พฤษภาคม 26, 2017, 02:32:20 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: รู้สึกเสียใจ  (อ่าน 207 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
tunyaluck
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 40
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 3104


อีเมล์
« เมื่อ: เมษายน 20, 2017, 02:02:35 PM »

Permalink: รู้สึกเสียใจ
รู้สึกเหมือนชีวิตทำไมมันเจ็บช้ำน้ำใจไรขนาดนี้   เกิดมาในครอบครัวที่ดิ้นรน  และในวันนี้ แม่ป่วยติดเตียงสามปีแล้ว ชีวิตยิ่งหนักกว่าเดิมมากเลย   พยายามสวดมนต์ พยายามทำจิตใจให้ดี  ร่างกายก็ไม่ค่อยไหว เหมือนไม่มีไรดีสักอย่างเลย  ไปทำไรก็ไม่ได้ อายุก็มากแล้วไม่มีอะไรเลยในชีวิต  พยายามไม่คิด แต่มันก็แว๊บเข้ามา ในวันที่อ่อนล้า  บ้างครั้ง สิ่งต่างๆๆที่ผ่านเข้ามา มันเจ็บปวดเหลือเกิน ความรักที่มีกับแม่ รักมากน่ะ แต่ทำไมอีกด้านกลับไม่อยากเจอแม่อีกแล้ว ขอให้หมดภพชาตินี้ ทำไม ความรู้สึกมันต้องมีกับเค้าด้วย  เสียใจจังเลย 




บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 728
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 23, 2017, 11:23:19 AM »

Permalink: รู้สึกเสียใจ

หากคุณแค่ระบายก็ไม่จำเป็นต้องอ่านต่อ
หากอยากรู้วิธีทำใจเข้าใจโลกว่าไม่ได้มีแต่คุณคนเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้ให้อ่านต่อ

เรื่องของคุณ
ให้มองว่าเป็นกำไรชีวิต

- การดิ้นรน ทำให้คุณรู้จัก ดู/ฟัง/อ่าน ใช้ความคิดวิเคราะห์เพื่อให้เข้าถึงตาม ใช้ความคิดออกนอกกรอบที่เรียนรู้มาแต่อยู่ในศีลธรรมเพื่อความอยู่รอด เลี้ยงชีพ ถามเพื่อเข้าถึงจดทบทวนเพื่อจำมั่น นี่เป็นกำไรชีวิตของผู้ที่ดิ้นรนอยู่ ความคิด ความเอาตัวรอด ความฉลาดไหวพริบในการเลี้ยงชีพ ที่สำคัญความเพียร ฉลาดในความเพียรจะมีมากกว่าเขาเยอะ
- แม่ป่วย เราดูแลแม่ ไม่เกรี้ยวกราดอารมณ์ใส่พ่อแม่ เช่นเงินหมด เปลืองเงิน โมโหเรื่องงานแต่ไม่เอามาลงแม่ ดูแลเลี้ยงดูพ่อแม่อย่างดี เพื่อทดแทนคุณท่านที่ให้ชีวิต บอกโลกแก่เรามา เมื่อท่านเป็นอย่างนั้น บอกธรรมให้ท่าน ให้ท่านเจริญปฏิบัติธรรม ให้ท่านปลงใจจากกาย มันไม่เที่ยง ไม่ใช่ตังตนของเรา บังคับไม่ได้ เพิกใจออกจากความเข้ายึดครองกายนี้ได้ ย่อมเป็นสุข เรียกว่า ทำความกตัญญู กตเวทีโดยบริบูรณ์ นี่กำไรชีวิตของธรรมสูงที่ลูกควรทำ ที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้
- ในขณะที่คุณเกิดความขุ่นเคืองที่ต้องมาดูแลแม่ ไม่อยากมาเกิดเจอกันอีกให้ลำบาก ขณะนั้นเป็นกรรมใหญ่
- ในขณะที่คุณมีความรักต่อแม่ ไม่รังเกียจที่ได้ดูแลแม่ แต่ไม่อยากให้ท่านและตัวคุณเกิดมาอีกให้ต้องมาเจ็บป่วยทรมาน ขณะนั้นคุณมีความกตัญญูกตเวที แต่ยังข้องด้วย วิภวะตัณหา ความไม่อยากมีไม่อยากเป็น
- ในขณะที่คุณมีความรักต่อแม่แต่เกิดเห็นอาการทุพลภาพของแม่แล้วเกิดความหน่ายร่างกาย เพราะเป็นของสูญ สักอแต่ว่าอาศัยได้ชั่วคราว ไม่ใช่ตัวตนของเรา เราบังคับไม่ได้ ไม่อยู่ยั่งยืนนาน นานสุดแค่หมดลมหายใจเรานี้ ไม่อยากมาเกิดมาครองสิ่งไม่เที่ยงเป็นทุกข์นี้อีก เรียกจิตโคจรเข้าความหน่ายโดยปัญญา

- เสวยอาการความรู้สึกคือเวทนา แต่ที่มีรัก โลภ โกรธ หลง ยึดครอง คือความคิด วิธีพ้นคือ ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก ติดข้องใจไปก็หาประโยชน์สุขไรๆไม่ได้นอกจากทุกข์ ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรก็็ไม่ทุกข์ หากพอเป็นก็หมดทุกข์ พอเพียง อิ่มพอ เพียงพอ
- จิตคือตัวรู้ แต่มันรู้แต่สมมติความคิดกิเลสที่เอาไว้หลอกจิต อาศัยความรู้ทาง หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นตัวล่อให้เราหลงยึดตาม ไม่ยึดความคิด ไม่ยึดสิ่งไรๆ ไม่ยึดสิ่งที่จิตรู้ เพราะมันรู้แต่สมมติก็ไม่ทุกข์ ของจริงมีแค่ลมหายใจ คือ ธาตุลม วาโยธาตุที่มีอยู่ในกายนี้ อาการที่พัดเข้า พัดออกเคลื่อนไปในเรา



เรื่องของผม
** แม่ผมป่วยมะเร็งเข้ากระดูกขยับตัวไม่ได้พูดแทบจะไม่ได้ นอนอย่างเดียว หมดเงินค่าอาหารค่ายาอาทิตย์ละหมื่นกว่าบาท ค่ารถพยาบาทไปหาหมอครั้งละ 3600 ยาขวดเท่า 3 ข้อนิ้วมือ 375 บาท อาหารเสริมกระป๋องละ 780 บาท ถุงฉี่หน้าท้อง สายยาง ที่มีแตกแทบทุกวัน อาหารที่ต้อง สด สุก สะอาด เงินเดือนผมเดือนละ 11,460 บาท หนี้ทางบริษัทร่วมแสน หนี้บัติ 30,000 ลูกชาย 11 ขวบ เรียน ค่าชุดนักเรียนแพง กระเป๋าแพง รองเท้าแพง แต่ต้องทำ แต่ถึงจะลำบากตะเกียกตะะกาย ผมก็สุขที่ได้ทำ เพราะเกิดมาชาติหนึ่งได้ทำหน้าที่พ่อที่ดี ทำหน้าที่ลูกกตัญญูกตเวที แนะนำพระธรรมกรรมฐานและความปลงใจจากกายให้แม่ แม่ก็ไม่ยอมฟังหรอกแต่ผมบอกว่า แม่ตัดไตตัดกระเพาะปัสสาวะออกแล้วแม่ตายไหม ยังไม่ตาย ตัดออกแล้วเขาเอาไตแม่ไปผ่าแม่ยังไม่รู้สึกเลย แล้วจะเอาสิ่งใดในกายมาเรียกว่าเป็นแม่ เป็นของแม่ได้อีก ถ้าไม่เอาจิตเข้ายึดครองกายนี้แม่จะเจ็บจะปวดจะทุกข์อยู่ที่ไหนทิ้งกายนี้ไปเสียจะไม่ทุกข์ แล้วพุทโธไปนั่นแหละของจริง ตายในพุทโธก็ไปสวรรค์ แม่ผมก็เริ่มฟังแล้วไม่ขัด พยายามน้อมนำธรรมตาม ผมไม่เหนื่อยแม้เป็นหนีในตอนนี้เพราะรู้ว่าตนสะสมบารมีตนอยู่ด้วย ความเพียร คือ วิริยะบารมี และความอดทน คือ ขันติบารมี ได้ทำธรรมอันมีค่าสูงที่ทำต่อบุพการี เรามาอาศัยกายนี้เพื่ออบรม ทาน ศีล ภาวนา บารมีธรรม จึงชื่อว่าไม่เสียชาติเกิด

คิดเอาว่าความหนักหนาต่างกันไหม ใครมาก ใครน้อย จะเข้าใจว่า...

"ทุกข์..มีไว้ให้กำหนดรู้ ไม่ได้มีไว้เสพย์"
"สมุทัย..มีไว้ให้ละ ไม่ได้มีไว้ให้ยึดกอดเป็นเครื่องอยู่ของจิต"
"นิโรธ..มีไว้ทำให้แจ้ง ไม่ได้มีไว้เพ้อฝัน"
"มรรค..มีไว้ทำ ไม่ได้มีไว้ท่องจำ"


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: เมษายน 24, 2017, 03:51:37 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
tunyaluck
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 40
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 3104


อีเมล์
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 25, 2017, 07:09:39 PM »

Permalink: รู้สึกเสียใจ
ขอบคุณค่ะที่ให้คำเตือนสติ  บ้างครั้งมีมีบ้างเวลาเหนือ่ยที่จิตหลุดไป  อยากพูดกับแม่ อยากได้ยินเสียงแม่ แต่แม่ก็พูดไม่ได้สมองไม่สามารถทำไรได้  มันเหมือนเราไม่มีใคร  แล้วรู้สึกเจ็บปวด  แต่ทุกวันนี้ก็สวดยอดพระไตรปิฏกให้แม่ฟัง อยู่ก่อนหน้าแม่จะเป็นก็พาเข้าห้องพระสวดมนต์กัน   มีบ้างอารมณ์ที่แย่ค่ะ แต่ได้เข้าใจแล้ว จะพยายามปล่อยว่างให้ได้ค่ะ
บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 728
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 10, 2017, 11:54:46 PM »

Permalink: รู้สึกเสียใจ
สาธุ

ให้คุณคำนึงหน่วงนึกไว้อยู่เสมอๆว่า ชีวิตเราจะแย่ยิ่งกว่านี้ อาจจะถึงความฉิบหายหากดูแลแม่ที่ให้กำเนิดบอกโลกแก่เราไม่ได้

ครูผมท่านสอนเสมอๆว่า ดูแลพ่อแม่ไม่ได้ ชาตินี้ไปทำอะไรมันก็ไม่ได้ทั้งนั้น ทำไปมันก็ไม่เจริญหรอก เพราะแม้แต่พ่อแปม่ที่ให้กำเนิด บุพการีที่เลี้ยงดูตนมายังละเลยไม่ดูแล ไม่ใส่ใจ ทำอะไรมันจะไปทำได้ คนที่ละเลยพ่อแม่ อกตัญญู เนรคุณ ล้วนทำอนันตริยะกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นให้ระลึกไว้เลยว่า หากคุณไม่ได้ดูแลพ่อแม่นี้มันแย่ยิ่งกว่า ตั้งใจมั่นให้ได้ตามคำนี้ หากตั้งมั่นไม่ได้ความห่อเหี่ยว เหนื่อยหน่าย หดหู่ หน่วงตรึงจิต ฟุ้งซ่าน ความหลงสมมติความคิดกิเลสมันเข้าแทรกทันที เมื่อคล้อยตามมันอนันตริยะกรรมเกิดขึ้นได้ทันที

การสวดมนต์แต่ธรรมกรรมฐานไม่ลงใจ บทสวดไม่ลงใจ ก็ไม่มีประโยชน์ เรียกว่าแค่พร่ำเพ้อท่องจำ

การสวดมนต์ให้มีคุณ ต้องรู้ความหมายบทสวดมนต์นั้นๆ แต่ละคำแต่ละบรรทัดแต่ละวรรคคืออะไร พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ สาธยายคุณพระรัตนตรัย คุณเหล่านั้นคืออะไร ทำไว้ในใจอย่างไร
 เช่น อิติปิโส ภควา อรหัง วัจจะโส ภควา คือ คุณของพระพุทธเจ้าว่าด้วยความเป็นพระอรหันต์ คือ ดับสิ้นเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์แล้ว พ้นแล้วจากสมมติกิเลสเครื่องเร่าร้อนทั้งปวง
   - เมื่อสวดตรงนี้ คุณมีใจน้อมไปในคุณหน่วงนคึกถึงว่าพระพุทธเจ้านั้น ไม่เร่าร้อนแล้ว เพราะไม่มีกิเลสอันเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งทุกข์ คุณพึงมีใจจับที่พระพุทธเจ้าจิตน้อมไปในความไม่มีกิเลส ความดับสิ้นกิงเพลิงทุกข์ ประดุจรูปพระพุทธเจ้าที่เขาถ่ายติดที่ใต้ต้นโพธิ์ หรือพระพุทธรูปที่ตนชื่นชอบเคารพนับถือ ชื่นชม แล้วลองมองดูพระพักตร์และพระวรกายของพระองค์สิทรงถึงบรมสุข มีความเย็นสบายกายใจไม่เร่าร้อน ความสงบใจจากกิเลส ความว่างจากกิเลส ความไม่มีกิเลส ความสละคืนไม่เอาใจเข้ายึดครองกิเลสและกองทุกข์ทั้งปวง ทั้งขันธ์ ๕ คือ ร่างกาย ความรู้สึก ความจำสำคัญมั่นหมายของใจ ความปรุงแต่งอารมร์ความรู้สึกต่างๆนาๆ และความคิด
  เช่น อิติปิโส ภควา พุทโธ วัจจะโส ภควา คือ คุณของพระพุทธเจ้าว่าด้วยความเป็นพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ตื่นจากสมมติไม่หลงอยู่อีก เบิกบานพ้นแล้วดับสิ้นแล้วซึ่งสมมติกิเลสของปลอม น้อมจิตไปตามพระพุทธเจ้า ด้วยเราจะเป็น พุทโธ คือ ผู้รู้ของจริง รู้ปัจจุบัน ไม่หลงสมมติอดีตเพราะล่วงมาแล้ว ไม่หลงสมมติอนาคตเพราะยังมาไม่ถึง รู้อยู่ในปัจจุบันกาล นั่นก็คือมีสติ สัมปะชัญญะนั่นเอง ไม่หลงเคลิ้มไปตามความคิดโดยทำเพียงสักแต่ว่ารู้แต่ไม่ร่วมเสพย์ ไม่ใส่ใจให้ความสำคัญกับมัน ทำเพียงแค่ตามรู้ไป นี้เรียกกำหนดรู้ทุกข์ ทำความสงบนิ่งไม่มีหลงตามความคิดว่าง ไม่ยึดถือสิ่งใด ความคิดไร เบาสบายเย็นใจ จิตแข่มใสเบิกบานเพราะดับสิ้นจากสมมติความคิดนี้เรียกเบิกบานแล้ว

ทั้ง 2 คุณนี้ จะมีสภาวะที่คล้ายกันแต่ต่างกันในกิริยาการเข้าถึงซึ่งสภาวะนั้นๆของใจ เช่น อรหังคือผล ส่วนพุทโธคือทั้งเหตุ
 ปัจจัย และผล เป็นต้น

จะเห็นว่าเมื่อรู้ความหมาย รู้ว่าคืออะไร ทำไว้ในใจเป็น นั่นแหละถึงกรรมฐานจากบทสวดมนต์ สิ่งนี้เรียกการภาวนา

ขอให้ถึงธรรมคู่คือความกตัญญู กตเวที จนล่วงพ้นทุกข์ในเร็ววันครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤษภาคม 11, 2017, 12:40:18 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ 11 ชั่วโมงที่แล้ว