ธันวาคม 13, 2017, 10:37:39 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: คำถามกรรม ของโดนขโมย  (อ่าน 57 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ซันนี่
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 25
กระทู้: 1
สมาชิก ID: 3128


« เมื่อ: ธันวาคม 03, 2017, 11:58:34 PM »

Permalink: คำถามกรรม ของโดนขโมย
ผมไปเที่ยว แล้วโดนล้วง กระเป๋าเงินกับพาสปอรตหาย ผมเศร้ามากครับ
ทำไมผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ผมไม่เคยขโมยของๆ ใคร ผมยอมรับว่าของหายเกิดจากความประมาทของผมเองด้วย
 แต่โจรก็ไม่ควรทำแบบนี้ ผมมีคำถาม2 ข้อครับ
คือ 1 ผมงงครับผมเป็นพุทธ ของผมหายที่ประเทศที่ไม่ใช่พุทธ นีหมายความว่ากรรมส่งผลข้ามประเทศ ข้ามศาสนาได้ด้วยใช่ไหมครับ
2. 
ผมควรคิดปลอบใจตัวเองอย่างไรเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นครับ

ขอบคุณครับ




บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 767
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 05:12:22 PM »

Permalink: คำถามกรรม ของโดนขโมย
1. กรรมคือการกระทำทางกาย วาจา ใจ ส่วนวิบากกรรมคือผลของการกระที่ตนได้รับจากการกระทำนั้นๆ ด้วยเหตุอย่างนี้ๆคุณคิดว่าในโลกนี้มีเพียงคุณคนเดียว หรือ มีเฉพาะคนที่นับถือพุทธเท่านั้นเหรอ ที่มีเจตนาที่จะกระทำสิ่งใดๆ แล้วเกิดการกระทำทางวาจา ทั้งเกิดการกระทำทางกายสืบมา แล้วก็ได้รับผลของกรรมนั้นๆ ก็ต้องไม่ใช่ใช่ไหมครับ
 ..ดังนี้แล้วเราอยู่ที่ไหน มุมใดของโลก ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ชนชาติใด ก็ต้องมีบุคคลก็ทำกรรมและได้รับผลกรรมนี้ได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่โลกมนุษย์นี้ นรกภูมิ หรือสวรรค์
 ..ตนเองไม่ดูแลตรวจสอบทรัพย์สินตนให้ดี จะไปที่ไหนมันก็หายหมดแหละ จะหายเฉพาะประเทศไทยได้อย่างไร ตำรวจต่างประเทศก็มีรับแจ้งความถูกล้วงกระเป๋าทุกประเทศและไม่ว่าศาสนาใด หรือแม้แต่พอไปเที่ยวกินเหล่าแล้วไปหลับนอนกับใคร หรือคนต่างชาติแล้วถูกเขาขโมยเอาเงินไปมันก็มีทุกที่ ทุกคน ทุกมุมโลก คนศาสนาคริสต์ พราห์ม ฮินดู อิสลาม เขาไม่มีเรื่องอย่างนี้ไม่เกิดเหตุการณ์นี้เลยใช่ไหมที่คุณคิด ก็ไม่ใช่อีกใช่ไหม ทุกศาสนาก็มีหมด เป็นคนเหมือนกันก็ย่อมมีการกระทำทางใจ วาจา กายเสมอกันหมด และได้รับผลของกรรมนั้นเสมอกันหมด (ตรงนี้คงตอบคำถามเรื่องกรรมปัจจุบันได้บ้างนะครับ)

2. ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สอนเราในภายหน้าให้เราตั้งอยู่ด้วยความไม่ประมาท เป็นกำไรชีวิตของเราในการดำรงชีพสืบไป ยอมรับความจริงว่ามันหายไปแล้วเอาคืนไม่ได้แล้ว คราวหน้าก็จดจำไว้สอนตนให้ไม่ประมาท
- ระลึกในใจไว้ว่าของหายบางส่วนยังดีกว่าเราสูญเสียทุกอย่าง โดนล้วงกระเป๋ายังดีกว่าเขารุมทำร้ายเพื่อแย่งชิง เขาทำร้ายก็ดีกว่าเขาฆ่าเรา ดังนั้นสุญเสียทรัพย์ที่มีโอกาสหาใหม่ได้ยังดีกว่าเราเสียชีวิต
- ให้อภัยทานตนเองแล้วแก้ไขระมัดระวังให้มากขึ้นทำสติให้ระลึกได้อยู่บ่อยๆ คือ ฉุกคิดคำนึงถึงผลดีผลเสียแยกแยะถูกผิด คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นหากตนทำอะไรลงไปเทียบกับสิ่งที่ตนทำสะสมมาดีแล้ว จดจำสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสอนตนเพื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาทประกอบด้วยความชอบธรรมมีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่เบียดเบียนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นสืบไป
- แล้วก็แก้ไขปัญหาในปัจจุบันที่เป็นอยู่นี้ ไปติดต่อสถานทูต สถานีตำรวจแจ้งความ ขอทำเรื่องกลับบ้านนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและต้องทำในปัจจุบัน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2017, 10:58:36 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 767
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 10:45:22 AM »

Permalink: คำถามกรรม ของโดนขโมย

อธิบาย


1. กรรม คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจา ใจ, ส่วนวิบากกรรม คือ ผลของการกระที่ตนได้รับจากการกระทำนั้นๆ

 ..ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาเมื่อทรงตรัสรู้ ทำความรู้แจ้ง จึงได้ทรงเห็นแจ้งแทงตลอดว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด เพราะผลของกรรมที่ทำมานั้นแลทำให้เกิดมา "ทั้งมี และ ไม่มี หรือ กลางๆ" ซึ่ง อายุ วรรณะ สุขะ พละ ด้วยประการดังนี้
- บางคนมีโภคทรัพย์ สมบัติ ฐานะ สภาพแวดล้อมที่ดี มิตร สหาย ครอบครัว - บางคนไม่โภคทรัพย์ สมบัติ ฐานะ สภาพแวดล้อมที่ดี มิตร สหาย ครอบครัว
- บางคนมีโอกาส - บางคนด้อยหรือขาดโอกาสที่ดีๆ
- บางคนพบพระพุทธศาสนา - บางคนไม่มีโอกาสพบพระพุทาธศาสนาถึงแม้จะเคยได้ยินก็ตาม (ดูฝรั่งที่มาบวช กับฝรั่งที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา หรือรู้แต่ไม่สนใจ)
- บางคนมีความเชื่อ วิถีการสอน วิธีคิด แนวทาง มุมมองความเห็น คิด พูด ทำ ดำรงชีพโดยชอบธรรม - บางคนเห็นผิด คิดผิด พูดผิด ทำผิด ดำรงชีพผิดดำรงชีพอยู่ด้วยความเร่าร้อน เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ชอบยุ่งเกี่ยวพรากเอาของคืนอื่น รังแก ข่มเหง ทำร้ายคนอื่นเป็นต้น
- บางคนมีความเอื้อเฟื้อ - บางคนตระหนี่จนตายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์
- บางคนมีสุขภาพดี ไม่มีโรค ไม่เจ็บป่วย - บางคนเจ็บป่วยตลอดเวลา เป็นโรคร้าย
- บางคนร่างกายงดงามหมดจรดครบ 32 ประการ - บางคนขี้เหร่ไม่งาม และพิการ
- บางคนทำอะไรก็ดี ถูกหมด ไปเจริญ มีสมบัติไหลเข้ามาให้ได้ใช้จ่ายและคงไว้อยู่ไม่มีหมด - บางคนทำดีให้ตายก็ผิด ไม่เจริญ ไม่ถูกกาล ทำคุณไม่ขึ้น มีแต่ความฉิบหาย มีสมบัติสิ่งใดก็ต้องสูญไปให้หมด
- บางคนมีความฉลาด บางคนโง่ด้อยปัญญาความรู้
- บางคนจิตใจดีงาม เย็นใจ ไม่เร่าร้อน มีจิตผ่องใส มีใจเแื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน - บางคนจิตใจหยาบช้า ต่ำทราม  จิตใจหมดมุ่น ติดใคร่ อยากได้ ไม่รู้จักพอ ตระหนี่หวงแหน มีชีวิตอยู่ด้วยความเร่าร้อนคอยเบียดเบียนคนอื่น

..เราทุกคนได้เกิดเป็นคนนี้ยาก เพราะต้องมีศีลมาก่อนจึงเกิดเป็นคนได้ การเกิดเป็นคนว่ายากแล้ว การเกิดมาพบเจอได้ฟังเรียนรู้พระสัทธรรม ธรรมแท้ในพระพุทธศาสนานี้ยากยิ่งกว่า ดังนั้นที่เราต่างคนต่างก็มีต่างๆกันไป เพราะสัตว์โลกคือเราทุกคนนี้มีกรรมเป็นแดนเกิด เป็นที่พึ่งพาอาศัย เราทำกรรมได้ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น
- เรามีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เว้นจากความเบียดเบียน เกิดชาติใดเราก็มี
- เรามีจิตหมกมุ่นมัวหมอง เศร้าหมอง หวนแหนตระหนี่ เบียดเบียนอยากได้ ผูกใจข้องเกี่ยว หมายพราก ฝั่กใฝ่หมายใจเอาของเขามาครอบครอง เบียดเบียน รังแก ทำร้ายคนอื่น ้กิดมาชาติใดก็ถึงความไม่มี หรือมีมาก็ต้องสูญไป
- กรรมใดมีมากกรรมนั้นย่อมส่งผลก่อน กรรมใดมีน้อยย่อมส่งผลน้อย ไม่มีเลยก็ไม่ส่งผล
..ดังนั้นพระพุทธศาสดาจึงทรงสอนเน้นให้รู้จักกรรมแท้ๆ วิบากกรรม กรรมที่ส่งผลให้ได้รับ หากเราทำกรรมดีมีมากกว่ากรรมขั่วกรรมดีก็ส่งผลเต็ม จนกรรมชั่วแทบจะส่งผลไม่ได้ หรือไม่มีผลกับเราเลย(เช่นสิ่งที่สูญเสียเพื่อชดใช้กรรมนั้นไปอาจเป็นเพียงเล็กน้อยไม่มีค่ามากสำหรับเรา เป็นต้น) ด้วยเหตุอย่างนี้ๆพระตถาคตเจ้านั้นจึงทรงสั่งสอนให้ทำดี ไม่ประมาท เพื่อสะสมบุญบารมีเป็นกำไรชีวิตให้ติดตามเราไปทุกภพชาติ (ตรงนี้คงตอบคำถามในใจเรื่องกรรมเก่าได้บ้างนะครับ ทั้งประเทศ ศาสนา ความเชื่อ ลัทธิ ที่สุดก็ไม่พ้นกรรม)



2. ทำปัจจุบันติดข้องในสมมติความคิดแห่งอดีตที่ล่วงเลยมาแล้ว สมมติความคิดแห่งอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ขจัดความเศร้าหมองใจด้วย..เลือกธรรมารมณ์ที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์ คือ
ก. ความพอใจยินดีสำราญใจที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์
ข. ความไม่พอใจยินดีขุ่นข้องใจที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์
ค. ความสงบด้วยวางใจไว้กลางๆไม่ติดใจข้องแวะทั้งความพอใจยินดีหรือไม่พอใจยินร้ายที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์

- ทมะ(ความข่มใจจากกิเลส มีความคิดโดยชอบเปรียบเทียบคุณประโยชน์ ระหว่างความเสื่อมสูญที่มีเทียบกับสิ่งที่ยังคงไว้ได้อยู่ หากเราจะทำสิ่งใดลงไป หรือ พิจารณาต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นต้น)
- อุปสมะ(ความสงบใจจากกิเลส ความไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลกด้วยเห็นว่าหาประโยชน์สุขไรๆไม่ได้นอกจากทุกข์ ความไม่ผูกเวร ไม่ผูกโกรธแค้นทั้งตนเองและผู้อื่น ยังจิตใจให้ผ่องใสเกิดขึ้น เย็นสงบกายสบายใจไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก เข้าสู่อุเบกขาจิตที่วางเฉยต่อสังขารทั้งปวง)
- เมื่อสงบ ก็ไม่ฟุ้งซ่าน จิตได้พัก ทำงานเป็นระบบ ยังปัญญาให้เกิดขึ้น ฉลาดเข้าใจเข้าถึงทั้งความรู้เห็นตามจริงใจวิถีทางโลก และ วิถีทางธรรม



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 07, 2017, 01:30:55 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ ธันวาคม 04, 2017, 01:20:00 PM