กันยายน 24, 2017, 12:07:14 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 ... 17 18 [19]  ทั้งหมด   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน  (อ่าน 95334 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 750
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #270 เมื่อ: สิงหาคม 22, 2017, 03:24:52 PM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
๑๐. ผู้ที่ตายไปแล้วหากกลับมาเกิดอีกจะยังเป็นคนเดิมหรือเป็นคนอื่น
พระยามิลินท์ตรัสถามว่า ดูก่อนพระนาคเสน ผู้ที่ตายไปแล้วกลับมาเกิดอีก เขาจะคงเป็นผู้นั้น หรือว่าเปลี่ยนไปเป็นอีกคน
พระนาคเสนทูลตอบว่า จะว่าเป็นผู้นั้นก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นอีกคนหนึ่งก็ไม่ใช่
พระยามิลินท์ : ขอเธอจงเปรียบเทียบให้ฟัง
พระนาคเสน : อาตมาภาพขอทูลถามว่า เมื่อพระองค์ยังทรงพระเยาว์บรรทมอยู่ภายในพระอู่ กับเมื่อพระองค์ทรงพระเจริญวัยเป็นผู้ใหญ่ขึ้นในบัดนี้นั้น จะนับว่าเป็นพระองค์เดียวกันหรือต่างพระองค์กัน
พระยามิลินท์ : ต่างกันเป็นคนละคนทีเดียว
พระนาคเสน : ถ้าเป็นอย่างนั้น บิดามารดาของบุคคลหนึ่งๆ ก็มีหลายคนและมีลูกหลายครั้งน่ะสิ เช่นเมื่อยังเป็นเด็ก บิดามารดามีลูกคนหนึ่งเติบโตเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็เป็นลูกอีกคนหนึ่ง ถึงปูนแก่เฒ่า ก็เป็นลูกอีกคนหนึ่ง
พระยามิลินท์ : หาเป็นเช่นนั้นไม่ แต่ถ้าเป็นเธอถูกถามเข้าบ้าง เธอจะตอบว่าอย่างไร
พระนาคเสน : อาตมาภาพก็ตอบว่า อาตมาภาพนี่แลเป็นเด็ก อาตมาภาพนี่แลเป็นผู้ใหญ่ อาศัยร่างกายอันนี้แล จึงนับว่าเป็นคนคนเดียวกัน
พระยามิลินท์ : ขอเธอจงเปรียบให้ฟังอีก
พระนาคเสน : การจุดโคมไฟ เขาอาจจะตามไว้ตลอดรุ่งได้มิใช่หรือ
พระยามิลินท์ : ได้สิเธอ
พระนาคเสน : เปลวไฟในยามที่ ๑ กับในยามที่ ๒ เป็นเปลวไฟอันเดียวกันหรือมิใช่
พระยามิลินท์ : ไม่ใช่
พระนาคเสน : และเปลวไฟในยามที่ ๒ กับในยามที่ ๓ ก็เป็นเปลวไฟอันเดียวกันหรือมิใช่
พระยามิลินท์ : ไม่ใช่
พระนาคเสน : ขอถวายพระพร หรือเปลวไฟในยามทั้งสามนั้น ในยามหนึ่งๆ เป็นเปลวไฟอย่างละชนิด
พระยามิลินท์ : หามิได้
พระนาคเสน : นั่นแลฉันใด ความสืบเนื่องแห่งรูปธรรมนามธรรมก็ฉันนั้น อันหนึ่งดับ อันหนึ่งก็เกิดขึ้นแทน สืบเนื่องกันเรื่อยๆ ไป เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตายแล้วกลับมาเกิดอีก จะว่าเป็นผู้นั้นก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นอีกคนหนึ่งก็ไม่ใช่
พระยามิลินท์ : เธอเปรียบน่าฟัง
ที่มา : หนังสือ รู้ก่อนตายไม่เสียดายชาติเกิด โดย พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี (ว.วชิรเมธี)



- ตอนที่ ๖ -

 มิลินทปัญหา วรรคที่ ๒
 ปัญหาที่ ๑ ถามความสืบต่อแห่งธรรม
   สมเด็จพระเจ้ามิลินท์บรมกษัตริย์ พระบาทท้าวเธอได้ตรัสถามปัญหาต่อไปว่า
    “ ข้าแต่พระนาคเสน ผู้ใดเกิดก็เป็นผู้นั้นหรือว่ากลายเป็นผู้อื่น? ”
     พระเถระถวายพระพรตอบว่า
     “ ไม่ใช่ผู้นั้น และไม่ใช่ผู้อื่น ”
     “ โยมยังสงสัยขอนิมนต์อุปมาก่อน ”
     “ ขอถวายพระพร มหาบพิตรเข้าพระทัยว่าอย่างไร…คือมหาบพิตรเข้าพระทัยว่า เมื่อมหาบพิตรยังเป็นเด็กอ่อน ยังนอนหงายอยู่ที่พระอู่นั้น บัดนี้ มหาบพิตรเป็นผู้ใหญ่แล้วก็คือเด็กอ่อนนั้น…อย่างนั้นหรือ? ”
     “ ไม่ใช่ พระผู้เป็นเจ้า คือเด็กอ่อนนั้นเป็นผู้หนึ่งต่างหาก มาบัดนี้โยมซึ่งเป็นผู้ใหญ่แล้วก็เป็นอีกผู้หนึ่งต่างหาก”
     “ มหาราชะ เมื่อเป็นอย่างนั้น มารดาก็จักนับว่าไม่มี บิดาก็จักนับว่าไม่มี อาจารย์ก็จักนับว่าไม่มี ผู้มีศีลก็จักนับว่าไม่มี ผู้มีศิลปะก็จักนับว่าไม่มี ผู้มีปัญญาก็จักนับว่าไม่มีทั้งนี้เพราะอะไร…เพราะว่ามารดาของผู้ยังเป็น กลละ อยู่ เป็นผู้หนึ่งต่างหาก มารดาของผู้เป็น อัพพุทะ คือผู้กลายจากกลละ อันได้แก่กลายจากน้ำใส ๆ เล็กๆ มาเป็นน้ำคล้ายกับน้ำล้างเนื้อ ก็ผู้หนึ่งต่างหากเมื่อผู้นั้นกลายเป็นก้อนเนื้อ มารดาก็ผู้หนึ่งต่างหาก เมื่อผู้นั้นกลายเป็นแท่งเนื้อ มารดาก็เป็นอีกผู้หนึ่ง เมื่อผู้นั้นยังเล็กอยู่ มารดาก็เป็นผู้หนึ่งอีกต่างหาก เมื่อผู้นั้นโตขึ้น มารดาก็เป็นอีกผู้หนึ่งต่างหาก อย่างนั้นหรือ…ผู้ศึกษาศิลปะ ก็เป็นผู้หนึ่งต่างหาก ผู้สำเร็จการศึกษาแล้วก็เป็นผู้หนึ่งต่างหาก ผู้ทำบาปกรรมก็เป็นผู้หนึ่งต่างหาก ผู้มีมือด้วนเท้าด้วน ก็เป็นผู้หนึ่งต่างหาก อย่างนั้นหรือ ? ”
     “ ไม่ใช่อย่างนั้น ผู้เป็นเจ้า ในเมื่อโยมกล่าวอย่างนี้ ส่วนพระผู้เป็นเจ้าจะกล่าวว่าอย่างไร ? ”
     “ ขอถวายพระพร เมื่อก่อนอาตมายังเป็นเด็กอ่อนอยู่ บัดนี้ ได้เจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ อวัยวะทั้งปวงนั้น รวมเข้าเป็นอันเดียวกัน เพราะอาศัยกายอันนี้แหละ ”
     “ ขอได้โปรดอุปมาด้วย ”
     “ มหาราชะ เปรียบเสมือนว่า บุรุษคนหนึ่งจุดประทีปไว้ ประทีปนั้นจะสว่างอยู่ตลอดคือหรือไม่ ? ”
     “ ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ประทีปนั้นต้องสว่างอยู่ตลอดคืน”
     “ มหาราชะ เปลวประทีปในยามต้น ก็คือเปลวประทีปในยามกลางอย่างนั้นหรือ? ”
     “ ไม่ใช่อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ”
     “ เปลวประทีปในยามกลาง ก็คือเปลวประทีปในยามปลายอย่างนั้นหรือ ? ”
     “ ไม่ใช่อย่างนั้น พระผู้เป็นเจ้า ”
     “ มหาราชะ เปลวประทีปในยามต้น ก็เป็นอย่างหนึ่ง เปลวประทีปในยามกลาง ก็เป็นอย่างหนึ่ง เปลวประทีปในยามปลาย ก็เป็นอย่างหนึ่ง อย่างนั้นหรือ ? ”
     “ ไม่ใช่อย่างนั้น ผู้เป็นเจ้า คือเปลวประทีปนั้นได้สว่างอยู่ตลอดคืน ก็เพราะอาศัยประทีปดวงเดียวกันนั้นแหละ ”
     “ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร คือ ธรรมสันตติ ความสืบต่อแห่งธรรม ย่อมสืบต่อกัน เมื่อสิ่งหนึ่งเกิด สิ่งหนึ่งดับ ย่อมติดต่อกันไม่ก่อนไม่หลัง เพราะฉะนั้น จะว่าผู้นั้นก็ไม่ใช่ จะว่าผู้อื่นก็ไม่ใช่ ย่อมถึงซึ่งการจัดเข้าในวิญญาณดวงหลัง ขอถวายพระพร”
     “ ขอนิมนต์อุปมาให้ยิ่งขึ้นไปอีก ”
     “ มหาราชะ ในเวลาที่คนทั้งหลายรีดนม นมสดก็กลายเป็นนมส้ม เปลี่ยมจากนมส้มก็กลายเป็นนมข้ม เมื่อเปลี่ยนจากนมข้น ก็กลายเป็นเปรียง ผู้ใดกล่าวว่า นมสดนั้นแหละคือนมส้ม นมส้มนั้นแหละคือนมข้น นมข้นนั้นแหละคือเปรียง จะว่าผู้นั้นกล่าวถูกต้องดีหรืออย่างไร ? ”
     “ ไม่ถูก พระผู้เป็นเจ้า คือเปรียงนั้นก็อาศัยนมสดเดิมนั้นแหละ”
     “ ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร ธรรมสันตติ คือความสืบต่อแห่งธรรม ก็ย่อมสืบต่อกันไป อย่างหนึ่งเกิด อย่างหนึ่งดับ สืบต่อกันไปไม่ก่อนไม่หลัง เพราะฉะนั้น จะว่าผู้นั้นก็ไม่ใช่ จะว่า ผู้อื่นก็ไม่ใช่ ว่าได้แต่เพียงว่า ถึงซึ่งการสงเคราะห์เข้าในวิญญาณดวงหลังเท่านั้น ขอถวายพระพร ”
     “ พระผู้เป็นเจ้าแก้ไขนี้สมควรแล้ว ”
   This download is available to users running genuine Microsoft Windows. Click the icon for more information.   สรุปความ   
      
ปัญหานี้พระเจ้ามิลินท์เข้าใจว่า คนที่เกิดมาแล้วจากเด็กมาเป็นผู้ใหญ่ ท่านเข้าใจว่าเป็นคนละคนกัน
  พระนาคเสนจึงชี้แจงว่า ความจริงก็เป็นคนเดียวกัน แต่ที่ท่านตอบว่า จะเป็นผู้นั้นก็ไม่ใช่จะเป็นผู้อื่นก็ไม่ใช่นั้น ก็เพราะอาศัย สันตติ ความสืบต่อกัน เปรียบเหมือนเปลวไฟและนมสดที่เปลี่ยนไป
  เมื่อเปลี่ยนไปแล้ว จะว่าเป็นของเดิมก็ไม่ได้ จะว่าเป็นของอื่นก็ไม่ใช่ แต่ต้องอาศัยความสืบต่อกันไป เหมือนกับร่างกายที่เกิดมาก็อาศัยอวัยวะเดิมแลัวค่อยเปลี่ยนแปลง เติบโตขึ้นมาจนกว่าจะแก่เฒ่าไป ก็ชื่อว่าเป็นบุคคลเดียวกันนั่นเอง




บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 750
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #271 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2017, 09:28:24 AM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
จากมิลินทปัญหา - ตอนที่ ๖ - มิลินทปัญหา วรรคที่ ๒ - ปัญหาที่ ๑ ถามความสืบต่อแห่งธรรม (สันตติธรรม)

       ทำให้เห็นชัดถึงวิญญาณธาตุ หรือ จิตเดิม หรือ มนะ หรือ มโน นี้ได้ชัดเจนขึ้น ดังที่ครูบาอาจารย์ หลวงปู่บุญกู้ เป็นต้น สอนไว้ว่า ธาตุ ๖ จิตเรานี้ท่องเที่ยวไป เกิดเป็นสัตว์บ้าง เป็นคนบ้าง เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง เป็นสัตว์นรกบ้าง เป็นเทวดาบ้าง เป็นเทพบ้าง เป็นคนบ้าง อาศัยเพราะมีทานจึงมีมิตรที่ทรัพย์บริวาร อาศํยมีศีลจึงได้เกิดเป็นคน อาศัยภาวนาจึงมีปัญญาไม่โง่ เป็นวิบากกรรมแห่งกุศลสะสมมาเป็นแดนเกิด เข้ายึดครองขันธ์ ๕ ต่างๆดังกล่าวนี้ ทั้งงาม ประณีต หยาบ ไม่งาม ก็ล้วนแล้วแต่กรรมนำไปเ)็นแดนเกิด เป็นที่พึ่งพาอาศัย
       ก็พอเมื่อมโนเรานี้ ถึงความปฏิสนธิหยั่งลงสู่ครรภ์ของมารดา จิตแรกที่เกิดปฏิสนที่มาอาศัยธาตุ ๕(ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ไม่รวมวิญญาณเพราะกล่าวแยกวิญญาณธาตุ คือ มโน ออกมา) ที่พ่อแม่สร้างมาให้เราอาศัยกำเนิดเป็นคน ก็นับเอาความเป็นบุคคลนั้นๆตั้งแต่นั้นสืบมา พร้อมกับธาตุ ๕ ที่เป็นกายเรานี้ก็เติบโตขึ้นมาพร้อมๆกันนั้นเอง ความแปรเปลี่ยนทางกายธาตุ ๕ มีความเกิดดับของมันเป็นธรรมดาตามกาล อาหาร อุณหภูมิ จากแม่ จนเมื่อโตคลอดออกมาก กาบนี้ก็เป็นทารก ดับความเป็นทารถ ธาตุ ๕ ได้รับการดูแลบำรุงก็เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความเกิดดับที่สืบต่อกันไม่ก่อน ไม่หลัง ความเป็นสันตติธรรมที่ใจเข้าบึดครองเบื้องต้นอธิบายให้เข้าใจง่ายได้ดังนี้ ดังนี้แลครูบาอาจารย์ท่านจึงกล่าวว่า จิตนี้ไม่ตาย จิตนี้ท่องเที่ยวไป กล่าวถึงวิญญาณธาตุในธาตุ ๖ คือ ปฏิสนธิจิตดังนี้



       หลวงหน้าสอนเราเมื่อวันที่ 8/6/59 ตอนเข้าไปหาหลวงหน้าแล้วบอกว่าเราทำสมาธิไป แล้วเข้าไปเจอจิตที่มันสว่างไสวเหมือนดวงอาทิตย์สีทองใหญ่มาก มันอิ่มเิบ จนเต็มแล้ว โดยนิมิตที่เห็นนั้นมีเพียงจิตที่ใหญ่มากมองไม่สิ้นสุดเหมือนเราอยู่บนตึกมองเห็นสิ่งรอบตัวไปไม่สิ้นสุด แล้วจิตมันก็สำรอกเอาความรัก ความชัง ความหลงออกมาด้วยความหน่าย เมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้น ดับไป หรือพุ่งขึ้นแล้วพังลง จิตมันสลดสังเวช หน่าย พร้อมสำเนียกด้วยตัวมันเองว่าคนเรานี้โง่หนอไปไปทุกข์กับสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน แปรปรวนเป็นไปของมันเป็นธรรมดา เข้าไปจับ รั้งบังคับให้เป็นดังใจก็ไม่ได้แม้กระทั่งภายในกายตนนี้เอง ซึ่งเป็นอาการที่เห็นในฌาณ มีความคิดสลับกับไม่มีความคิด นิ่งมีแต่รู้สำเนียก ความรุ็ แช่เพ่งอยู่ พอมารู้ตัวก็กลับมาคิดได้ไม่เกิน 2-3 คำ ก็ดับลงอีก หลวงน้าก็หัวเราะแล้วพูดในเชิงที่ว่ามันไม่ใช่ อย่าไปอุปาทานมัน ให้รู้ ปรกติ วาง พร้อมสอนว่าจิตนี้เหมือนหลอดไฟนั้นแหละ เมื่อมีสิ่งมากระทบก็เหมือนเปิดสวิซท์มันใช้งาน เมื่อจิตพักก็เหมือนปิดสวิซท์ มันก็ติดๆ ดับๆไปเรื่อย แต่เราเห็นว่าจิตแล้วมันสว่างก็ดีแล้ว แต่อย่าไปยึดมัน อาการของจิตมีอยู่นนับบล้านๆอย่าง มันแค่อาการหนึ่งๆของจิตที่มีอยู่นนับล้านเท่านั้น รู้ ปรกติ วาง
       แต่โดยส่วนตัวเราแล้วหากไม่หลงผิดไปนั้น เพราะได้เห็นในฌาณดังนี้..จึงได้อาโลกะสัญญา อาโลกะกสิน วิญญาณกสินมา ในขั้นฝึกหัดเริ่มต้น (เพราะคนที่เข้าได้กสินแท้ๆแล้วจะเปลี่ยนมืดเป็นสว่าง สว่างเป็นมืดก็ได้ ปิด-เปิดสวิซท์รับรู้จิตได้) เห็นวิญญาณธาตุไม่ใช่ตัวเกิดดับ ตัวที่เกิดดับคือจิต มโนวิญญาณธาตุ วิญญาณขันธ์ ที่มันสุมรวมสมมติปรุงแต่งขึ้นมาให้รู้ความหมายในสิ่งนั้นๆแล้วมันก็ดับไป ซึ่งของแต่จริงของวิญญาณขันธ์ มันไม่มีรูปร่าง ไม่มีอะไร ไม่มีตัวตน แค่เกิดขึ้นมาให้รู้สมมติ แล้วมันก็ดับไป
       หากเราไม่หลงผิดทางนี้ ได้เคยทำอากาศกสินในสมัยก่อนนี้ โดยเพ่งที่ว่างอัดเป็นวงขยาย เหมือนพลังคลื่นเต่า พลังจิต แล้วก็รู้สึกมันอัดแน่น ก็เหมือนจะทำอากาศขึ้นเป็นลมที่พองออกได้ ยุบได้ เพิ่งมารู้ในสมัยปฏิบัติว่า มีอากาศกสิน ที่ว่างไม่มีสิ้นสุดอันธาตุไม่สัมผัสกัน และ ยุบ-พอง ยุบหนอ พองหนอ ท่านเอาคุณของธาตุลมมาพิจารณา คือ ธาตุลม เป็น ลมกสิน
รวมอาโลกะสัญญา วิญญาณกสิน อากาศกสิน ความสงบนิ่ง คุณพระนิพพาน อุปสมานุสสติ ความดับ ความสละคืน จากอุเบกขาหรือความว่างมีมากในใจ ลงกสินเป็น อากาศมีมากในใจ



       เพราะความจริงวิญญาณ คือ ธาตุรู้ นั้นมีมากจำแนกเป็นหลายอย่าง พระอาจารย์(.ครูบาอาจารย์ท่านหนึ่ง.) ได้สอนเราไว้ว่า เรานี้ต้องรู้จักว่า วิญญาณครองเป็นไฉน วิญญาณตัวไหนที่เป็นตัวท่องเที่ยวไป เหมือนกับเรารู้กาย มีกายครอง และ จิต มีจิตครอง


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 25, 2017, 04:07:30 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 750
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #272 เมื่อ: สิงหาคม 25, 2017, 10:31:14 AM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
ละวิญญาณขันธ์

การรู้จิต จิตเป็นตัวคิด ธรรมชาติใดคิดธรรมชาตินั้นชื่อว่าจิต ก็จิตที่เป็นตัวคิดนี้แหละกามจึงเกิด นันทิ ราคะ จึงมี การที่เราจะอยู่เหนือความคิดนี้ได้ จิตเราก็ต้องสูงกว่า ราคะ โทสะ โมหะ จิตจะสูงเหนือกว่าสมมติกิเลสเหล่านี้ได้ ก็ต้องอยู่ในที่ๆตะกอนกิเลสเอื้อมขึ้นไม่ถึง ดังนี้แล้ว ก็เปลี่ยน สัญญา สันดาร โดยมากมันมักคิดเกินกว่าที่เห็น ได้ยิน ได้กลิน ได้ลิ้มรส ได้สัมผัสกาย สัมผัสใจ ก็ต้องดึงจิตออกมาให้อยู่เหนือมัน ใกห้มันเกิดขึ้นแล้วสำรอกมันออกจากจิต เสพย์ ไม่หวั่นไหว ไม่ข้องแวะ ไม่เผลอไผลไหลตาม ทำปัจจุบันให้แจ้ง ปัจจุบันนั้นแหละทำให้จิตเราสูงเหนือความคิดสมมติกิเลส


สะสมเหตุในมรรคให้เป็นสันดาร อบรมกรรมฐานให้อินทรีย์มีกำลัง

- เมื่อเราเกิดรู้สมมติกิเลสมีขึ้นแก่ตน เห็นตัวทุกข์เกิดขึ้น
- พึงรู้ว่าเราใจเรานี้อยู่เสมอหรือต่ำกว่าสมมติกิเลสเหล่านั้น ทำให้มันกลืนกินใจเราใจ เหมือนราหูอมจันทร์ ดังนั้นเราจะต้องไปไกลกว่ามัน 1 ก้าว จนถึง 100 ก้าว หรือใหญ่กว่าที่กิเลสมันจะกลืนกินเราได้
- เราจะทำไฉนให้ห่างออกจากมัน ลองหวนระลึกดูว่าเวลาที่เราไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆ เรามีความตรึกนึกคิดในสมมติกิเลสต่อสิ่งนั้นหรือไม่ ก็ไม่มี ก็เฉยๆ เราก็ไม่เร่าร้อน ดังนี้แล้วแน่นอนคือความนั่นเองทำให้สมมติกิเลสปะทุขึ้นให้ใจเร่าร้อน เราก็ควรจะละความคิดนั้นๆไปเสีย
- กรรมฐานมีมากมาย 40 กอง ล้วนแล้วแต่เอาไว้พักจิต พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ เทวตานุสสติ อานาปานสติ มรณัสสติ กายคตาสติ อุปสมานุสสติ หรือกองอื่น พรหมวิหาร ๔ เจโตวิมุตติ เป็นต้น
- ทำความรู้ตั้งมั่นสักแต่ว่ารู้ไว้ในใจ ไม่ให้ความสำคัญไรๆกับมัน มันแค่สมมติ จิตรู้สิ่งใดมีความคิดสิ่งนั้นล้วนรู้ด้วยสมมติทั้งหมด ไม่ยึดจิตก็ไม่ยึดสมมติ ไม่ทุกข์ร้อน ไปจนถึงไม่ยึดจับเอาอะไรเลยนอกจากลมหายใจที่กำลังเข้า กำลังออกนี้แหละของจริง วาโยธาตุในกายเ)็นกายสังขาร
- เมื่อรู้ว่าใจตนนี้กำลังมันน้อย ทานไม่ได้ หรือได้บ้างไม่ได้บ้าง เผลอไผลบ่อยๆบ้าง เราก็ต้องรู้ว่าความเห้นนี้ๆมันเป็นแค่ทางเท่านั้น เรายังไม่ได้เดินตามทางแท้ๆมันเลยได้แค่รู้กับคิดเอาเท่านั้น เราต้องสะสมอบรมจิตให้ไปตามเหตุ เพื่อให้จิตมีกำลังเดินไปในผลได้ตามจริง สิ่งใดที่ทำให้ฉลาดกในกายปล่อยวางมันได้เล่า ความอิ่มเต็ม หน่าย ไม่แสวงหา ความเย็นใจ ไม่เร่าร้อน กิเลสย่อมน้อย ใจผ่องใสย่อมไร้กิเลส มันก็คือ ทาน สีล ภาวนานี้เอง
- การจะยัง ทาน สีล ภาวนาไว้ได้ตลอดนี้ ก็ต้องรู้ปัจจุบันขณะของตน แล้วอะไรทำให้รู้ได้เล่าปัจจุบันนั้น มีสติก็รู้ปัจจุบัน สิ่งที่เกื้อกูลคู่สติก็คือสัมปะชัญญะ เราก็ทำสัมปะชัญญะให้แจ้ง รู้กิจการงานที่ทำในปัจจุบัน รู้อิริยาบถเป็นต้น จัดเป็น สัมปะชัญญกายานุปัสสนาทั้งสิ้น ดังนี้แลทำความรู้ตัว รู้ใจบ่อยๆ คู่กับรู้ลมหายใจ การรู้ลมอยู่ทุกขณะ เป็นกิริยาจิตของพุทโธ เป็นกิริยาจิตของผู้ทรงฌาณ เมื่อทรงฌาณนิวรณ์ย่อมอ่อน ย่อมดับ ย่อมดับ ย่อมตกเป้นเพียงตะกอนเพราะไม่มีเหตุให้สืบต่อ เมื่อทำความรู้นี้ๆเสมอกันไปด้วยใจรู้ว่าเป็นการเอาใจเราก้าวข้ามความคิด อยู่สูงเหนือสมมติความคิดกิเลสทั้งปวง ย่อมมีคุณเป็นอันมาก


สะสมเหตุพละ ๕ ในมรรคให้เป็นสันดาร อบรมกรรมฐานใช้ชีวิตประจำวัน

ราคะ โทสะ โมหะเกิด ให้รู้ตัวว่าธรรมอันเร่าร้อนประกอบไปด้วยทุกข์เกิดมีแก่ใจตน
- เราไม่ได้มีหน้าที่เสพย์ มีหน้าที่แค่รู้เท่านั้น
- ทำใจให้อยู่เหนือ โลภ โกรธ หลง
- เมื่อจะกระทำไรๆต่อมันให้มองหาประโยชน์จากมัน

เมื่อเกิด ราคะ โทสะ โมหะ ตอนขณะพบประ พูดคุย สนทนา
ก. มองดูความประโยชน์จากมันว่า ใจเรานี้ยังไม่สัอาดผ่องใส กอปรประชุมอยู่ด้วยกิเลสในจิต เอากิเลสมาเป็นเครื่องอยู่ของมัน นี่ใจเราอยู่สูงเหนืออารมณ์สมมติกิเลสไป 1 ก้าวแล้ว
ข. ให้มองดูสิ่งที่ทำให้มันเกิดมีขึ้นเราจะรู้ว่า เหตุให้มันเกิดขึ้นเพราะอะไร ติดใจข้องแวะสิ่งไหน เพราะอะไร นี่ใจเราก้าวข้ามอยู่สูงเหนืออารมณ์สมมติกิเลสไป 2 ก้าวแล้ว
ค. ฝ่ายตรงข้าม บุคคลเหล่านั้น สัตว์นั้น สิ่งนั้นๆ ที่ทำให้เราได้รู้เห็น ที่ทำให้เราได้รู้เราได้ยิน ที่ทำให้เราได้รู้เราลิ้มรส ที่ทำให้เราได้รู้สัมผัสกาย ที่ทำให้เราได้รู้สัมผัสใจอย่างนั้นๆเพื่ออะไร ทำกาย วาจา ใจ กระทบเราอย่างนี้ๆด้วยเหตุใด เขามีอะไรที่ร้อนเร่าในใจอยู่จึงแสดงออกมาอย่างนั้น เขาต้องการจะสื่ออะไร มีความต้องการของใจอย่างไร นี่ทำให้เรามองข้ามเหนืออารมณ์สมมติกิเลสขึ้นมาอีกก้าวแล้ว ใจเราก้าวข้ามอยู่สูงเหนือกว่าอารมณ์สมมติกิเลสไป 3 ก้าวแล้ว
ง. เมื่อทำตามข้อ ก. ข. ค. ย่อมเห็นเหตุที่มากระทบ เมื่อรู้แล้วเราก็ทำใจเหมือนเดาใจ ทบทวนแนงทาง เทียบเคียง จากอนุมานคาดคะเนเดาใจ จนเข้าข่ายสถิติตามความจริงในสิ่งต่างๆทางกาย วาจา ใจ ที่เราจะใช้โต้ตอบ เพื่อตอบสนองความต้องการในใจของฝ่ายตรงข้าม นี่แสดงว่าใจเราก้าวข้ามอยู่สูงเหนือกว่าอารมณ์สมมติกิเลสไป 4 ก้าวแล้ว
จ. เมื่อได้ แนวทางการพูด การทำที่ตะตอบโต้ตอบสนองใจเขาแล้ว กา่อนที่เราจะทำต้องกรองด้วยใจผ่องใส ไม่เบียดเบียนทำร้ายใครก่อน โดยการพิจารณาดังนี้
- พิจารณาเห็นคุณในสิ่งที่เรากำลังคิดจะพูด คิดจะทำอยู่นั้น
- พิจารณาเห็นโทษในสิ่งที่เราคิดจะพูด คิดจะทำอยู่นั้น
ฉ. พิจารณาจากสภาพจิตใจ อุปนิสัยของเขา อนุมานคาดคะเนเทียงเคียงความเป็นไปได้เมื่อเขาจะตอบสนองหรือโต้กลับเราในทางต่างๆทั้งดีและร้าย คุณและโทษต่อเขา และเราในภายหน้า ไม่ใช่แค่จบการสนทนา แต่หมายถึงเมื่อเรื่องสืบต่อไปภายหน้า วันหน้า หรือกว้างไกลไปในที่อื่น เมื่อพิจารณาดังนี้ ขณะนั้นใจเราอยู่สูงเหนือกิเลสไปอีก 5 ก้าวแล้ว (แรกๆเหมือนยุ่งยากมากขั้นตอน หากเราอบรมจิตบ่อยๆ ทำบ่อยจนเป็นอุปนิสัยสันดาร พร้อมกับทำสมาธิให้จิตเราได้พักมากๆ บ่อยๆ จิตเราก็จะมีกำลัง ลำดับเส้นทางเดินของมันอย่างเป็นระเบียบโดยสันดาร ความจำได้หมายรู้ของมันเองอัตโนมัติ จิตมันจะไปไวมาก สมดั่งคำว่าจิตไปไวกว่าแสง ดังนี้จิตเราจึงขาดไม่ได้ซึ่ง
- ปัญญาเห็นชอบตามจริงเป็นองค์แรก ที่ 1 ที่ควรระลึกรู้เพื่อให้เกิดแนวทางมากมายในการแก้ไขปัญหา
- สืบต่อในการระลึกรู้ด้วยทาน ศีล ความอิ่มใจพอ ความไม่เบียดเบียน และสัมมัปปธาน ๔ เป็นองค์ที่ 2
- สืบต่อในการระลึกรู้ด้วยสมาธิภาวนาเป็นองค์ที่ 3 อบรมจิตให้เป็นกุศล ฉลาดในการปล่อยวาง ให้จิตได้พัก แช่ นิ่ง ว่าง ไม่ไหวติงกระเพื่อม ไม่รับรู้ นี่คือ.."จิตได้พัก"
- เมื่อครบองค์จิตจะทำงานเป็นระบบขึ้นหมดความคิดฟุ้งซ่าน หมดความคิดฟุ้งเฟ้อที่ไม่จำเป็น คิดน้อยลง เมื่อจะคิดก็คิดเป็นระบบในสิ่งนั้นๆจำเพาะ ได้ไว มีเป้าหมายตั้งต้นที่ชัดเจน และตรงมากกว่าที่เคยเป็น เห็นจริงมากขึ้น ตีออกนอกกรอบความคิดความจำสัญญาที่เป็นอัตตาทั้งปวงที่ทับถมปิดกั้นเราไว้ เพราะมันลำดับ เหตุ ผล คุณ โทษ และการโต้ตอบว่า ถ้าเกิดเราทำอย่างนี้ๆ เขาควรจะเป็นยังไง ถ้าเขาตอบโต้มาอย่างนี้ๆ เราจะตอบโต้ยังไง)
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: สิงหาคม 25, 2017, 01:35:49 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 750
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #273 เมื่อ: สิงหาคม 28, 2017, 09:26:45 AM »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
    กายคตาสติ หรือ กายานุปัสสนามีอย่างไร สิ่งนั้นล้วนเป็นกายทั้งหมด ตั้งแต่ลมหายใจ สัมปะชัญญะ อิริยาบถ ทวัตติงสาการ ธาตุ อสุภะ ล้วนเป็นการทั้งสิ้น ถ้าทำใจคือตั้งความสงบปักดิ่งลงแน่นิ่งไม่ได้ ให้ดูกายดังข้างต้นนั้นนี้ จนเมื่อเข้าฌาณได้แม้ใน รูปฌาณ ๔ ก็เป็นกายทั้งสิ้น
    จะพ้นกายก็นับแต่ อากาศ, ใจ-มโน, ละอุปาทานทั้งปวงไม่ยึดเอาอะไรทั้งสิ้น, ความปราศนิวรณ์สัญญา-สันดารเดิมแต่ก็ไม่ใช่ไม่มีความจำ เพราะยังมีความรู้เข้าใจจำได้อยู่, นิโรธสมาบัติดับ

- ความว่างจากกาย ความสละคืนกาย(ธาตุขันธ์) ความไม่มีกาย ไม่ยังกายอยู่อีกนี้ๆเป็นสุข
- จิตตั้งอยู่ภายในจิต จิตจับในจิต ไม่จับเอาสิ่งใด สุขในจิตจึงพรั่งพรู
- ไม่ยึดเอาอะไรทั้งนั้น ทุกสิ่งล้วนสมมติทั้งสิ้น
- นิโรธสมาบัติ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กันยายน 01, 2017, 10:26:20 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 750
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #274 เมื่อ: 4 ชั่วโมงที่แล้ว »

Permalink: บันทึกแนวทางกรรมฐานละกำหนัดเมถุน
- รูปกายภายนอกเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะรู้เห็น ทุกข์มองด้วยความยินดี มองด้วยความยินร้าย มองด้วยฉันทะ มองด้วยปฏิฆะ ชอบ ชัง มองด้วยกาม มองด้วยนันทิ มองด้วยราคะ มองด้วยความเกลียด มองด้วยความกลัว มองด้วยความรัก มองด้วยความโลภ มองด้วยความโกรธ มองด้วยความหลง มองด้วยความกระสัน มองด้วยความหมายมั่นฝักใฝ่ใคร่เสพย์ นี่ทุกข์เพราะรูปภายนอกย่อมยังความร้อนรุ่ม เร่าร้อน ให้กายใจเรา

- รูปกายภายในเป็นทุกข์ รูปขันธ์ ขันธ์ ๕ ที่ตนยึดตนครองประกอบไปด้วยโรค มีความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีความเสื่อมเป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความเสื่อมไปไม่ได้ มีความเกิด มีความแก่ มีความเจ็บ มีความตาย
ก. ต่อให้เป็นอมตะ ก็ล่วงพ้นความเจ็บ ปวด ป่วย ไข้ หรือโรคร้ายไปไม่ได้
ข. ต่อให้เป็นอมตะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ที่สุดก็ต้องเสื่อมสภาพ เสื่อมถอยไปแปรผันไปตามกาลเวลา คือ มีการเจริญเติบโต จากเด็กมาสู่ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไปแก่ พยุงกายไว้ด้วยความลำบากยากเข็ญ
ค. ต่อให้เป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ป่วย ไม่ไข้ ไม่แก่ ไม่ตาย ก็ต้องพบกับความพรัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่เจริญใจทั้งสิ้นไป ประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ ความไม่สมหวังปารถนาดังใจหวังต้องการ ความผิดพลาด พลาดพลั้ง สุข เศร้า เหงา รัก
ง. ต่อให้เป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ป่วย ไม่ไข้ ไม่แก่ ไม่ตาย เสกทุกอย่างเองได้ดังใจปารถนา สิ่งของ บริวาร คนรัก ก็ยังไม่ล่วงพ้นการเอาสุขด้วยวามเอาใจไปผกขึ้นไว้กับผู้อื่นสิ่งอื่น ทุกข์เพราะเอาใจไปผูกขึ้นไว้กับสิ่งอื่นคนอื่น สุดท้ายก็ไม่พ้นเวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ เพราะยังซึ่งเวทนาเหล่านี้ยึดเวทนาเหล่านี้ความติดใจข้องแวะสิ่งทั้งปวงในสามโลกไปทั่วย่อมยังทุกข์มาให้ ย่อมแสวงหาความต้องการที่จะสมใจตนที่ตนเรียกว่าสุขไม่สิ้นสุด หยุดไม่ได้ พอไม่เป็น ไม่รู้จักอิ่ม ยิ่งได้ง่ายเสกขึ้นมาได้มากเท่าไหร่ยิ่งติดใจข้องแวะไปเรื่อยสะสมทับถมเข้าอย่างหนัก
- หากต้องเป็นอมตะด้วยความไม่ล่วงพ้นทุกข์จากรูปขันธ์อันนี้ มันย่อมประกอบไปด้วยทุกข์ หาสุขไรๆไม่ได้ อมตะด้วยอาการอย่างนี้มันจะมีคุณค่าสิ่งใด จะตายก็ตายให้พ้นมันไปก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ยากลำบาก ต้องยังซึ่งความหิว ความปวด ความเจ็บ ความป่วยไม่สิ้นสุด แต่ด้วยธรรมชาติของขันธ์ ๕ นี้ที่สุดคือความดับสูญหรือตายเสมอทั่วกันหมด ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน จึงชื่อว่าเป็นที่ประชุมโรคและความเสื่อม เป็นตัวทุกข์
บันทึกการเข้า
หน้า: 1 ... 17 18 [19]  ทั้งหมด   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กันยายน 15, 2017, 05:04:29 AM