กุมภาพันธ์ 25, 2017, 04:29:52 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูทีวีธรรมะออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เป็นชายเป็นหญิง (ดังตฤณ)  (อ่าน 5599 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กหน้าวัด
เด็กใหม่
นักบุญผู้ใจดี
*****

พลังความดี : 696


เพศ: ชาย
กระทู้: 13275
สมาชิก ID: 1


เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 06, 2010, 04:47:35 PM »

Permalink: เป็นชายเป็นหญิง (ดังตฤณ)
การเกิดเป็นชายเป็น หญิงมักถูกหยิบยกไปพูดในแง่ความด้อยกับความเด่น ข้อเท็จจริงก็คือชายหญิงมีทุกข์ทางใจเหมือนกัน อีกทั้งการถือกำเนิดมาในเพศใด ก็ไม่ได้ประกันความชอบใจแก่เจ้าตัว ภาวะทางเพศอาจเป็นเพียงเครื่องตกรางวัลหรือบทลงโทษก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่ในร่างชายหรือร่างหญิง

พุทธพจน์

เมื่อ หญิงพอใจสภาพแห่งหญิงในตน ทั้งกิริยา ท่าทาง ความไว้ตัว ความพอใจ สุ้มเสียง และเครื่องประดับแบบหญิง ก็ย่อมสนใจสภาพของชายอันเป็นเพศตรงข้ามกับตน และย่อมมุ่งหวังการคบค้าสมาคมกับชาย อันเป็นเหตุให้เกิดสุขโสมนัส เช่นนี้เอง หญิงจึงไม่ล่วงพ้นภาวะแห่งหญิงไปได้ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อชายพอใจสภาพแห่งตน สนใจสภาพของหญิง ชายก็ไม่ล่วงพ้นภาวะแห่งชายไปได้เช่นกัน
(สังโยคสูตร)

อรรถกถา

ผู้ ที่ได้อิตถีภาวรูป เพราะชาติแต่ปางก่อนได้ประกอบกุศลกรรมอย่างอ่อน เป็นกรรมที่ประกอบด้วยความเลื่อมใสก็จริง แต่เจือปนไปด้วยความไหวหวั่น ส่วนผู้ที่ได้ปุริสภาวรูป เพราะอดีตชาติได้ประกอบกุศลกรรมที่สูงส่งด้วยศรัทธา ความเลื่อมใส ความตกลงปลงใจที่หนักแน่น ปราศจากความหวั่นไหวให้เกิดความย่อหย่อน กุศลกรรมอย่างนี้เรียกว่าเป็นกุศลกรรมอันทรงพลัง จึงยังผลให้เกิดเป็นชาย
(พระอภิธัมมัตถสังคหะ รูปสังคหวิภาค)

ชาดก

เพราะ กรรมเมื่อครั้งที่เคยมัวเมา เป็นชายชู้กับภรรยาผู้อื่นไว้มาก ดิฉันตายจากชาตินั้นแล้ว ต้องลงไปหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรก พ้นจากนรกแล้วขึ้นมาเป็นลาถูกเขาตอน ตายจากความเป็นลาแล้วมาเกิดเป็นลิงที่ถูกขบกัดลูกอัณฑะ ตายจากความเป็นลิงแล้วมาเกิดเป็นวัวถูกตอน ตายจากความเป็นวัวแล้วมาเกิดเป็นกะเทย หลังจากนั้นจึงมีบุญพอจะไปเป็นนางอัปสรสวรรค์​ และมาสู่ความเป็นพระนางรุจาในบัดนี้
(มหานารทกัสสปชาดก)

มุมมองอันควรได้จากพุทธพจน์ อรรถกถา และชาดก

ราก ของความเป็นชายเป็นหญิง คือการติดข้องพัวพันอยู่กับภาวะคู่ ตราบเท่าที่ยังมีความติดใจ ติดข้องพัวพัน ยังมีความยินดีในเพศรส ก็จะต้องเวียนว่ายในสภาพหญิงหรือชายไปเรื่อยๆ พูดให้ง่ายที่สุด ภาวะหญิงชายเกิดจากความติดใจ แต่สิ่งที่เป็นตัวจำแนกว่าเกิดครั้งไหนจะได้เป็นชาย เกิดครั้งไหนจะได้เป็นหญิง กรรมจะเป็นผู้ตัดสิน

ใน ส่วนของกายนั้น ทุกคนทราบดีว่าหญิงชายต่างกัน แต่ถ้าถามว่าต่างกันอย่างไร อันนี้มีรายละเอียดมากมายเหลือคณานับ เริ่มจากสิ่งที่เห็นง่ายสุด คนส่วนใหญ่จะนึกเป็นอันดับแรกคือหญิงมีอวัยวะเพศอย่างหนึ่ง ชายมีอวัยวะเพศอีกอย่างหนึ่ง

การ เอาอวัยวะเพศมาเป็นเกณฑ์แบ่งว่านั่นชายนี่หญิง ก่อให้เกิดการเปรียบเทียบว่าใครเป็นชายมากกว่ากันด้วยอวัยวะเพศส่วนล่าง และเปรียบเทียบว่าใครเป็นหญิงมากกว่ากันด้วยอวัยวะเพศส่วนบน

น้อย คนจะเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ทารกในครรภ์มารดาเมื่อยังเป็นตัวอ่อนอยู่นั้น จะเริ่มต้นด้วยการมีอวัยวะเพศหญิงก่อนเสมอ แต่ถ้าเซลล์ของตัวอ่อนมีโครโมโซมเพศเป็นชาย อวัยวะเพศแบบชายจึงปรากฏยื่นออกมาภายหลัง ส่วนถ้าเซลล์ของตัวอ่อนมีโครโมโซมเพศเป็นหญิง อวัยวะเพศหญิงจะปรับสภาพให้สมบูรณ์ขึ้น พูดให้ง่ายที่สุดคือถ้าเอาอวัยวะเป็นเกณฑ์แบ่งเพศ ทุกคนก็เป็นหญิงเหมือนกันหมดในช่วงแรกสุด!

ถาม นักวิทยาศาสตร์ว่าเหตุใดอวัยวะเพศแบบชายจึงยื่นออกมา ก็จะได้คำตอบสุดท้ายที่ชัดถ้อยชัดคำว่าเด็กบังเอิญได้รับโครโมโซม Y จากพ่อไปประกบคู่กับโครโมโซม X ของแม่ ขอบเขตของวิทยาศาสตร์ไปถึงที่สุดที่ตรงคำว่า "บังเอิญ" เพียงเท่านี้

ธรรมชาติ ฝ่ายรูปยังบอกถึงรายละเอียดความแตกต่างระหว่างชายกับหญิงอีกมาก อย่างเช่นการทำงานของสมองฝั่งชายและฝั่งหญิง จะผิดกันราวกับเป็นสิ่งมีชีวิตคนละสปีชีส์ ข้อเท็จจริงเหล่านี้อยู่ในความสนใจของนักวิทยาศาสตร์มาเป็นร้อยๆปีแล้ว มีการค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่ามีรายละเอียดใดบ้างที่บ่ง ชี้ว่านั่นคือสมองชาย นี่คือสมองหญิง ทั้งในแง่ของขนาด ความหนาของส่วนต่างๆ วิธีการทำงาน การหลั่งฮอร์โมน มูลเหตุของความปรารถนาและความอ่อนไหว ตลอดจนเหตุผลของความชอบใจที่แตกต่าง

แต่ ถึงที่สุดจนกระทั่งวันนี้ การ "เห็นรายละเอียดความแตกต่าง" ก็ไม่ได้นำมาซึ่งความเข้าใจว่าแรกเริ่มเดิมที "อะไรเป็นตัววางแผนให้แตกต่าง"

เมื่อ ศึกษาเรื่องกรรมและวิบาก คุณคงเห็นแต่แรกว่าเราเล็งกันที่จิตเป็นสำคัญ มโนกรรมสำคัญที่สุด กรรมที่แบ่งเพศก็เช่นกัน ถ้าเรารู้ได้ว่าจิตแบบไหน คิดอย่างไร เหมาะกับความเป็นชายเป็นหญิง คำตอบก็อยู่ตรงนี้เอง

ถาม ว่ารู้ไปทำไม? เพื่อความเข้าใจตนเอง และเพื่อการเลือกได้ว่าจะเป็นชายหรือเป็นหญิงที่พอใจในตนเองได้อย่างไร หรือกระทั่งว่าถ้ามีความรู้สึกเบี่ยงเบนทางเพศอยู่ จะปรับแก้อย่างไรให้เข้ากับธรรมชาติทางกายของตนภายในชาตินี้ ไม่ต้องทนทุกข์อยู่กับความรู้สึกครึ่งๆกลางๆอีกต่อไป

หญิง ชายไม่ได้เป็นเครื่องหมายระบุว่าไปทำบุญหรือทำบาปมามากกว่ากัน คิดถึงเจ้าหญิงกับข้าทาส คนไหนมีบุญมากกว่ากัน? แน่นอนว่าเจ้าหญิงซึ่งเป็นหญิง หรือลองคิดถึงชายที่เกิดในภาวะสงคราม ต้องโดนเกณฑ์เป็นทหารไปรบ ต้องฆ่าคนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน ใครโชคดีหรือโชคร้ายกว่ากัน? แน่นอนว่าทหารซึ่งเป็นชาย

เมื่อ เกิดความเข้าใจตลอดสายว่ากรรมเป็นตัวจัดสรรเพศ เราจะถึงข้อสรุปว่าเพศเป็นเพียงเครื่องมือชดใช้กรรมเก่าและสร้างกรรมใหม่ ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบกว่ากันในแง่นี้เลย

กรรมในการให้ทาน

การ ให้ทานมีวิธีคิดได้หลายแบบ และระดับความหนักแน่นก็ต่างกัน ทั้งวิธีคิดและความหนักแน่นในการทำทาน ล้วนเป็นเหตุแห่งให้เกิดจิตแบบชายแบบหญิง ดังนี้

๑) ทรัพยทาน

การ ให้ด้วยความอยากให้ ให้ด้วยความปลื้ม ให้ด้วยความหวังว่าจะเกิดประโยชน์ เปลี่ยนทุกข์ให้เป็นสุขแก่ผู้รับ จะเป็นชนวนเหตุให้จิตเกิดความหนักแน่นสูงสุด ขอให้สังเกตว่าในการทำทานที่คุณไม่หวังสิ่งอื่นใดมากไปกว่า "ได้ให้" สมใจ ความแช่มชื่นยาวนานจะแต่งจิตให้เกิดสมาธิอ่อนๆ เลิกคิดวกไปวนมา มองโลกสดใส หูตากว้างขวางได้ทีเดียว ถ้าจิตแบบนี้เกิดขึ้นเป็นประจำ ก็เหมาะกับภาวะความเป็นชาย

แต่ หากมาทำบุญร่วมกันฉันคู่รัก และรู้สึกผูกพันกับบุญที่ทำร่วมกัน ก็เป็นเหตุให้ภาวะคู่ถูกรักษาไว้ ในที่ที่มาเจอกันอีก ชายจะเป็นชาย หญิงจะเป็นหญิงเช่นเดิม

หญิง ที่มีความพอใจในสภาพความเป็นหญิง มักอธิษฐานขอสวยของาม ถ้าอธิษฐานทุกครั้ง บุญก็จะส่งผลให้ได้รูปหญิงในที่ที่เกิดเป็นมนุษย์หรือเทพธิดา กับทั้งงามงดสมใจ

แต่ หากไม่ได้มีการอธิษฐานใดๆเป็นพิเศษ แล้วมีความหวั่นไหวในขณะก่อนให้ทาน ขณะกำลังให้ทาน หรือขณะที่ให้ทานเสร็จแล้ว ความหวั่นไหวนั้นจะเป็นชนวนเหตุให้เกิดรูปหญิง และมีความผันผวนทางอารมณ์

ความ หวั่นไหวในที่นี้ก็คือความเปลี่ยนใจ กลับไปกลับมา บางคนคิดมากว่าจะให้ดีหรือไม่ให้ดี พอลงมือให้ก็อยากชักมือกลับ หรืออยากลดเงิน ลดของ หรือหลังจากให้เสร็จแล้วก็คิดมาก เสียดาย อยากทวงคืน ถ้ามีภาวะจิตใจและความรู้สึกนึกคิดแบบนี้ในขณะสร้างบุญ บุญก็จะส่งผลตรงกับภาวะทางอารมณ์ที่สั่นคลอนง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติทางกายที่อาจปรวนแปร ซึ่งจะไม่รู้สึกแปลกเท่าไร แต่หากได้ร่างชายขณะที่อารมณ์แปรปรวนเหมือนหญิง ก็จะรู้สึกอึดอัดขัดแย้งกับตนเองตั้งแต่ยังเล็กได้มาก

๒) อภัยทาน

การ ให้อภัยด้วยความอยากเลิกแล้วต่อกัน ปลอดจากความเบียดเบียนต่อกัน จะเป็นชนวนเหตุให้เกิดจิตใหญ่ จิตที่สว่างกว้าง เหมาะกับภาวะความเป็นชายที่มีความเป็นใหญ่ เกิดใหม่ย่อมไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง แต่จะมีสติ มีความยั้งคิด เห็นถูกเป็นถูก เห็นผิดเป็นผิดด้วยเหตุด้วยผล

แต่ ถ้ารักๆแค้นๆ วันนี้บอกว่าอภัย พรุ่งนี้อยากกลับไปด่าอีก หวนผูกใจเจ็บชวนทะเลาะอีก พอทะเลาะเสร็จตกบ่ายกลับญาติดี พยายามคิดดีต่อกันอีก แบบนี้เหมาะกับภาวะความเป็นหญิงที่คับแคบ ไม่น่าพึงใจ เกิดใหม่ย่อมใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง เมื่อใดของขึ้น เมื่อนั้นสติขาด หมดความยั้งคิด เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิดด้วยความเร่าร้อนเสมอ

๓) ธรรมทาน

การ ให้ธรรมะด้วยความอยากสงเคราะห์ให้ผู้อื่นอยู่บนทางสว่างตามตนนั้น เป็นน้ำใจอันประเสริฐ และเป็นความสว่างขั้นสูงสุดในบรรดาการให้ทั้งปวง หากน้ำใจไม่แอบแฝงอยู่ด้วยประสงค์อื่น ก็จะให้ผลเป็นความรุ่งเรือง ความจัดจ้า และความมีกำลังมากอย่างชาย เห็นผลทันตาได้ตั้งแต่ชาติปัจจุบัน และส่งผลชัดยิ่งขึ้นในชาติถัดไป ในอัตภาพบุรุษที่น่านับถือ เป็นที่เลื่อมใสแก่คนเห็น

ส่วน การให้ธรรมะที่ไม่มีในตน คืออยากให้ทั้งที่ไม่มีจะให้ มักเป็นเหตุแห่งความเสแสร้ง แกล้งทำว่ามีธรรมะ แต่ใจลึกๆย่อมรู้อยู่ว่าตนลวงโลก ถึงแม้ทีท่าภายนอกจะตกแต่งให้ดูอาจหาญ ภายในย่อมหวั่นไหวอยู่ กรรมที่สว่างนอกแต่มืดในนี้ อาจส่งผลให้เป็นหญิงงามสง่า แต่อารมณ์อันเป็นภายในผันผวนรุนแรง แบบคนมีลับลมคมในแอบซ่อนมากมาย หรืออาจถึงขั้นทำให้ภายนอกดูเป็นชายชาตรี แต่จิตกลับแอบเบี่ยงเบนทางเพศอยู่ ไม่อยากให้ใครรู้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะธรรมทานมีอานุภาพแรง ถ้าให้จริงก็ดีจริง แต่ถ้าให้ด้วยเจตนาอันบิดเบี้ยว เคลือบแฝงอะไรไม่ดีไม่งามไว้ ก็กลายเป็นแย่หนักไปเลย

กรรมในการรักษาศีล

การ ถือศีลมีผลโดยตรงกับคุณภาพของจิต เพราะต้องอาศัยกำลังใจและความต่อเนื่อง ผู้ที่ตั้งใจถือศีลแล้วถืออยู่ ก็ได้ชื่อว่ามีจิตใจแข็งแกร่ง หนักแน่นคงเส้นคงวา แต่ถ้าตั้งใจถือศีลแล้วถือไม่อยู่ ก็ย่อมเกิดความละอาย เศร้าใจ หวั่นไหว ไม่มั่นใจในคุณงามความดีของตน

และ ศีลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องของเพศก็คือศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร อันเป็นรั้วกั้นไม่ให้ประพฤติผิดในกามนั้น ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสจะมุ่งเอาการมีเพศสัมพันธ์กับหญิงที่มารดาบิดารักษา หญิงที่พี่ชายพี่สาวรักษา หญิงที่ญาติรักษา หญิงที่มีสามี หญิงที่ถูกซื้อตัวไว้ ตลอดจนหญิงที่ถูกจองตัวไว้แล้วด้วยเครื่องหมั้นหมายเช่นแก้วแหวน หรือแม้ด้วยพวงมาลัยตามประเพณีท้องถิ่น

ใน ที่ที่สิทธิสตรีเท่าเทียมกับเพศชาย ชายที่มีภรรยาก็ไม่มีสิทธิ์นอกใจเช่นกัน เพราะการจดทะเบียนสมรส คือการตกลงกันเกี่ยวกับสิทธิ์ตามกฎหมาย ว่าต่างฝ่ายต่างต้องมีกันและกันเพียงคนเดียว หากฝ่ายสามีไปคบชู้กับหญิงอื่นถึงขั้นให้การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องเป็น ภรรยาอีกคน กฎหมายก็เปิดโอกาสให้ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้

ตรงนี้ในส่วนของธรรมะระดับศีลก็คือ ต่างฝ่ายต่างมีสิทธิ์ในตัวของกันและกัน ไม่ใช่เฉพาะหญิงเท่านั้นที่เป็นสิทธิ์ทางเพศของฝ่ายชาย

ถาม ว่าอย่างไรจึงเรียกศีลด่างพร้อย? อย่างไรเรียกว่าศีลขาดทะลุ? ถ้าเจ้าของเขาไม่รู้จะมีค่าเท่ากับไม่ได้ทำไหม? เผลอทำแบบตกกระไดพลอยโจนโดยไม่เจตนาไว้แต่แรกถือว่าผิดศีลไหม? แค่ทำอะไรภายนอกเข้าข่ายไหม? ดูหนังโป๊เป็นบาปไหม? ฯลฯ

คำตอบของข้อสงสัยทั้งหมดข้างต้น อาศัยหลักเกณฑ์คือ "ความละอายต่อบาป" เป็นเครื่องชี้ ซึ่งดูได้จากอวัยวะวัดความละอายกันโดยตรง

อวัยวะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศนั้น นับเอาตั้งแต่เนื้อหนังแค่ผิวๆทีเดียว พูดง่ายๆว่าทุกตารางนิ้วมีผล หญิงชายไม่ควรถูกเนื้อต้องตัวกันโดยธรรมชาติ เว้นแต่จะเป็นเจ้าของกันและกัน

ลอง สังเกตสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจ ทุกสัมผัสนั้นล้วนต้องห้ามไปหมด หากแตะต้องบุคคลมีเจ้าของ หรือบุคคลที่มิใช่คู่ครองด้วยความกำหนัด ไม่ว่าจะอย่างไรก็เรียกว่าประพฤติผิดในกามทั้งสิ้น ส่วนจะเข้าขั้นด่างพร้อยหรือขาดทะลุก็ขึ้นอยู่กับ "ระดับความต้องห้าม" ของอวัยวะนั้นๆ

เกณฑ์คร่าวๆที่แสดงได้พอประมาณ วัดเอาจากการใช้กำลังใจของคนทั่วไปในการทำผิดทางกามดังนี้

๑) จุมพิตกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มีความยินดีทางเพศ เป็นไปตามธรรมเนียมนิยมของท้องถิ่น ไม่ด่างพร้อยเลย

๒) หอมแก้ม ใจเขายินดีทางเพศ ใจเราไม่ยินดีทางเพศ ทว่ารู้อยู่แก่ใจว่าเขาหอมด้วยความพิศวาสก็ยังยอมด้วยเงื่อนไขบางอย่าง นับว่าด่างพร้อยราวๆ 10%

๓) หอมแก้ม ใจเขายินดีทางเพศ ใจเรายินดีทางเพศ นับว่าด่างพร้อยราวๆ 20%

๔) จูบปาก ใจเขายินดีทางเพศ ใจเราไม่ยินดีทางเพศ แต่มีความยินยอมด้วยเงื่อนไขบางอย่างทั้งรู้อยู่แก่ใจ นับว่าด่างพร้อยราวๆ 50%

๕) จูบปาก ใจเขายินดีทางเพศ ใจเรายินดีทางเพศ ถือว่าหวิดๆจะขาดทะลุ เหมือนเช่นที่มีการเปรียบเทียบไว้ว่าจูบปากคือการเคาะประตูบนเพื่อถามว่า ประตูล่างพร้อมหรือยัง จึงต้องนับว่าด่างพร้อยแล้ว 80%

๕) เปลือยกายกอดจูบลูบไล้ตลอดจนหลั่งภายนอก ใจจะยินดีหรือไม่ยินดีทางเพศ ก็ด่างพร้อยถึงขั้นฉิวเฉียดขาดทะลุมาได้เกิน 90%

๖) อวัยวะเพศเข้าถึงกัน หรือมีอวัยวะเพศเข้าถึงปาก เว้นแต่จะถูกข่มขืนโดยไม่มีใจร่วมยินดีทางเพศอยู่เลย ให้นับว่าศีลข้อกาเมขาดทะลุแล้วทั้งคู่ 100%

หากพิจารณาโทษตามธรรมชาติ คุณคงไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกถ้าผู้ประพฤติผิดทางเพศ จะเกิดความผิดปกติทางเพศ

เกณฑ์ ของความผิดปกติ จะผกผันกับความรู้สึกผิดหรือความสามารถในการสำนึกผิด เช่น ถ้าประพฤติแค่ครั้งเดียว ยังมีความละอาย สำนึกผิดอย่างแรง กับทั้งตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ทำอีก ก็มีผลให้รู้สึกผิดปกติอยู่ในปัจจุบันพักหนึ่ง แต่อาจไม่มีผลไปถึงชาติหน้า เพราะชั่วชีวิตที่เหลือไม่แตะต้องอีก

ส่วน ประเภทที่ลักลอบคบชู้จนเกิดอาการหมกมุ่นครุ่นคิด อัดอั้นตันใจ อยากเลิกก็อยากเลิก อยากเสพต่อก็อยากเสพต่อ เพราะลึกๆยังไม่อิ่มไม่พอ สองจิตสองใจแล้วๆเล่าๆอย่างนี้ เรียกว่าเสวยทุกข์ในชาติปัจจุบันเห็นทันตา และชาติถัดมาจะต้องประสบทุกข์ทางกายหรือทางใจ ในทำนองที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวด บาดกายบาดใจแล้วๆเล่าๆ บางคนก็ติดกามโรคชนิดเป็นๆหายๆ

แต่ หากประพฤติผิดบ่อยครั้ง จนความละอายเหือดแห้งไปทุกที เพราะบาปพอกพูนจนด้านชามากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งไม่รู้สึกผิดเลยแม้แต่นิดเดียว ก็เข้าขั้นผิดปกติอย่างใหญ่หลวงสำหรับจิตที่มีมนุษยธรรมและมโนธรรม อันนี้ก็จะมีผลให้รู้สึกผิดปกติทางเพศอย่างแรงในชาติถัดมา เช่น ใจเป็นชายกายเป็นหญิง หรือสับกันคือกายเป็นชายใจเป็นหญิง

คน ที่ลักลอบได้เสียกันผิดๆจะมองกันในทางต่ำ มีความรู้สึกมืดๆให้แก่กันอยู่ในส่วนลึก แม้ดูเหมือนรักหรือหวานซึ้งขนาดไหน ต่างก็จะเกี่ยงโทษกันว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อม ขาดความเคารพ ขาดความรู้สึกอยากให้เกียรติกัน เมื่อโมโหโกรธามีปากเสียงขึ้นมาย่อมทำให้เกลียดชัง คิดจองเวรกันได้หนักกว่าปกติ การคบชู้สู่ชายสู่หญิง จึงจัดเป็นรากของการเป็นคู่เวร เกิดชาติหน้าพอพบกันก็อาจเกิดแรงดึงดูดทางเพศ มีความพึงใจกัน แต่ก็อาจก่อให้เกิดอาการแสลง รู้สึกขนลุกแปลกๆไปด้วย เมื่อคบใกล้ชิดไม่ว่าจะในฐานะคนรักหรือคู่สมรส ก็มีสิทธิ์รู้สึกแย่ต่อกันมากพอจะตบตี ทำร้ายร่างกาย หรือถึงขั้นฆ่าแกงกันลงคอ

คน ที่ประพฤติผิดทางเพศหรือสำส่อนมากๆ จะมีรังสีมืดอันน่ารังเกียจชนิดหนึ่ง ที่คุณสามารถสัมผัสรู้สึกได้ตั้งแต่ชาติปัจจุบันที่เขาก่อกรรมอยู่ รังสีมืดชนิดนั้น ถ้าเข้มข้นมากแล้ว แม้เคยเป็นเพื่อนก็จะนึกอยากออกห่าง อย่าว่าแต่คนแปลกหน้า ถ้าเห็นเข้าก็เกิดความอยากขับไล่ไสส่ง หรืออยากตั้งตนเป็นปฏิปักษ์ได้โดยไม่ทันต้องพูดคุยอะไรกันมาก นี่เองเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าตรัสว่าโทษสถานเบาของการมัวเมาประพฤติผิดทาง เพศคือการมีศัตรูและภัยเวร

ขอ ให้นึกถึงกรณีอาชญากรรมทางเพศที่เลวร้ายที่สุด เช่น ถ้ามีการข่มขืนฆ่าเด็ก อาจมีชาวบ้านแห่กันมารุมประณามสาปแช่งกันมืดฟ้ามัวดินเรือนพันเรือนหมื่น หากตำรวจเผลอก็มีสิทธิ์โดนรุมประชาทัณฑ์จนตาย เพราะในความรู้สึกของทุกคนจะเห็นเหมือนตัวเสนียดที่น่าทุบตี น่ารุมกระทืบ น่าฆ่าให้ตายทรมาน อันนั้นเป็นเพียงโทษสถานเบาในชาติที่ก่อกรรมชั่ว แต่หากได้กลับมาเกิดในโลกมนุษย์นี้อีก กรรมจะตกแต่งให้ได้ร่างหญิงเพื่อรับผลของบาปที่เคยทำตั้งแต่วัยเด็กเช่นกัน

กรรมด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

เป็น ที่รู้กันว่าขนาดและสัดส่วนของอวัยวะทางเพศ มีอิทธิพลปรุงแต่งจิตใจให้เต็มอิ่มในเพศของตนได้มากน้อยตามกัน อย่างเช่น องคชาติเป็นอวัยวะแสดงความผงาด มีความตระหง่านน่าเชื่อมั่นแบบชาย ส่วนปทุมถันเป็นอวัยวะแสดงความสามารถเลี้ยงดูและให้ความอบอุ่นแบบหญิง

องค ชาติถูกตกแต่งด้วยกรรมที่ทำด้วยความความหนักแน่น อาจหาญ ส่วนปทุมถันตกแต่งด้วยกรรมที่ทำด้วยความมีแก่ใจห่วงใยดูแล เอื้อประโยชน์สุขแก่คนรอบข้างด้วยความกรุณา หากจะดูว่าพอดี เล็กเกินไป หรือใหญ่จนไม่สมส่วนกลายเป็นตลก ก็ขึ้นอยู่กับใจที่ก่อกรรมว่าทำมาแบบไหน สมเหตุสมผล ดูดาย หรืออยากเอาหน้าเกินตัว ซึ่งก็จะไปปรากฏเป็นขนาดอวัยวะในกาลข้างหน้า

กรรม ในประการต่างๆที่ทำลงไป จะนำความรู้สึกสมชายสมหญิงขึ้นมาก่อน คิดอย่างชายหรือทำท่าอย่างชายก็รู้สึกอย่างชาย คิดอย่างหญิงหรือทำท่าอย่างหญิงก็รู้สึกอย่างหญิงขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ไม่ต้องรอชาติหน้า แต่ความรู้สึกที่สั่งสมไว้มากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง ที่สะท้อนภาวะทางใจ พอภาวะแบบไหนอิ่มตัว หรือมีความตั้งมั่นคงที่ขึ้นมา ก็ก่ออวัยวะสมกรรมในชาติถัดไป

เมื่อ พิจารณาจากคุณลักษณ์แห่งเพศชายคือหนักแน่น เข้มแข็ง เป็นที่พึ่ง และคุณลักษณ์แห่งเพศหญิงคืออ่อนโยน นุ่มนวล เป็นที่ฝากใจ เราก็อาจชำแหละพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกดีกับเพศของตนเอง แบ่งออกเป็นข้อๆได้ดังนี้

๑) กรรมที่ทำให้รู้สึกดีกับความเป็นชาย
- กระทำตนเป็นที่พึ่ง ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ตามสัญลักษณ์ความเป็นชาย
- แสดงความเข้มแข็ง ออกแรงช่วยเหลือ ปกป้องคนอื่นจากภยันตราย
- ใจคอหนักแน่น เข้าข้างหลักการอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เข้าข้างตัวเอง
- ริเริ่มสร้างสรรค์ คิดแผนการใหม่ในทางดีให้เป็นที่ยอมรับได้
- มุ่งมั่นทำตามความตั้งใจให้สำเร็จด้วยตนเอง ไม่ใช่ต้องให้คนอื่นคอยเตือน
- ตรงไปตรงมา ไม่มีมายา ปากกับใจตรงกัน รับผิดชอบกับคำพูดของตนเอง
- ชอบเอาชนะ ทั้งอุปสรรคขัดขวางความก้าวหน้า ตลอดจนคู่แข่งขันที่ท้าทาย

๒) กรรมที่ทำให้รู้สึกดีกับความเป็นหญิง
- ทำตัวเป็นที่ฝากใจ ห่วงใยดูแล ตามสัญลักษณ์ความเป็นหญิง
- อ่อนโยน นุ่มนวล รู้จักทำเรื่องวุ่นวายให้กลับสงบด้วยการเอาน้ำเย็นเข้าลูบได้
- เมื่อไม่พอใจก็งอนเป็น คืองอนพองาม ไม่ใช่งอนจนน่าเกลียด ควบคุมอารมณ์ได้
- ให้กำลังใจได้ ฉุดคนล้มให้ลุกได้ สนับสนุนการงานให้ลุล่วงได้
- ไม่โลเลกลับไปกลับมาจนเสียงาน
- เอาชนะใจคนด้วยเสน่ห์ทางการคิดและการพูด ไม่ใช่ความร้อนแรงทางอารมณ์

สำหรับ ชาย หากเป็นตรงข้าม เช่น เป็นที่พึ่งให้ตนเองไม่ได้ ต้องการการปกป้องจากผู้แข็งแรงกว่า อ่อนไหว ไม่กล้าออกหน้าในการทำดี ทำอะไรครึ่งๆกลางๆพร้อมจะถอดใจ กับทั้งมายามาก กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ ผลคือจะรู้สึกอ่อนแอลงทุกที หากปล่อยให้จิตใจอ่อนแอไปจนตาย เกิดใหม่ถ้ายังอยู่ในเพศชาย ก็เหมือนจะมีอะไรขาดๆได้ เช่น อวัยวะเพศเล็ก ทำให้เกิดความรู้สึกไม่เชื่อมั่นในตนเอง เหมือนคนขี้ขลาด ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเรื่องยาก

ส่วน สำหรับหญิง หากมีอะไรเกินๆ เช่น เข้มแข็งอย่างผู้นำ เฉียบขาดและกร้าวแกร่ง ก็จะให้ความรู้สึกเหมือนชายในร่างหญิง ซึ่งอาจน่าภาคภูมิใจ เป็นหญิงเหนือหญิง หรือกระทั่งเป็นหญิงที่เหนือชาย แต่ท้ายที่สุดอาจขาดความสุขอย่างหญิง คือ ลำบากในเรื่องหาชายมาครองคู่ เพราะยากจะเจอชายที่แกร่งพอจะทำให้กลับมารู้สึกถึงความเป็นเพศหญิงในตน โดยมากจะออกแนวเห็นผู้ชายเป็นลูกไล่หรือไม่ก็ลูกแหง่ให้ตนนึกหมิ่นเสีย มากกว่า

สำหรับ หญิงที่มีความเป็นผู้นำ โดยเฉพาะหากพยายามเป็นผู้นำในทางบุญ โดยเจืออยู่ด้วยความภูมิใจในอัตภาพหญิง เกิดใหม่ร่างกายอาจมีส่วนสูงเกินระดับเฉลี่ยของหญิงในละแวกที่เกิด จนหาผู้ชายมาเทียบให้สมตัวยาก ความรู้สึกจะเหมือนผู้ชายรอบตัวเตี้ยกว่าตนไปหมด

แม้ เป็นหญิงเหมือนกัน แต่ความทุกข์ความสุขอันเกิดจากการครองกายหญิงก็แตกต่าง อย่างเช่นหญิงที่มีความแปรปรวนทางกายสูง เกิดจากกรรมต่างๆที่ทำด้วยความว้าวุ่นใจ กระทบตน กระทบท่าน เช่น ทำตัวเป็นภาระ ชอบเรียกร้อง ชอบขอ ชอบกินแรง เข้าข้างตัวเอง ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจ รู้แก่ใจว่าผิดยังอยากเถียง ยังอยากเอาชนะ ดื้อดึงตามอารมณ์ ไม่ยึดหลักการหรือฟังเหตุผลใดๆ เหตุเพียงเล็กน้อยก็อยากประชด พูดจาเหน็บแนม เลือกเฟ้นถ้อยคำทิ่มตำให้คนอื่นเจ็บใจได้

หลาย คนที่ปวดประจำเดือนมาก เมื่อลองลดอาการอาละวาดลง ฝึกตนให้เยือกเย็น โกรธยากหายเร็ว ก็จะทุเลาอาการเจ็บปวดทางกายลงได้อย่างน่าอัศจรรย์ อันนี้ค่อนข้างแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตได้ชัดเจนดี

เมื่อ มองว่าความเป็นชายคือมั่นคงแข็งแรง ความเป็นหญิงคือยืดหยุ่นอ่อนโยน ก็ต้องมองด้วยว่าถ้า "ติด" ในการทำกิริยาอาการแบบไหน ความเป็นเพศของกิริยานั้นๆก็เปลี่ยนใจคุณได้ เช่น ดาราชายหลายคนเดิมจิตปกติตามเพศอยู่ดีๆ พอไปรับบทดีดดิ้น กระตุ้งกระติ้ง ต้องใส่จริตจะก้านแบบผู้หญิงนานเข้า จิตก็บิดเบี้ยวจากสภาพตรงไปตรงมาแบบชาย กลายเป็นอยากโยกโยน ดัดไปดัดมาจริงๆ นี่ก็นับเป็นความน่ากลัวของ "กรรมใหม่" อันเกิดจากการเสแสร้งหรือแกล้งลองล้อเลียน ไม่ควรที่จะประมาทเลย

ผู้ มีกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงหลายราย อธิษฐานตั้งมั่นอยู่ในทาน ตั้งมั่นอยู่ในศีล ตลอดจนเพียรเจริญสติเพื่อละกาม เลิกติดใจพัวพันทางเพศ เห็นผลมานับไม่ถ้วนว่าจิตของตนตรงขึ้น มีความรู้สึกเป็นชายมากขึ้น นี่คือหลักฐานยืนยันหนึ่งว่าภาวะทางจิตเป็นสิ่งเปลี่ยนได้โดยกรรมในปัจจุบัน นี้เอง


ที่มาhttp://www.dungtrin.com/siadai/pages/6.html




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กุมภาพันธ์ 17, 2017, 02:37:59 AM