลส
กิเลส ๑๐

- กิเลเสนฺติ อุปตาเปนฺตีติ กิเลสาฯ ธรรมชาติใดย่อมทำให้เร่าร้อน ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กิเลส

- กิลิสฺสติ เอเตหีติ กิเลสาฯ สัมปยุตตธรรม (คือ จิตและเจตสิก) ย่อมเศร้าหมองด้วยธรรมชาติใด ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเศร้าหมองของสัมปยุตตธรรมนั้น ชื่อว่า กิเลส

- สงฺกิเลเสตีตี สงฺกิเลโส วิพาธติ อุปปาเปติ จาติ อตฺโถ ฯ ธรรมเหล่าใดย่อมเศร้าหมอง ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า สังกิเลส เพราะอรรถว่า ยังสัตว์ให้เร่าร้อน

คำว่า กิเลส หมายถึง ธรรมชาติที่เป็นเครื่องทำให้หมองเศร้า หรือ เร่าร้อน ฉะนั้น จิต เจตสิก รูป ที่เกิดพร้อมกับกิเลสเหล่านั้น จึงมีความเศร้าหมองเร่าร้อนไปด้วย เพราะตามธรรมดาจิตใจและกิริยาอาการ ของบุคคลทั้งหลายนั้น ถ้าไม่ได้เกิดเกี่ยวข้องกับโลภะ โทสะ เป็นต้น แล้ว บุคคลผู้นั้นจะรู้สึกว่าจิตใจสบาย รูปร่างหน้าตาผ่องใส ไม่มีความ เดือดร้อนแต่ประการใด เป็นที่สบายตา สบายใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น แต่ถ้าจิตใจของผู้ใดเกิดขึ้นโดยมีโลภะ โทสะ เป็นต้น เข้าเกี่ยวข้องผูกพัน ด้วยแล้ว จิตใจของผู้นั้นก็จะมีความเศร้าหมองเดือดร้อน รูปร่างหน้าตา ไม่ผ่องใสปรากฏขึ้น แล้วแต่กำลังของกิเลสนั้นๆ และย่อมเป็นที่ ไม่สบายตาสบายใจแก่ผู้ที่ได้พบเห็น ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรง เรียก โลภะ โทสะ เป็นต้น เหล่านี้ว่า กิเลส ดังมีวจนัตถะแสดงว่า


กิเลเสนฺติ อุปตาเปนฺตีติ = กิเลสา (วา) กิลิสฺสติ เอเตหีติ = กิเลสา ธรรมชาติใด ย่อมทำให้เร่าร้อน ฉะนั้น ธรรมชาตินั้น ชื่อว่า กิเลส หรือ สัมปยุตตธรรม คือ จิต เจตสิก ย่อมเศร้าหมองด้วยธรรมชาติใด ฉะนั้น ธรรมชาติที่เป็นเหตุแห่งการเศร้าหมองของสัมปยุตตธรรมนั้น จึงชื่อว่า กิเลส (ได้แก่ กิเลส ๑๐)

รวมหมายความว่า กิเลสเป็นสภาพธรรม (คือ สภาพตามธรรมชาติ ก็คือเป็นธรรมชาตินั่นเอง - deedi) ที่เศร้าหมองและเร่าร้อน ซึ่งยังให้สัตว์ ทั้งหลายเศร้าหมองและเร่าร้อน




กิเลส มี ๑๐ ประการ คือ

(๑) โลภกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะยินดีชอบใจในอารมณ์ ๖ ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความยินดีพอใจในโลกียอารมณ์ต่างๆ องค์ธรรมได้แก่ โลภเจตสิตก ที่ในโลภมูลจิต ๘
- (๑. โลภะกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะยินดีติดใจในโลกียอารมณ์)

(๒) โทสกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ชอบใจในอารมณ์ ๖ ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความโกรธความไม่พอใจ องค์ธรรมได้แก่ โทสเจตสิก ที่ในโทสมูลจิต ๒
- (๒. โทสะกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความโกรธ คือความไม่พอใจในอารมณ์)

(๓) โมหกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความมัวเมาลุ่มหลง ไม่รู้สึกตัว ปราศจากสติสัมปชัญญะ ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือความหลง ความโง่ องค์ธรรมได้แก่ โมหเจตสิก ที่ใน อกุศลจิต ๑๒
- (๓. โมหะกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความโง่ ความหลง  ไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง)

(๔) มานกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความทระนงตนถือตัว ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความเย่อหยิ่งถือตัว องค์ธรรมได้แก่ มานเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตวิปปยุตตจิต ๔
- (๔. มานะกิเลส ธรรมชาตที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความเย่อหยิ่ง ถือตัว)

(๕) ทิฏฐิกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความเห็นผิดจากเหตุผลตามความเป็นจริง ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความเห็นผิด องค์ธรรมได้แก่ ทิฏฐิเจตสิก ที่ในทิฏฐิคตสัมปยุตตจิต ๔
- (๕. ทิฏฐิกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความเห็นผิด)

(๖) วิจิกิจฉากิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะความสงสัยลังเลใจในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นต้น ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความสงสัยลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ องค์ธรรมได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก ที่ในวิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต ๑
- (๖. วิจิกิจฉากิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความสงสัย ลังเลในสิ่งที่ควรเชื่อ)

(๗) ถีนกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะหดหู่ท้อถอยจากความเพียร ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความหดหู่ องค์ธรรมได้แก่ ถีนเจตสิก ที่ในอุกศลสสังขาริกจิต ๕
- (๗. ถีนะกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความหดหู่ท้อถอยจากอารมณ์)

(๘) อุทธัจจกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะเกิดฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความฟุ้งซ่าน องค์ธรรมได้แก่ องค์ธรรมได้แก่อุทธัจจเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒
- (๘. อุทธัจจกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความฟุ้งซ่าน)

(๙) อหิริกกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่ละอายในการกระทำบาป ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความไม่ละอายต่อทุจริต องค์ธรรมได้แก่ อหิริกเจตสิก ที่ในอุกศลจิต ๑๒
- (๙. อหิริกกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความไม่ละอายต่อบาปทุจริต)

(๑๐) อโนตตัปปกิเลส เศร้าหมองและเร่าร้อนเพราะไม่เกรงกลัวผลของการกระทำบาป ธรรมชาติที่เป็นเครื่องเศร้าหมอง คือ ความไม่สะดุ้งกลัวต่อทุจริต องค์ธรรมได้แก่ อโนตตัปปเจตสิก ที่ในอกุศลจิต ๑๒
- (๑๐. อโนตตัปปกิเลส ธรรมชาติที่เป็นความเศร้าหมองเร่าร้อน เพราะความไม่กลัวเกรงต่อบาปทุจริต)




รวมกิเลสมี ๑๐ องค์ธรรมก็คงมี ๑๐ เท่ากัน ชื่อของกิเลสและชื่อของ องค์ธรรมก็ตรงกัน

          โสดาปัตติมัคค ประหาร ทิฏฐิและวิจิกิจฉา

          อนาคามิมัคค ประหาร โทสะ

          อรหัตตมัคค ประหาร กิเลสที่เหลือ คือ โลภะ โมหะ มานะ ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ และ อโนตตัปปะ ได้ทั้งหมด

กิเลสโดยพิสดาร ๑๕๐๐ อารมณ์ที่เป็นเหตุให้กิเลส ๑๐ เกิดขึ้นได้นั้น มี ๑๕๐ คือ

          นามเตปัญญาสะ คือ นามธรรม ๕๓ (จิต ๑ และ เจตสิก ๕๒- deedi)

          นิปผันนรูป ๑๘ ลักขณรูป ๔ รวมเป็น ๗๕

          ใน อัชฌัตตสันดาน คือ ภายในตัวเรา มี ๗๕

          ใน พหิทธสันดาน คือ สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตที่อยู่ภายนอกตัวเรา มี ๗๕ รวมเป็น ๑๕๐

          อารมณ์ ๑๕๐ x กิเลส ๑๐ คงเป็นกิเลส ๑,๕๐๐

อีกนัยหนึ่ง จำแนกกิเลสออกตามอาการของกิเลส ก็จำแนกได้ ๓ พวกคือ

          (๑) อนุสยกิเลส ได้แก่กิเลสที่ตามนอนเนื่องอยู่ในสันดาน หมายความว่า กิเลสจำพวกนี้นอนสงบนิ่งอยู่ ยังไม่ได้ลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ ซึ่งตัวเองก็ไม่สามารถรู้ได้ และคนอื่นก็ไม่สามารถรู้ได้

          (๒) ปริยุฏฐานกิเลส ได้แก่กิเลสที่เกิดอยู่ภายใน หมายความว่า กิเลสจำพวกนี้เกิดอยู่ใน มโนทวารเท่านั้น คือ ลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์อยู่ในใจ ยังไม่ถึงกับ แสดงออกมาทางวาจาหรือทางกาย ซึ่งตัวเองรู้ ส่วนคนอื่นบางที ก็รู้บางทีก็ไม่รู้

          (๓) วีติกกมกิเลส ได้แก่กิเลสที่เกิดขึ้นภายนอก หมายความว่า กิเลสจำพวกนี้ได้ล่วง ออกมาแล้วถึงกายทวารหรือวจีทวาร อันเป็นการลุกขึ้นมาแผลงฤทธิ์ อย่างโจ่งแจ้ง




อุปกิเลส ๑๖

เครื่องเศร้าหมองอีกนัยหนึ่ง มีชื่อว่า อุปกิเลส มีจำนวน ๑๖ คือ


(๑) อภิชฌาวิสมโลภะ เพ่งเล็งอยากได้ของเขา องค์ธรรมคือ โลภะ

(๒) โทสะ ร้ายกาจ ทำลาย องค์ธรรมคือ โทสะ

(๓) โกธะ โกรธ เดือดดาล องค์ธรรมคือ โทสะ

(๔) อุปนาหะ ผูกโกรธไว้ องค์ธรรมคือ โทสะ

(๕) มักขะ ลบหลู่คุณท่าน องค์ธรรมคือ ทิฏฐิ

(๖) ปลาสะ ตีเสมอ ยกตนเทียมท่าน องค์ธรรมคือ มานะ

(๗) อิสสา ริษยา องค์ธรรมคือ อิสสา

(๘) มัจฉริยะ ตระหนี่ องค์ธรรมคือ มัจฉริยะ

(๙) มายา มารยา เจ้าเล่ห์ องค์ธรรมคือ โลภะ

(๑๐) สาเถยยะ โอ้อวด องค์ธรรมคือ มานะ

(๑๑) ถัมภะ หัวดื้อ องค์ธรรมคือ มานะ

(๑๒) สารัมภะ แข่งดี องค์ธรรมคือ มานะ

(๑๓) มานะ ถือตัว องค์ธรรมคือ มานะ

(๑๔) อติมานะ ดูหมิ่นท่าน องค์ธรรมคือ มานะ

(๑๕) มทะ มัวเมา องค์ธรรมคือ โมหะ

(๑๖) ปมาทะ เลินเล่อ องค์ธรรมคือ โมหะ




จาก คู่มือการศึกษา สมุจจยสังคหวิภาค พระอภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ ๗ ขุนสรรพกิจโกศล (โกวิท ปัทมะสุนทร) และ

ปรมัตถโชติกะ ปริจเฉทที่ ๓ และ ปริจเฉทที่ ๗ หลักสูตรจูฬอาภิธรรมิกะโท รจนาโดย พระสัทธัมมโชติกะ ธัมมาจริยะ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 11, 2013, 09:11:40 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ เมษายน 12, 2017, 09:11:38 AM