ตุลาคม 19, 2017, 10:43:09 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: ตุลาคม 17, 2017, 11:26:56 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
.

 2 
 เมื่อ: ตุลาคม 10, 2017, 09:41:40 AM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ

คำที่พระพุทธเจ้า พระบรมศาสดาตรัสกะผู้บวชเป็นภิกษุว่า
เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นโดยชอบเถิด

ข้อว่า.. ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ความหมาย คือ สัจจะ คือ พระอริยะสัจ ๔ ที่ทรงประกาศ รวมทั้งธรรมทั้งปวงที่ทรงแสดง 84000 ทาน ศีล ภาวนา เหล่าใด อันเป็นไปเพื่ออบรมอินทรีย์ ๕ มีพละ ๕ มรรค สุจริต ๓ โพชฌงค์ ผล วิมุตติ เป็นต้น
ข้อว่า.. ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์ ความหมาย คือ ประพฤติ ปฏิบัติด้วย ศรัทธา ที่ถึงพร้อมด้วย ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา
ข้อว่า.. เพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นโดยชอบเถิด ความหมาย คือ คำว่าที่สุดแห่งกองทุกข์ คือ ทุกข์นั้นสิ้นสุดแล้ว, ทุกข์นั้นสุดแล้ว, หมดแล้ว สิ้นแล้ว, พ้นแล้ว, ไม่มีอีกแล้ว ดังนั้นความว่าเพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ คือ ทำให้ตนหลุดพ้นจากกองทุกข์, "ทำให้กองทุกข์เหล่านั้นมันสิ้นสุดลง" ไม่มีอีกแล้ว นั่นเอง


ก. สัจธรรมคู่ ๒ คือ ทุกข์ กับ สมุทัย เป็นเรื่องของโลก
- เข้าถึงก็เข้าใจแจ่มแจ้งในความเป็นโลก ความเป็นธรรมชาติของโลก สิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
- เข้าถึงก็รู้แจ้งชัดความเป็นโลก เห็นความเป็นโลกุตระ จำแนกแยกแยะรู้เห็นของจริงต่างหากจากสมมติ
- เเป็นเครื่องเข้าถึงจิตเป็นพุทโธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น

ข. สัจธรรมคู่ ๒ คือ นิโรธ กับ มรรค เป็นเรื่องของโลกุตระ เข้าถึงก็แจ้งธรรม
- เข้าถึงก็ตื่นจากโลก ตื่นจากสมมติ เดินสู่ทางโลกุตระ
- เข้าถึงก็เลิกบานพ้นแล้วจากสมมติกิเลาของปลอม
- เป็นเครื่องเข้าถึงจิตเป็นพุทโธ คือ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

ค. สัจธรรม คือ พรหมจรรย์(ทาน ศีล พรหมวิหาร ๔)
- เป็นเครื่องปฏิบัติเพื่อประครองกายใจเราไว้อยู่ด้วยความไม่อิงอามิส เข้าถึงสมาธิ

ง. สัจธรรม คือ สมาธิ
- เป็นเครื่องปฏิบัติเพื่อดำรงรักษาจิตไว้อยู่ด้วยความไม่อิงอามิส เข้าถึงปัญญา

จ. สัจธรรม คือ ปัญญา
- เป็นเครื่องเข้าถึงความเบิกบาน พ้นแล้วซึ่งความหลงโลก หลงสมมติ


**เมื่อแจ้งชัดโลก แทงตลอดความเป็นสังขารโลก จนเห็นโลกเป็นของว่าง ก็จึงเข้าถึงโลกุตระได้**

เพราะถึงทุกข์ ถึงโลกียะ

 3 
 เมื่อ: ตุลาคม 08, 2017, 12:05:54 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
ทีฆชาณุสูตร
            [๑๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมแห่งชาวโกฬิยะ
ชื่อ กักกรปัตตะ ใกล้เมืองโกฬิยะ ครั้งนั้นแล โกฬิยบุตรชื่อทีฆชาณุ เข้าไป
เฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น
แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เป็นคฤหัสถ์
ยังบริโภคกาม อยู่ครองเรือน นอนเบียดบุตร ใช้จันทน์ในแคว้นกาสี ยังทรงดอก-
*ไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ ยังยินดีเงินและทองอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมที่เหมาะแก่ข้าพระองค์ อันจะพึงเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบัน เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในภายหน้าเถิด ฯ
             พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อม
เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร ๔ ประการเป็นไฉน
คือ อุฏฐานสัมปทา ๑ อารักขสัมปทา ๑ กัลยาณมิตตตา ๑ สมชีวิตา ๑ ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็อุฏฐานสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เลี้ยง
ชีพด้วยการหมั่นประกอบการงาน คือ กสิกรรม พาณิชยกรรม โครักขกรรม รับ
ราชการฝ่ายทหาร รับราชการฝ่ายพลเรือน หรือศิลปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นผู้ขยัน
ไม่เกียจคร้านในการงานนั้น ประกอบด้วยปัญญาเครื่องสอดส่องอันเป็นอุบายใน
การงานนั้น สามารถจัดทำได้ ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าอุฏฐานสัมปทา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็อารักขสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ มีโภค-
*ทรัพย์ที่หามาได้ด้วยความขยันหมั่นเพียร สั่งสมด้วยกำลังแขน มีเหงื่อโทรมตัว
ชอบธรรม ได้มาโดยธรรม เขารักษาคุ้มครองโภคทรัพย์เหล่านั้นไว้ได้พร้อมมูล
ด้วยทำไว้ในใจว่า ไฉนหนอ พระราชาไม่พึงบริโภคทรัพย์เหล่านี้ของเรา โจรไม่
พึงลัก ไฟไม่พึงไหม้ น้ำไม่พึงพัดไป ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักจะไม่พึงลักไป ดูกร
พยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าอารักขสัมปทา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็กัลยาณมิตตตาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ อยู่อาศัย
ในบ้านหรือนิคมใด ย่อมดำรงตน เจรจา สั่งสนทนากับบุคคลในบ้านหรือนิคม
นั้น ซึ่งเป็นคฤหบดี หรือบุตรคฤหบดี เป็นคนหนุ่มหรือคนแก่ ผู้มีสมาจาร
บริสุทธิ์ ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ศึกษาศรัทธาสัมปทาตามผู้ถึง
พร้อมด้วยศรัทธา ศึกษาศีลสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ศึกษาจาคสัมปทาตามผู้
ถึงพร้อมด้วยจาคะ ศึกษาปัญญาสัมปทาตามผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ดูกรพยัคฆปัชชะ
นี้เรียกว่ากัลยาณมิตตตา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็สมชีวิตาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ รู้ทางเจริญ
ทรัพย์และทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก
ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่าย
ของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ ดูกรพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือนคนชั่งตราชั่ง
หรือลูกมือคนชั่งตราชั่ง ยกตราชั่งขึ้นแล้ว ย่อมลดออกเท่านี้ หรือต้องเพิ่ม
เข้าเท่านี้ ฉันใด กุลบุตรก็ฉันนั้นเหมือนกัน รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่ง
โภคทรัพย์ แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วย
คิดว่า รายได้ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือ
รายได้ ดูกรพยัคฆปัชชะ ถ้ากุลบุตรผู้นี้มีรายได้น้อย แต่เลี้ยงชีวิตอย่างโอ่โถง
จะมีผู้ว่าเขาว่า กุลบุตรผู้นี้ใช้โภคทรัพย์เหมือนคนเคี้ยวกินผลมะเดื่อฉะนั้น ก็ถ้า
กุลบุตรผู้ที่มีรายได้มาก แต่เลี้ยงชีพอย่างฝืดเคือง จะมีผู้ว่าเขาว่า กุลบุตรผู้นี้
จักตายอย่างอนาถา แต่เพราะกุลบุตรผู้นี้รู้ทางเจริญและทางเสื่อมแห่งโภคทรัพย์
แล้วเลี้ยงชีพพอเหมาะ ไม่ให้ฟูมฟายนัก ไม่ให้ฝืดเคืองนัก ด้วยคิดว่า รายได้
ของเราจักต้องเหนือรายจ่าย และรายจ่ายของเราจักต้องไม่เหนือรายได้ ดูกร
พยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าสมชีวิตา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีทางเสื่อม
๔ ประการ คือ เป็นนักเลงหญิง ๑ เป็นนักเลงสุรา ๑ เป็นนักเลงการ- ๑
มีมิตรชั่ว สหายชั่ว เพื่อนชั่ว ๑ ดูกรพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือนสระน้ำใหญ่
มีทางไหลเข้า ๔ ทาง ทางไหลออก ๔ ทาง บุรุษพึงปิดทางไหลเข้า เปิดทาง
ไหลออกของสระนั้น ฝนก็มิตกต้องตามฤดูกาล ด้วยประการฉะนี้ สระน้ำใหญ่
นั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญเลย ฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิด
โดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมมีทางเสื่อม ๔ ประการ คือ เป็น
นักเลงหญิง ๑ เป็นนักเลงสุรา ๑ เป็นนักเลงการ- ๑ มีมิตรชั่ว สหายชั่ว
เพื่อนชั่ว ๑ ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ โภคทรัพย์ที่เกิดโดยชอบอย่างนี้แล้ว ย่อมมีทางเจริญ
๔ ประการ คือ ไม่เป็นนักเลงหญิง ๑ ไม่เป็นนักเลงสุรา ๑ ไม่เป็นนักเลง
การ- ๑ มีมิตรดี สหายดี เพื่อนดี ๑ ดูกรพยัคฆปัชชะ เปรียบเหมือน
สระน้ำใหญ่ มีทางไหลเข้า ๔ ทาง ไหลออก ๔ ทาง บุรุษพึงเปิดทางไหลเข้า
ปิดทางไหลออกของสระนั้น ทั้งฝนก็ตกต้องตามฤดูกาล ด้วยประการฉะนี้
สระน้ำใหญ่นั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อม ฉันใด โภคทรัพย์ที่เกิด
โดยชอบอย่างนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมมีทางเจริญ ๔ ประการ คือ ไม่เป็น
นักเลงหญิง ๑ ไม่เป็นนักเลงสุรา ๑ ไม่เป็นนักเลงการ- ๑ มีมิตรดี
สหายดี เพื่อนดี ๑ ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไป
เพื่อประโยชน์เพื่อความสุขในปัจจุบันแก่กุลบุตร ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์
เพื่อความสุขในภายหน้าแก่กุลบุตร ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ สัทธา-
*สัมปทา ๑ สีลสัมปทา ๑ จาคสัมปทา ๑ ปัญญาสัมปทา ๑ ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็สัทธาสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้มีศรัทธา
คือ เชื่อพระปัญญาตรัสรู้ของพระตถาคตว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาค
พระองค์นั้น ฯลฯ เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดูกรพยัคฆปัชชะ
นี้เรียกว่าสัทธาสัมปทา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ สีลสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เป็นผู้งดเว้น
จากปาณาติบาต ฯลฯ เป็นผู้งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็น
ที่ตั้งแห่งความประมาท ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าสีลสัมปทา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็จาคสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ มีจิต
ปราศจากมลทินคือความตระหนี่ อยู่ครองเรือน มีจาคะอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามือชุ่ม
ยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการจำแนกทาน ดูกรพยัคฆปัชชะ
นี้เรียกว่าจาคสัมปทา ฯ
             ดูกรพยัคฆปัชชะ ก็ปัญญาสัมปทาเป็นไฉน กุลบุตรในโลกนี้ เป็นผู้มี
ปัญญา คือ ประกอบด้วยปัญญาที่เห็นความเกิดและความดับ เป็นอริยะ ชำแรก
กิเลส ให้ถึงความสิ้นทุกข์โดยชอบ ดูกรพยัคฆปัชชะ นี้เรียกว่าปัญญาสัมปทา
ดูกรพยัคฆปัชชะ ธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เพื่อความสุข
ในภายหน้าแก่กุลบุตร ฯ
                          คนหมั่นในการทำงาน ไม่ประมาท จัดการงานเหมาะสม
                          เลี้ยงชีพพอเหมาะ รักษาทรัพย์ที่หามาได้ มีศรัทธา
                          ถึงพร้อมด้วยศีล รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ ชำระ
                          ทางสัมปรายิกประโยชน์เป็นนิตย์ ธรรม ๘ ประการดังกล่าวนี้
                          ของผู้ครองเรือน ผู้มีศรัทธา อันพระพุทธเจ้าผู้มีพระนาม
                          อันแท้จริงตรัสว่า นำสุขมาให้ในโลกทั้งสอง คือ ประโยชน์
                          ในปัจจุบันนี้และความสุขในภายหน้า บุญ คือ จาคะนี้
                          ย่อมเจริญแก่คฤหัสถ์ด้วยประการฉะนี้ ฯ

 4 
 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2017, 04:45:12 AM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
เริ่มที่ใจรู้ทันจะคิดหนอๆ ก็จะเห็นสิ่งแรกเกิดขณะปัจจุบัน รู้ทันเกิด ดับ หลับ ตื่น เกิด ตาย ได้ทันนั่นแหละ จะจบการแสวงหา กาม- เกิด - ดี ก็จะพบสิ่งใหม่ๆ ทุกลมหายใจ ฉลาดเข้าใจ รับได้ ไม่หวาดหวั่น รู้ทันจะคิดหนอๆ ก็หายโง่ได้ทุกเรื่อง ทั้งตัวเองและผู้อื่น


จากสายสืบนิสัยศาสตร์

 5 
 เมื่อ: ตุลาคม 07, 2017, 03:49:01 AM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
ใครก็มีคำตอบที่คิดว่าถูกแล้วแต่จะตรงกันไหม ถ้าตรงกันเป็นส่วนใหญ่ก็มั่นใจว่าถูก แต่ถูกจริงไหม แล้วใครจะรู้ก็ยังหาคำตอบกันอยู่ แต่ผู้รู้ทันจะคิดหนอๆ ก็ไม่อยากจะรู้อะไรสักเรื่อง แต่กับได้คำตอบที่สูงกว่าทุกเรื่องนี่แหละ ความฉลาดที่ต่างกันหลายล้านเท่า (ปั่นบุญให้เพิ่มพูน)


จากสายสืบนิสัยศาสตร์

 6 
 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2017, 05:06:45 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
- จนเมื่อเห็นรู้ลมหรือมีนิมิตเกิดเห็นตัวลมหายใจเป็นเหมือนสีแสงเป็นเส้นว๊าบในโพรงถ้ำเคลื่อนพุ่งเข้ามมาก็ดี หรือเคลื่อนออกก็ดี มีจิตจับนิมิตนั้น เคลื่อนไหลไป เหมือนใจผลักหนีออกจากอารมณ์ความรู้สึก สภาวะอาการ สถานะที่เป็นอยู่ตรงหน้านั้น จิตเคลื่อนออกทั้งๆที่เพ่งตามนิมิตอยู่ จะเกิดขึ้น 2 สิ่ง 2 อาการดังนี้ คือ..

๑. เมื่อเกิดความรู้สึกวูบหนึ่งจากการที่จิตผลักออกจากสภาวะที่เป็นอยู่เฉพาะหน้านั้นได้ จิตมันจะวูบนิ่งแช่ลงว่าง แนบนิ่งอยู่เฉยๆ ตัดจากสิ่งทั้งหมด ซึ่งจากนี้สำหรับคนที่ยังไม่ชำนาญหรือยังไม่ได้วสีหรือเพิ่งเข้าได้ หรือเมื่อฌาณเสื่อมแล้วกลับมาทำสมาธิใหม่..มันจะเกิดมีชั่วขณะหนึ่งขณะที่จิตเราดิ่งวูบนั้นมันจะกลับมามีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น..
- โดยขณะที่เราเข้าไปรู้ตัวรู้มันอยู่นั้น..หากมันกำลังจะเหมือนเรากำลังวูบสติกำลังจะหายไป หรือเหมือนกำลังจะหลับลึกวูบนิ่งว่างแช่ไปไม่รู้สึกรับรู้อะไร ก็ให้เราปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ไม่ต้องไปดึงจิตที่กำลังจะวูบลงหรือแช่แน่นิ่งอยู่นั้นกลับมารู้ลมหายใจเข้าออก ไม่ต้องดึงจิตกลับมากำหนดใจให้เพ่งนิมิตอะไร  ไม่ต้องไหวกลับมามีสติที่จะไปตามรู้สิ่งอะไรหรือพิจารณาอะไรทั้งสิ้น ให้ปล่อยมันเป็นไปของมัน นั่นเพราะจิตของเรามันยังไม่มีกำลัง มันกำลังเข้าไปพักผ่อนให้ตนมีกำลังเท่านั้นเอง
- สภาวะนี้..หากเราพยายามไปตั้งหน้า ตั้งตา ตั้งสติ ตั้งรู้ ดึงกลับบังคับให้มันเปลี่ยนไปอารมณ์อื่นหรืออารมณ์ใดใด ปรุงไปสิ่งใด มันจะหลุดจากสมาธิทันที จะพลาดโอกาสเข้าถึงฌาณ หรืออัปนาสมาธิโดยทันที
- เมื่อใจมันได้พักมีกำลังแล้ว มนะ จะมีกำลังมาก ทำให้สติบริสุทธิ์ขึ้น สะอาดขึ้น จิตมีกำลังมากทั้งสติ สัมปะชัญญะ สมาธิ ปัญญาครบพร้อมของมันเอง ใจมันจะเริ่มบังคับในสมาธิได้โดยไม่หลุดจากสมาธิที่เป็นอยู่ สติจดจ่อในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นานมากขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวได้นานตาม มันจะจำได้ของมันเองทุกขบวนการขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่เราไม่ต้องไปพยายามจะมีสติรู้หรือไปจำจดจ้องจดจำเอาสิ่งใดๆทั้งสิ้น

๒.  เมื่อเกิดความรู้สึกวูบหนึ่งจากการที่จิตผลักออกจากสภาวะที่เป็นอยู่เฉพาะหน้านั้นได้ จิตมันจะวูบนิ่งแช่ แนบนิ่งไปกับนิมิตเบื้องหน้าอยู่เฉยๆ มันไม่รับรู้สิ่งไรๆนอกจากนิมิตเบื้องหน้า ซึ่งจากนี้สำหรับคนที่ยังไม่ชำนาญหรือยังไม่ได้วสีหรือเพิ่งเข้าได้ หรือเมื่อฌาณเสื่อมแล้วกลับมาทำสมาธิใหม่..มันจะเกิดมีชั่วขณะหนึ่งขณะที่จิตเราดิ่งวูบนั้นมันจะกลับมามีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น..
- โดยขณะที่เราเข้าไปรู้ตัวรู้มันอยู่นั้น..หากมันกำลังเพ่งแช่นิมิตอยู่แต่มีมนสิกาความทำไว้ในใจแนบแน่นในอารมณ์ตรงกับนิมิตนั้นอยู่ หรือเกิดความรำลึกถึงสิ่งไรๆ เกิดห้วงคำนึงหน่วงนึกคิด เกิดความตรึกสำเนียกรู้ต่อนิมิตนั้นอยู่ว่าคืออะไรยังไง สำเนียกในใจไว้ต่อนิมิตนั้นๆอยู่โดยจิตนั้นวูบแช่นิ่งจับนิมิตนั้นไม่เคลื่อนหนีจากนิมิตนั้นเลย หรือ จิตมันสำเนียกในใจเกิดความตรึกต่อนิมิตนั้น พูดอะไรของมันไปเองตามธรรมชา่ติของวิตกเจตสิก ทั้งที่เรารู้เรื่องชอบอยู่ก็ดีที่ไม่รู้เรื่องก็ช่าง ธรรมชาติใดคิดธรรมชาตินั้นชื่อว่าจิต ซึ่งจิตมันเป็นไปของมันเองอยู่ ต่อให้นิมิตที่เบื้องหน้านั้นดูไม่รู้เรื่อง ไม่มีอะไร ว่าง หรือมีแค่สีกับแสงทั่วๆไป แต่ใจมันกลับรู้เรื่องของมันได้ เข้าใจโดยอารมณ์ความรู้สึกต่อนิมิตนั้นๆของมันได้ แล้วสักพักพูวูบนิ่งแช่อยู่ อาการนี้จิตมันกำลังเป็นไปของมัน จิตมันพูดไปเองอยู่นั้นของมันได้ แต่ใจเรานี้มีความเข้าใจจิตที่มันเป็นไปของมันอยู่ ..ซึ่งอาการนี้เป็นอาการเริ่มแรกที่ใจแยกออกจากจิต มันจะเกิดความตรึกสลับกับแช่นิ่ง สลับกับมนสิการ สลับกลับมารู้ตัว สลับดิ่งวูบลงแช่แน่นิ่ง อาการนี้จิตมันกำลังเปลี่ยนอารมณ์ แล้วเมื่อมันเหมือนกำลังจะวูบหมดสติ ก็ให้เราปล่อยไปให้มันเป็นไปตามธรรมชาติของมัน ใจมันกำลังเข้าไปพัก
-สภาวะนี้..ให้เราไม่ต้องไปพยายามจะรู้ว่ามันคิดมันพูด มันพร่ำว่าอะไร ทำไว้ในใจยังไง ไม่ต้องไปพยายามตั้งหน้า ตั้งตา ตั้งสติเพื่อจะรู้จำจด จำจ้อง ไม่ต้องไปพยายามที่จะมีสติระลึกรู้อาการของมัน หรือ พยายามอยากที่จะจดจำสิ่งที่มันเป็นอยู่นั้นให้ได้ ให้ปล่อยมันไปตามธรรมชาติของมันจิตมันกำลังเป็นอารมณ์เดียวแล้วเข้าไปพัก ไม่อย่างนั้นจิตจะหลุดจากสมาธิทันที

- เมื่อจิตมันได้พักมีกำลังแล้ว มนะ จะมีกำลังมาก ทำให้สติบริสุทธิ์ขึ้น สะอาดขึ้น จิตมีกำลังมากทั้งสติ สัมปะชัญญะ สมาธิ ปัญญาครบพร้อมของมันเอง มันจะจำได้ของมันเองทุกขบวนการขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่เราไม่ต้องไปพยายามจะมีสติรู้หรือไปจำจดจ้องจดจำเอาสิ่งใดๆทั้งสิ้น

- เมื่อใจมันได้พักมีกำลังแล้ว มนะ จะมีกำลังมาก ทำให้สติบริสุทธิ์ขึ้น สะอาดขึ้น จิตมีกำลังมากทั้งสติ สัมปะชัญญะ สมาธิ ปัญญาครบพร้อมของมันเอง ใจมันจะเริ่มบังคับในสมาธิได้โดยไม่หลุดจากสมาธิที่เป็นอยู่ สติจดจ่อในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นานมากขึ้น จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวได้นานตาม มันจะจำได้ของมันเองทุกขบวนการขั้นตอนตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่เราไม่ต้องไปพยายามจะมีสติรู้หรือไปจำจดจ้องจดจำเอาสิ่งใดๆทั้งสิ้น
- โดยที่ใจ คือ ผู้รู้ ได้ทำหน้าที่เดิมแท้ของมัน คือ เป็นสักแต่เพียงตัวรู้ คือ ผู้รู้ ผู้แล ผู้เห็นอยู่เม่านั้น ไม่ใช่ผู้ร่วม ไม่ใช่ผู้เสพย์
- โดยที่จิต คือ เจตสิก เป็นตัวรู้สมมติบัญญัติอารมณ์ ตัวรู้ปรุงแต่ง ตัวรู้แต่ความเป็นสมมติที่กิเลสสร้างขึ้นมาหลอกให้ใจหลง
(หากเอาลงธรรมจะเห็นชัดว่าธรรมชาติของโลกนี้ไม่มีอะไรแต่อาศับความปรุงแต่งความยึดข้องสะสมต่อความจำได้หมายรู้อารมณ์ทั้งหลายนี้แหละที่สร้างเรื่องราวตัวตนขึ้นมาจนเอาเกิดทุกข์ และหลงโลกอยู่นั่นเอง นี่ไม่ใช่คิดในขณะทำสมาธิแต่ปล่อยให้จิตมันเห็นของมันไปเมื่อออกจากสมาธิจะเหลือสัญญาจดจำต่อสิ่งนั้นๆอยู่แล้วเราเอามาวิเคราะห์อนุมานคาดคะเนลงธรรมไม่ให้ตนหลงกับนิมิตไปได้ดังนี้)

- เราฝึกสมถะ ๔๐ กรรมฐานนี้เพื่อให้จิตเรามันได้พัก เมื่อจิตมันได้พักก็จะมีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง มันสุขด้วยตัวเองไม่อิงอามิส ไม่ผูกขึ้นไว้กับอารมณ์ความรู้สึกไรๆในโลกทั้งสิ้น ทำให้เกิดพละ ๕ สะสม มีอินทรีย์ ๕ ที่แก่กล้าขึ้น
- จนเมื่อจิตมันพักผ่อนจนอิ่ม รู้ตัวอีกทีความคิดหายไป

 จิตเคลื่อนเข้าปฐมฌาณ ขาวโพลนว่างไม่สิ้นสุดไม่ว่าจะเพิกไปทางใด



- ละกายได้จึงเห็นเวทนาเพราะไม่เอาจิตเข้ายึดครองกาย กายไม่มีใจครอง จึงเหลือแต่ใจโดดๆที่เห็นจำเพราะความรู้สึกซึ่งตัดขาดจากสัมผัสภายนอก
- ละเวทนาได้จึงเห็นจิตเพราะดับความรู้สึกยินดี ยินร้ายได้ จึงเห็นสมมติของปลอมปราศจากความคิดได้ ใจจึงคลายกำหนัดแล้วทำสักแต่ว่ารู้ ทำแค่แลดูอยู่เท่านั้น
- ละจิตได้จึงเห็นธรรมเพราะจิตไม่ข้องแวะซึ่งกาย เวทนา  จิตอันเป็นสมมติกิเลสความคิด ความไหลไปตามสมมติปรุงแต่ง จึงเห็นสภาพธรรมการทำงานตามจริงของขันธ์ เข้าถึงสัจจะ

 7 
 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2017, 05:04:46 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
1. รูปกายภายนอกเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะรู้เห็น ทุกข์มองด้วยความยินดี มองด้วยความยินร้าย มองด้วยฉันทะ มองด้วยปฏิฆะ ชอบ ชัง มองด้วยกาม มองด้วยนันทิ มองด้วยราคะ มองด้วยความเกลียด มองด้วยความกลัว มองด้วยความรัก มองด้วยความโลภ มองด้วยความโกรธ มองด้วยความหลง มองด้วยความกระสัน มองด้วยความหมายมั่นฝักใฝ่ใคร่เสพย์ นี่ทุกข์เพราะรูปภายนอกย่อมยังความร้อนรุ่ม เร่าร้อน ให้กายใจเรา

2. รูปกายภายในเป็นทุกข์ รูปขันธ์ ขันธ์ ๕ ที่ตนยึดตนครองประกอบไปด้วยโรค มีความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป มีความเสื่อมเป็นธรรมดาจะล่วงพ้นความเสื่อมไปไม่ได้ มีความเกิด มีความแก่ มีความเจ็บ มีความตาย
ก. ต่อให้เป็นอมตะ ก็ล่วงพ้นความเจ็บ ปวด ป่วย ไข้ หรือโรคร้ายไปไม่ได้
ข. ต่อให้เป็นอมตะ ไม่มีโรค ไม่เจ็บ ไม่ป่วย ที่สุดก็ต้องเสื่อมสภาพ เสื่อมถอยไปแปรผันไปตามกาลเวลา คือ มีการเจริญเติบโต จากเด็กมาสู่ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ไปแก่ พยุงกายไว้ด้วยความลำบากยากเข็ญ
ค. ต่อให้เป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ป่วย ไม่ไข้ ไม่แก่ ไม่ตาย ก็ต้องพบกับความพรัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รักที่เจริญใจทั้งสิ้นไป ประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักที่พอใจ ความไม่สมหวังปารถนาดังใจหวังต้องการ ความผิดพลาด พลาดพลั้ง สุข เศร้า เหงา รัก
ง. ต่อให้เป็นอมตะ ไม่เจ็บไม่ปวด ไม่ป่วย ไม่ไข้ ไม่แก่ ไม่ตาย เสกทุกอย่างเองได้ดังใจปารถนา สิ่งของ บริวาร คนรัก ก็ยังไม่ล่วงพ้นการเอาความสุขสำเร็จของตนไปผูกขึ้นไว้กับผู้อื่น,สิ่งอื่น คนมันทุกข์เพราะเอาความสุขสำเร็จของตนไปผูกขึ้นไว้กับผู้อื่น,สิ่งอื่นนี้แหละ (ดังที่กล่าวไว้ในข้อที่ 1 นั้นเอง)  สุดท้ายก็ไม่พ้นเวทนา คือ ความสุข ความทุกข์ เพราะยังซึ่งเวทนาเหล่านี้ยึดเวทนาเหล่านี้ความติดใจข้องแวะสิ่งทั้งปวงในสามโลกไปทั่วย่อมยังทุกข์มาให้ ย่อมแสวงหาความต้องการที่จะสมใจตนที่ตนเรียกว่าสุขไม่สิ้นสุด หยุดไม่ได้ พอไม่เป็น ไม่รู้จักอิ่ม ยิ่งได้ง่ายเสกขึ้นมาได้มากเท่าไหร่ยิ่งติดใจข้องแวะไปเรื่อยสะสมทับถมเข้าอย่างหนัก
- หากต้องเป็นอมตะด้วยความไม่ล่วงพ้นทุกข์จากรูปขันธ์ ๕ อันนี้ มันย่อมประกอบไปด้วยทุกข์ หาสุขไรๆไม่ได้ แม้จะเป็นอมตะด้วยอาการอย่างนี้ มันจะมีคุณค่าสิ่งใด จะตายก็ตายให้พ้นมันไปก็ไม่ได้ จะอยู่ก็ยากลำบาก ต้องยังซึ่งความหิว ความปวด ความเจ็บ ความป่วยไม่สิ้นสุด แต่ด้วยธรรมชาติของขันธ์ ๕ นี้ ที่สุดคือความดับสูญหรือตายเสมอทั่วกันหมด ไม่ว่าจะยาก ดี มี จน จึงชื่อว่าเป็นที่ประชุมโรคและความเสื่อม อิ่มไม่เป็น แสวงหาไม่หยุด อยู่ไม่ได้ด้วยตัเองต้องเอนไหลไปตามผู้อื่นสิ่งอื่นทุกๆขณะ
 เป็นตัวทุกข์ดังนี้


3. ก็ด้วยเหตุอย่างนี้ๆสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดา เมื่อยังทรงพระชนน์อยู่ย่อมตรัสสอนอย่างนี้ๆว่า

อะนิจจา วะตะสังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน
อุปปัชชิตวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปะสะโม สุโข

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีการเกิดขึ้นแล้ว
ย่อมเสื่อมไปเป็นธรรมดา เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป
ความเข้าไประงับได้แห่งสังขารเหล่านี้ ย่อมเป็นสุข


สัพเพ สัตตา มะรันติ จะ มะริงสุจะ มะริสสะเร
ตะเถวาหัง มะริสสามิ นัตถิ เม เอตถะ สังสะโย

สัตว์ทั้งหลายมีความตายรออยู่ ล้วนต้องตาย อย่างแน่นอน
แม้นตัวเราเองก็จักต้องตายเหมือนกัน อย่าได้กังขาเลย


อะจิรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสะติ
ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโน นิรัตถังวะ กะลิงคะลัง

ร่างกายนี้ไม่นานหนอ จักต้องนอนทับถมแผ่นดิน
อย่างปราศจากวิญญาณความรู้สึก ราวกับท่อนไม้
ไร้ซึ่งประโยชน์


4. เมื่อจิตถึงซึ่งในข้อที่ 1-3 ดังนี้แล้ว เรียกว่าจิตเราเป็นพุทธะ จิตเป็นพุทโธ พุทโธนี้กลายเป็นกิริยาจิตในตน คือ สภาวะอาการที่จิตเป็นผู้รู้ รู้อะไร..ก็รู้เห็นทุกข์นั่นเอง รู้ของจริง จึงกล่าวว่าพุทโธเป็นกรรมฐานใหญ่ เป็นมูลกรรมฐานในกรรมทั้งปวง ประกอบไปด้วยปัญญาแจ้งชัดจริงดังนี้ คนโง่จะทำพุทธานุสสติด้วยพุทโธไม่ได้ เพราะเขาทำได้แค่บ่นจำว่าพุทโธ จึงไม่รู้คุณ ไม่ถึงคุณของพุทธานุสสติอันว่าด้วยพุทโธนั่นเอง ส่วนผู้มีปัญหาจะทำคุณด้วยพุทโธว่าความเป็นผู้รู้แจ้งแทงตลอด รู้ปัจจุบัน รู้ของจริงต่างหากจากสมมติของปลอม..ดังนี้

4.1 เมื่อเห็นว่าที่ประชุมทุกข์ คือ กาย ลงใจได้แล้ว ใจย่อมมีความหน่าย คลายกำหนัดในขันธ์ ทั้ง ๕ ไม่ยึดสิ่งที่สัมผัสกาย เนื่องด้วยกาย ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก มันเฉย นิ่งว่าง มันไม่เห็นคุณประโยชน์ที่จะไปข้องแวะสิ่งไรๆในโลก เพราะแม้แต่ที่ประชุมธาตุกาย มีกายครองยังไม่ใช่ตน ไม่เป็นที่ยึดได้แก่ตน สักแต่มีไว้เพื่อทำกิจการงานอันควรตามหน้าที่ฐานะของตน เอาไว้อาศัยสะสมบารมีธรรมให้เต็มเท่านั้น แล้วจะไปเอาอะไรกับสิ่งอื่น ของอื่น นี่เรียกเห็นกายลงที่ใจ กล่าวคือ
   ก. มีจิตสงบมากขึ้น ตัดจากความคิดมากขึ้น ไม่ติดสมมติกิเลสความคิดไรๆ ว่างมากขึ้น มีจิตที่ผ่องใสเบาใจ
   ข. ระลึกได้ดีขึ้น คือ ยับยั้งชังใจ หยุดตรองก่อนทำได้ดีขึ้นโดยไม่ระส่ำ กรีดอัด กลัดมันในใจ
   ค. ไม่มีความจงใจหรือทำไว้ในใจอันตริตรึกในถึงความใคร่-ความติดตรึงหน่วงใจ-ความหมายมั่นฝักใฝ่กระสันใคร่เสพย์ในอารมณ์เหล่าใด
   ง. ไม่มีเจตจำนงค์ที่ตรึกนึกคิดถึงบุคคลหรือสิ่งของอันมีค่าของผู้อื่น ไม่มีใจหมายมั่นผูกใฝ่อยากได้ของผู้อื่น ความฉุดคร่าหมายพรากของผู้อื่นไม่มี ไม่อยากเอา ไม่แสวงหา ไม่ทะยานอยาก ไม่มีใจคิดติดข้องแวะใครหรือสิ่งใดทั้งรักทั้งชัง
   จ. ไม่มีความหวงแหน ตระหนี่ คับข้องใจไม่ว่าเรื่องราวดีๆหรือสิ่งของที่มีค่าที่ตนได้ให้แก่ใคร หรือสิ่งที่ใครได้ให้แก่เรา ตอบสนองกลับเราในทางไม่ดี ไม่มีม่ความโกรธ ไม่มีความเกลียด ไม่มีความชัง ไม่มี เวร ไม่มีภัยต่อใครแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่คิดก็ไม่มี

- กล่าวคือ..เมื่อละกายได้แม้ชั่วขณะหนึ่งจักมีเกิดขึ้นก็แต่เพียงอารมณ์ธรรม คือ
   ก. ใจที่มันเอื้อเฟื้อเกื้อกูล น้อมไปในการสละให้ ที่แผ่ขยายความแบ่งปันไปให้ซึ่งกันและกัน
   ข. ละความเบียดเบียนได้มากขึ้น ไม่มีใจคิดเบียดเบียนผู้อื่น(ไม่ผูกโกรธ ไม่ผูกแค้น ไม่อาฆาตหมายทำร้าย ใจคิดร้ายหมายให้ใครฉิบหาย หรือ ตายไปให้พ้นๆ ไม่มีเจตนาหมายทำให้ใครเดือดร้อน สูญเสีย เสียหาย) และ ตนเอง(กายใจตนเป็นที่เย็นเบาสบายไม่เร่าร้อน เป็นที่สบายเบาใจไม่ร้อนรุ่มแม้มีสิ่งใดเกิด สิ่งใดดับ อะไรที่มากระทบไม่ทำให้ใจฟุ้งซ่านหวั่นไหว)
   ค. แล้วจะเกิดมีอาการหนึ่งประดุจความสุขก็ไม่ใช่ เพราะยังไม่ถึงสุข แต่ก็สุข แต่มันเป็นที่สบายกายใจมาก มีอารมณ์ชื่นบาน จิตผ่องใสเบาซายซ่าน จับที่ลมได้มากขึ้น ฉลาดในการปล่อยวาไม่ว่าจะมีอะไรที่มากระทบก็ไม่ทำให้ใจฟุ้งซ่านหวั่นไหว ความฟุ้งซ่านติดคิดลดลงหรือหายไปเลย

     ..นี้เรียกเจตนา..เป็นศีล ศีลลงใจ..สร้างความปราโมทย์ คือ ความซาบซ่านผ่องใส เพราะจิตทำงานน้อยลงจากการละความพล่านตามสมมติความคิดกิเลสของปลอมทั้งหลายที่มาตกกระทบได้ดีขึ้นและมากขึ้น..ดัังนี้



ข้อมูลยังไม่เรียบเรียง
4.2 เมื่อความผ่องใสเกิดจะรู้สึกว่ากายใจตนเบาสบายบ้าง ไม่สัดส่ายติดใจข้องแวะกับสิ่งที่มากระทบ หรืออบอุ่นๆปกลุมแต่ไม่ร้อนกายใจ มีอาการที่อุ่นสบายใจไม่ร้อยรุ่มไหลตามอารมณ์ภายนอก หรือมีเพียงใจที่ไม่สัดส่ายส่งออกนอกทำให้เกิดเหมือนมีอาการที่กดหรือขยายอัดมีกำลังไม่โรยรายเหนื่อยอ่อนเหมือนก่อน

     ..นี้เรียกจิตปราโมทย์..สร้างความปิติ คือ ความอิ่มใจ อิ่มเองด้วยปราโมทย์นั้น..ดัังนี้

นีจึงชื่อว่า..ปิติ สงบ สร้างสุข (ความสงบ(ปัสสัทธิ) คือ จิตมันสงบละเสียจากโลกจากสิ่งทั้งปวง ไม่กระเพื่อม ไม่ไหลไปตามอารมณ์ความรู้สึก ความคิด กล่าวคือ จิตสงบจากสมมติ)

แรกเริ่มนี้แค่ขณิกปิติเท่านั้น จิตยังไม่ตั้งมั่น มันแค่สงบใจลงได้แต่ยังมีความฟุ้งของกิเลราบล้อมอยู่เพียงแค่ใจมีเจตนาไม่เสพบ์ ไม่จับ ไม่คว้า ไม่เอนไหวตาม

- เมื่อจะทำสมาธิจิตก็เพิกใจออก ถอนความยึดจากกายหรือสิ่งทั้งปวง มีสติตั้งรู้ลมหายใจไว้เฉพาะหน้า ไม่หน่ายหนี

- เมื่อละกายแม้เพียงความระอา ความรังเกียจดังนี้ ผลักใสไม่ติดข้องในกายนี้อีก จิตมันจะไม่ยึดเอาสิ่งใดที่เป็นกาย สภาวะนี้สำคัญมากๆที่เราต้องมีเครื่องให้จิตยึดรู้ว่าของจริงคืออะไร นั่นคือลมหายใจเข้า หายใจออกนี้เอง เพราะจิตที่ยังไม่ได้อบรม หรืออบรมสะสมเหตุมาไม่พอมันยังต้องการเครื่องยึดเหนี่ยว ลมนี้แหละของจริงอาการพัดเข้า พัดออก พัดขึ้น พัดลงเหล่าใด ความไหวไปในภายในให้พองตึง หย่อนแฟบ ลมในกระเพาะอาหาร ลมในลำไส้มันมีอยู่ในกายนี้เกิดประกอบกับกาย มีกายครองเป็นกายสังขาร เนื่องด้วยกายประชุมเข้าเป็นกาย ไม่มีลมหายใจเราก็ตายธาตุลมดับ แปรปรวนนี้เราตาย ลมนี้คือของจริงเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการ แม้ในภายนอกลมที่พัดยอดหญ้า ใบไม้ ต้นไม้ ลมในถ้ำ ลมในทุ่งกว้าง มีโดยธรรมชาติของมันอย่างนั้น เป็นธาตุที่มีอยู่แล้วในโลก
- เมื่อรู้ลมเข้า ลมออกไม่สัดส่าย หรือจิตเพ่งเข้าภายในเช่น เหนือท้องน้อย หน้าออก หรือปลายจมูกก็ตาม เราจะเริ่มเกิดเกิดอาการวูบวาบๆ วูบหนึ่งขนลุกซู่ชูชัน บ้างตัวหนักอึ้ง บ้างเบาโหวง นี้เรียกขณิกสมาธิ

- เมื่อสติมีอารมณ์เดียวไม่สัดส่าย จิตเริ่มจดจ่ออยู่ในอารมณ์เดียวได้นานตาม บ้างแช่รู้อยู่ที่ลม บ้างเกิดนิมิตจิตจับแนบนิมิตเรื่องราวต่างๆเหมือนฝันแต่รู้ตัวอยู่จนเพ่งนิ่งได้นาน

- จนบ้างซาบซ่านจนน้ำตาไหล บ้างมีอาการเหมือนตัวเองเอนเอียงเซซ้ายเซขวาเหมือนจะล้มหลับ จะล้มลงด้านข้าง เมื่อทรงจิตไว้อยู่มันเต็มไม่หลุดจากสมาธิที่เป็นอยู่นั้น จิตจะเริ่มเบาเหมือนตัวเราเบาบ้างมีกำลังในภายในอัดปะทุหมุนเป็นวงเหวี่ยงจนกายเราหมุนตามไปเหมือนพายุหมุนเหวี่ยงแต่มีศูนย์กลางอยู่ตรงกลางทำให้เราไม่ล้มไป
(จุดนี้หาคนตื่นอาการมีจิตพล่านไปพยุงไม่ให้ตนล้มจิตจะหลุดจากสมาธิทันที ต้องให้มันเป็นไปของมันมีจิตส่งเข้าภายในที่จะตั้งจิตไว้อยู่กลางความเอนเอียง วางเฉยไม่ข้องแวะเป็นเพียงผู้แลดูรู้อยู่เท่านั้นจึงจะผ่านได้)



- ละกายได้จึงเห็นเวทนาเพราะไม่เอาจิตเข้ายึดครองกาย กายไม่มีใจครอง จึงเหลือแต่ใจโดดๆที่เห็นจำเพราะความรู้สึกซึ่งตัดขาดจากสัมผัสอันเนื่องด้วยกาย เห็นแจ้งชัดใน..ความหน่วงนึก ๑๘

 8 
 เมื่อ: ตุลาคม 06, 2017, 04:08:06 AM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
ทำดีมาตั้งแต่เด็ก เหล้าบุหรี่ การ- ไม่เคยติด ฝึกรักษาศีล ปฎิบัติธรรมมาจนแก่ ก็ยังกล้าบอกว่ายังมีดีไม่พอใช้

เพราะดีเกิดจากการรู้ทันจะคิดหนอๆ แบบต่อเนื่อง แต่หยุดการรู้ทันก็จะยึดถือแบบชอบ ชัง เฉย เกิดความดีอวดดีว่าเลิศ เลว เสมอ

เขาว่าร้ายริษยาพากันเดือดร้อนอยู่กับอารมณ์นรก สำรองที่นั่งไว้ทุกลมหายใจ จะคิดหนอๆ ก็หายโง่บ้าทุกเรื่อง


จากสายสืบนิสัยศาสตร์

 9 
 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2017, 07:54:34 PM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
คนฉลาด มีความรู้ทันเป็นพลัง

คนดี มีความไม่เพ่งโทษ เป็นพลัง

คนชั่ว มีความเพ่งโทษว่าร้าย เป็นพลัง

ผู้หญิง มีความโกรธ เป็นพลัง

เด็ก มีความร้องไห้ เป็นพลัง 

โจร มีอาวุธ เป็นพลัง 

พระราชา มีอิสริยยศเป็นพลัง


รู้ทันจะคิดหนอๆ ก็เป็นของจริง สุดยอดแห่งพลังทุกอย่าง 


จากสายสืบนิสัยศาสตร์ ปั่นบุญให้เป็นไป

 10 
 เมื่อ: ตุลาคม 05, 2017, 04:03:31 AM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
รู้ไม่ทันจะคิดหนอๆ ก็อวดดีข่มขู่ผู้รู้ไม่ทันเป็นเรื่องน่าขันเหมือนตาบอดจูงกัน มันเกิดประโยชน์ดีอะไร 


แค่รู้ทันจะคิดหนอๆ ก็ดีมีประโยชน์ จะพูด ทำ คิด ไม่ติดบ้าชอบ ชัง เฉย ก็เลยไม่ต้องอวดดี เพราะมีดีเหลือเฟือยังเหลือใช้ให้ได้เป็นครูและทำตามก็น่ารักเคารพทั้งกาย วาจา ใจ เป็นการช่วยกันชำระความดีให้มีต่อไป


จากสายสืบนิสัยศาสตร์

หน้า: [1] 2 3 ... 10

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ ตุลาคม 14, 2017, 07:14:35 AM