ธันวาคม 18, 2017, 11:40:35 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2017, 12:59:22 AM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
๔. ญาณที่ครอบงำสุขและทุกข์ เพื่อได้จตุตถฌาน ชื่อว่าโคตรภู
             ๕. ญาณที่ครอบงำรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา เพื่อได้
                  อากาสานัญจายตนสมาบัติ ชื่อว่าโคตรภู
             ๖. ญาณที่ครอบงำอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อได้วิญญาณัญจายตน-
                  สมาบัติ ชื่อว่าโคตรภู
             ๗. ญาณที่ครอบงำวิญญาณัญจายตนสัญญา เพื่อได้อากิญจัญญายตน-
                  สมาบัติ ชื่อว่าโคตรภู
             ๘. ญาณที่ครอบงำอากิญจัญญายตนสัญญา เพื่อได้เนวสัญญา-
                  นาสัญญายตนสมาบัติ ชื่อว่าโคตรภู
             โคตรภูธรรม ๘ ประการนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ
             โคตรภูธรรม ๑๐ ประการ อะไรบ้าง เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา คือ
             ๑. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเป็นเครื่อง
                  ประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด ความอุบัติ
                  ความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก
                  ความรำพัน ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้
                  โสดาปัตติมรรค ชื่อว่าโคตรภู
             ๒. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้โสดาปัตติผลสมาบัติ
                  ชื่อว่าโคตรภู
             ๓. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้สกทาคามิมรรค ชื่อว่าโคตรภู
             ๔. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้สกทาคามิผลสมาบัติ
                  ชื่อว่าโคตรภู
             ๕. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้อนาคามิมรรค ชื่อว่าโคตรภู
             ๖. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้อนาคามิผลสมาบัติ
                  ชื่อว่าโคตรภู
             ๗. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้อรหัตตมรรค ชื่อว่าโคตรภู
             ๘. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้อรหัตตผลสมาบัติ ชื่อ
                  ว่าโคตรภู
             ๙. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อได้สุญญตวิหารสมาบัติ
                  ชื่อว่าโคตรภู
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๙๗}

                                                                 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]

                                                                 ๑. ญาณกถา ๑๐. โคตรภูญาณนิทเทส


             ๑๐. ญาณที่ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเป็นเครื่อง
                    ประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด ความอุบัติ ความเกิด ความแก่
                    ความเจ็บไข้ ความตาย ความเศร้าโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ
                    สังขารนิมิตภายนอก เพื่อได้อนิมิตตวิหารสมาบัติ ชื่อว่าโคตรภู
             โคตรภูธรรม ๑๐ ประการนี้เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา
             โคตรภูธรรม ฝ่ายกุศลมีเท่าไร ฝ่ายอกุศลมีเท่าไร ฝ่ายอัพยากฤตมีเท่าไร
             คือ โคตรภูธรรม ฝ่ายกุศลมี ๑๕ ฝ่ายอัพยากฤตมี ๓ ฝ่ายอกุศลไม่มี
                                       โคตรภูธรรม ๘ ประการ คือ
                          (๑) มีอามิส๑- (๒) ไม่มีอามิส
                          (๓) มีที่ตั้ง๒- (๔) ไม่มีที่ตั้ง
                          (๕) เป็นสุญญตะ๓- (๖) เป็นวิสุญญตะ
                          (๗) เป็นวุฏฐิตะ๔- (๘) เป็นอวุฏฐิตะ
                          ๘ ประการเป็นปัจจัยแห่งสมาธิ
                          ๑๐ ประการเป็นโคจรแห่งญาณ
                          ๑๘ ประการเป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓
                                       อาการ ๑๘ ประการนี้
                          อันพระโยคาวจรใดอบรมแล้วด้วยปัญญา
                          พระโยคาวจรนั้นเป็นผู้ฉลาดในญาณ
                          ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่างๆ
             ชื่อว่าญาณ เพราะมีสภาวะรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะมีสภาวะรู้ชัด
เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอก
ชื่อว่าโคตรภูญาณ
โคตรภูญาณนิทเทสที่ ๑๐ จบ
เชิงอรรถ :
๑ อามิส ในที่นี้หมายถึงวัฏฏามิส โลกามิส และกิเลสามิส (ขุ.ป.อ. ๑/๖๐/๒๙๕)
๒ ที่ตั้ง ในที่นี้หมายถึงนิกันติ (ขุ.ป.อ. ๑/๖๐/๒๙๕)
๓ สุญญตะ ในที่นี้หมายถึงโคตรภูธรรมที่ประกอบด้วยนิกันติ (ขุ.ป.อ. ๑/๖๐/๒๙๕)
๔ วุฏฐิตะ ในที่นี้หมายถึงวิปัสสนาโคตรภูญาณ (ขุ.ป.อ. ๑/๖๐/๒๙๕)
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๙๘}


                  เนื้อความพระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาฯ เล่มที่ ๓๑ หน้าที่ ๙๔-๙๘.
http://www.84000.org/tipitaka/pitaka_item/m_siri.php?B=31&siri=23

 2 
 เมื่อ: ธันวาคม 16, 2017, 12:58:52 AM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
๑๐. โคตรภูญาณนิทเทส
แสดงโคตรภูญาณ
             [๕๙] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภูญาณ
เป็นอย่างไร
             คือ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความเกิดขึ้น ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำ
ความเป็นไป ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำนิมิต ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำกรรม
เป็นเครื่องประมวลมา ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำปฏิสนธิ ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
ครอบงำคติ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความบังเกิด ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำ
ความอุบัติ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความเกิด ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความ
แก่ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความเจ็บไข้ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความตาย
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๙๔}

                                                                 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]

                                                                 ๑. ญาณกถา ๑๐. โคตรภูญาณนิทเทส

ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความเศร้าโศก ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความ
รำพัน ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความคับแค้นใจ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำ
สังขารนิมิตภายนอก
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น ฯลฯ ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไป
สู่ความดับคือนิพพาน
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำความเกิดขึ้นแล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น ชื่อว่า
โคตรภู เพราะครอบงำความเป็นไปแล้วแล่นไปสู่ความไม่เป็นไป ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
ครอบงำนิมิตแล้วแล่นไปสู่อนิมิต ฯลฯ ชื่อว่าโคตรภู เพราะครอบงำสังขารนิมิต
ภายนอกแล้วแล่นไปสู่ความดับคือนิพพาน
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเกิดขึ้น ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความ
เป็นไป ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากนิมิต ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากกรรมเป็น
เครื่องประมวลมา ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากปฏิสนธิ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออก
จากคติ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความบังเกิด ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจาก
ความอุบัติ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเกิด ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจาก
ความแก่ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเจ็บไข้ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจาก
ความตาย ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเศร้าโศก ชื่อว่าโคตรภู เพราะออก
จากความรำพัน ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความคับแค้นใจ ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
ออกจากสังขารนิมิตภายนอก
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่
ความไม่เป็นไป ฯลฯ ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความดับคือนิพพาน
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเกิดขึ้นแล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น ชื่อว่า
โคตรภู เพราะออกจากความเป็นไปแล้วแล่นไปสู่ความไม่เป็นไป ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
ออกจากนิมิตแล้วแล่นไปสู่อนิมิต ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากกรรมเป็นเครื่อง
ประมวลมาแล้วแล่นไปสู่ความไม่มีกรรมเป็นเครื่องประมวลมา ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
ออกจากปฏิสนธิแล้วแล่นไปสู่ความไม่มีปฏิสนธิ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากคติแล้ว
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๙๕}

                                                                 พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค [๑. มหาวรรค]

                                                                 ๑. ญาณกถา ๑๐. โคตรภูญาณนิทเทส

แล่นไปสู่อคติ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความบังเกิดแล้วแล่นไปสู่ความไม่
บังเกิด ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความอุบัติแล้วแล่นไปสู่ความไม่อุบัติ ชื่อว่า
โคตรภู เพราะออกจากความเกิดแล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิด ชื่อว่าโคตรภู เพราะออก
จากความแก่แล้วแล่นไปสู่ความไม่แก่ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเจ็บไข้แล้ว
แล่นไปสู่ความไม่เจ็บไข้ ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความตายแล้วแล่นไปสู่ความ
ไม่ตาย ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความเศร้าโศกแล้วแล่นไปสู่ความไม่เศร้าโศก
ชื่อว่าโคตรภู เพราะออกจากความรำพันแล้วแล่นไปสู่ความไม่รำพัน ชื่อว่าโคตรภู
เพราะออกจากความคับแค้นใจแล้วแล่นไปสู่ความไม่คับแค้นใจ ชื่อว่าโคตรภู เพราะ
ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้วแล่นไปสู่ความดับคือนิพพาน
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะหลีกออกจากความเกิดขึ้น ชื่อว่าโคตรภู เพราะหลีกออก
จากความเป็นไป ฯลฯ ชื่อว่าโคตรภู เพราะหลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่
ความไม่เป็นไป ฯลฯ ชื่อว่าโคตรภู เพราะแล่นไปสู่ความดับคือนิพพาน
             ชื่อว่าโคตรภู เพราะหลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้วแล่นไปสู่ความไม่เกิดขึ้น
ชื่อว่าโคตรภู เพราะหลีกออกจากความเป็นไปแล้วแล่นไปสู่ความไม่เป็นไป ฯลฯ
ชื่อว่าโคตรภู เพราะหลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้วแล่นไปสู่ความดับ
คือนิพพาน
             [๖๐] โคตรภูธรรมเท่าไรเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ โคตรภูธรรมเท่าไร
เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา
             คือ โคตรภูธรรม ๘ ประการเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ โคตรภูธรรม ๑๐
ประการเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา
             โคตรภูธรรม ๘ ประการ อะไรบ้าง เกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ คือ
             ๑. ญาณที่ครอบงำนิวรณ์ เพื่อได้ปฐมฌาน ชื่อว่าโคตรภู
             ๒. ญาณที่ครอบงำวิตกวิจาร เพื่อได้ทุติยฌาน ชื่อว่าโคตรภู
             ๓. ญาณที่ครอบงำปีติ เพื่อได้ตติยฌาน ชื่อว่าโคตรภู
{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๓๑ หน้า : ๙๖}

 3 
 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 10:00:57 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
ฌาณเสื่อม วิธีหาคลองเก่า

ที่จำคลองเก่าไม่ได้เพราะ "จิตไม่มีกำลัง"..
ปรกติจิตมันสัดส่าย อ่อนไหว อ่อนแอ กระเอื่อม ซ่านเซนไปตามอารมร์ความรู้สึกที่รู้สัมผัส ที่จิตเห็น จิตรู้ เมื่อฌาณเราเสื่อม เราทำอย่างไรก็เข้าอีกไม่ได้ ยิ่งกระสันอยากได้คืน ยิ่งเข้าไม่ได้ ด้วยเหตุประการดังนี้คือ

1. อุปาทานมีมาก ด้วยความกระสันนั้น
2. ตัณหามีมาก ด้วยความใคร่เสพย์นั้น
3. กิเลสมีมาก ด้วยความตรึกนั้น
4. นิวรณ์มีมาก ด้วยความสำคัญมั่นหมายของใจ,หมายรู้อารมณ์ ด้วยสภาวะธรรมนั้นๆ


อธิบาย
 ..ปัจจัย 4 ประการ ข้างต้นทั้งหมดนี้ ล้วนทำให้จิตอ่อนแอ กระเพื่อม อ่อนไหว ซ่านเซน เหนื่อยล้า ไม่มีกำลัง..ดังนี้แล้วเราจึงควรทำให้จิตมีกำลังก่อน
 ..ด้วยธรรมชาติของจิตที่มีกำลัง มีสติบริสุทธิ์ ไม่กกระเพื่อไหวเอนซ่านเซ็นต่อผัสสะ อารมร์ที่มากระทบ สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองไม่อิงอามิสแล่นหาอารมณ์ไรๆมาเป็นเครื่องอยู่ของมัน มันจึงทำหน้าที่เดิมแท้ที่สักแต่ว่ารู้ นิ่งดูอยู่เฉยๆได้ เมื่อมันนิ่งรู้ดูอยู่เฉยๆเท่านั้นมันจะจดจำสภาวะธรรมทุกขั้นตอนได้เองอย่างไม่ผิดเพี้ยน ทั้งผัสสะ, สภาวะอาการความรู้สึก, นิมิต, มนสิการ ได้ครบหมดทุกขั้นตอน
 ..ดังนั้นเวลาทำสมาธิเข้าฌาณเราจึงไม่ต้องไปพยายามเพ่ง พยายามจดจำ สภาวะ อาการ ไม่ต้องหมายรู้อารมณ์ด้วยสัญญาถึงมนสิการ คือ การทำไว้ในใจต่ออารมณ์ของจิตด้วยสัญญาใดๆทั้งสิ้น ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง
.. ถ้าจิตไม่มีกำลังมันจะจำไม่ได้ แต่ถ้าจิตมีกำลังมันจะจำได้ด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องไปหมายรู้อารมณ์ ผัสสะ สภาวะธรรม หรือวิธีที่จิตทำมนสิการใดๆด้วยสัญญา



วิธีแก้ คือ ทำให้จิตมีกำลัง จิตมันจะทำของเก่าได้เองทุกกระบวนการ

1. สงบนิ่ง ทำจิตสบายๆให้ผ่อนคลาย ไม่หยิบจับเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ทั้งสิ้น หรือ ทำเพียงรู้ลมหายใจเข้าออกโดยไม่ต้องเพ่ง ไม่ต้องกำหนด ตั้มมั่นในใจว่าเราจะทำให้จิตได้พัก ปิดสวิทซ์การทำงานของจิต เพื่อให้จิตมีกำลัง ไม่ต้องสนฌาณ ญาณอะไรทั้งสิ้น รู้แต่เพียงว่าถ้าจิตมีกำลังจิตมันจะทำคลองเก่าได้ทั้งหมดเอง มันจะมนสิการของมันเองแบบสายๆ โดยไม่ต้องไปบังคับเพ่งอะไรทั้งสิ้น เพราะจิตมันฉลาดมันรู้เองว่าสิ่งไหนดีต่อมัน การที่มันได้พักดีต่อมันยังไง การเข้าไปพักต้องมนสิการแบบไหนยังไง
2. สมมติความรู้สึกนึกคิดเหล่าใดผ่านมาให้รู้ก็ทำจิตแค่รู้ว่าสมมติเกิด รู้ว่าคิด แล้วก็ปล่อยไปทำแต่รู้ ทำจิตให้ไม่หวั่นไหวไหลไปตามความคิด สมมติกิเลสที่สร้างขึ้นมาหลอกจิต รู้ว่าธรรมชาติของจิตมันคือคิด มันรู้แต่สมมติ ไม่ยึดสิ่งที่จิตรู้ ทำเพียงแต่รู้ตามสถานะภาพจิตเดิมแท้เราเท่านั้นพอ
3. ทำไปเรื่อยๆด้วยผ่อนคลาย มันเผลอไหลไปตามคิดก็ช่างมันรู้ว่าคิดก็พอ ตามรู้ความคิดมันไปเท่านั้นพอ ไม่ต้องไปบังคับหยุดไม่ให้คิดเพราะธรรมชาติของจิตมันคือคิด ปล่อยมันคิดจนสุดแต่เราทำแค่รู้ความคิดเท่านั้น
.. เมื่อมันคิดจนสุดมันจะเกิดสภาวะหนึ่งที่จิตรู้ตัวนิ่งแต่ไม่หลุดจากสภาวะที่น้อมไปในอารมณ์นั้นๆ ตรงนี้จึงค่อยทำช้าๆเบาๆให้จิตมันสิการรู้ลม หรือมองดูไปที่เบื้องหน้ามืดๆ นั้นด้วยทำใจไว้ไม่สัดส่ายเพื่อให้จิตได้พักเท่านั้น สำเนียกว่าการที่จิตได้พักมันจึงจะเข้าฌาณได้ ถ้าจิตไม่ได้พักจะไม่มีกำลังเข้าฌาณได้ จิตมันจะทำสัญญาไว้เอง แล้วเราทำใจผ่อนคลายให้มันได้พักเท่านั้นพอ โดยนึกถึงอาการที่จิตวูบเข้าไปพักหลับสนิทปิดสวิทซ์การรับรู้ทั้งปวง
4. เมื่อเกิดอาการวูบวาบๆ หรืออะไรก็ช่าง วูบแนบนิ่งดิ่งลงก็ตามสำเนียกว่าเรามีหน้าที่แค่รู้ ไม่ได้มีหน้าที่เสพย์ ไม่ได้มีหน้าที่ปรุงแต่ง จิตเดิมแท้มันมีแต่เพียงรู้เท่านั้น ทำได้แค่รู้เท่านั้น ไม่มีหน้าที่อื่นใดนอกจากแค่รู้ แต่ไม่ต้องประครองมากเกินไปทำให้เป็นที่สบายๆไม่หน่วงตรึงจิต ไม่บังคับกดข่มจิตเพ่งอารมณ์จนเกินไปเพราะจะทำให้จิตมันตื่นขึ้นมารับรู้อารมณ์มากขึ้นไป ดังนี้แล้วเมื่อเกิดอาการอะไรให้ทำไว้ในใจเพียงแค่รู้ ไม่ต้องฉุกคิดไม่ต้องปรุง ไม่ต้องไปพยายามจำอะไรทั้งสิ้น จิตมีกำลังมันจะจำได้เอง สติมันจะบริสุทธิ์เอง ทำให้ไม่ต้องครองอะไรมากไปจากการทำให้จิตแค่รู้ ถ้าจิตไม่มีกำลังพยายามแค่ไหนก็จำไม่ได้ ตรงนี้วัดกำลังของจิตเราเองได้ดีเลย ทำให้เราได้รู้ว่าจิตเรามันล้ามันเหนื่อยมันอ่อนแอแค่ไหน
5. เมื่อจิตวูบดับแช่ นิ่ง ไม่รับรู้อะไร จนอิ่มมีกำลัง มันจะสุข เมื่อสุขประทุจนดับไป หากจิตมีกำลังพอมันจะเข้าฌาณ มีตริ ตรึก ความสำเนียก มนสิการได้ แต่ไม่มีเสียงคิด จิตมันทำไว้ในใจอย่างไปมันเพิกไปทันที เมื่อจิตมีกำลังมันจะทำให้สติมีกำลังมากในฌาณมันจะทำหน้าที่แยกจิตออกการสังขารทั้งปวง เอกัคคตาจะทำให้จิตได้พักมีอุเบกขาเกิดขึ้นประกอบจิต..ทำจิตให้เพียงแค่รู้ไม่สัดส่ายต่อนิมิตหรือสัมผัสแห่งสังขารเบื้องหน้าหากเข้าฌาณไม่ได้ถอบกลับมามีความรู้ความคิดความตรึก แม้จะแยกขาดจากนิมิตหรือสิ่งที่คิด นั่นมันแค่อุปจาระฌาณเท่านั้น ยังเข้าปฐมฌาณไม่ได้ เหตุนั้นเพราะจิตมีกำลังไม่พอเข้าอัปปะนาสมาธิ แล้วทะลุอัปปะนาสมาธิเข้าฌาณนั่นเอง เราก็แค่ทำจิตให้ได้พักบ่อยๆไม่ต้องไปให้ความสำคัญอะไรมากเกินกว่าการพักจิตแค่นั้นก็พอ

**หมายเหตุกรรมฐาน 40 เป็นอุบายพักจิตโดยทางแห่งสัมมา ซึ่งจะเป็นทั้งฝึกสติให้ตั้งมั่นในอารมร์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันเป็นอารมณ์เดียวได้นานตาม**
**หลับกับสมาธิเหมือนกันตรงทำไว้ในใจเพื่อเข้าไปพักถอนใจออกจากการรับรู้ทั้งปวง เพื่อให้กายและจิตมันพัก**




 4 
 เมื่อ: ธันวาคม 15, 2017, 01:05:49 PM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
แม่ชีด๊อกเตอร์น้องสาวให้เอาหนังสือธรรมะของคุณแม่รัญจวญไปแจกตอนบิณฑบาตร วันต่อมาขับรถไปยังไม่สว่างก็มีคนแก่ผมขาวโพนมาโบกมือให้ ลูกศิษย์ถามว่าทำไมไม่จอดก็บอกว่ามืดขนาดนี้คนแก่ที่ไหนจะมาโบกมือให้ก็น่าจะคุณแม่รัญจวญรองนางงามที่ถึงแก่กรรมไปขนลุกให้รีบไป ก็นึกในใจว่าถ้าใช่ก็ขอให้บิณฑบาตได้ตังค์ถึงพันแล้วจะนำเรื่องลงโซเชียลให้ ปรากฎว่าวันหลังมีคนใส่บาตรได้พันสี่สี่สิบบาท ก็เลยนำเรื่องมาลงให้ 


บางครั้งก็เป็นผู้นำ บางครั้งก็เป็นผู้ตาม  บางครั้งก็ทั้งนำทั้งตาม ถ้ารู้ทันจะคิดหนอๆ ก็ไม่ต้องบ้า โง่  เดือดร้อน ยึดถือทั้งนำและทั้งตาม ทะลุมิติความโง่ทุกเรื่อง


สายสืบนิสัยศาสตร์

 5 
 เมื่อ: ธันวาคม 13, 2017, 08:14:28 PM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
เพราะรู้ไม่ทันจะคิดหนอๆ ก็หลงบ้ายึดถือไปว่าตัวเองเป็นผู้สร้างหรือผู้อื่นเป็นผู้สร้าง  จริงๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุและตามปัจจัย 


ในเมื่อรู้ไม่ทันจะคิดหนอๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เกิดขึ้น 


ในเมื่อรู้ทันจะคิดหนอๆ ทุกสิ่งทุกอย่างก็ดับไป  


จึงไม่ควรโง่ยึดถือว่าสุข ทุกข์ นั้น เราทำเองหรือผู้อื่นทำให้  เพราะเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย 


ในเมื่อรู้ไม่ทันก็เกิดขึ้น 


ในเมื่อรู้ทันจะคิดหนอๆ ก็ดับไป 


เป็นเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นวงกลมแห่งการสืบต่อ จะคิดหนอๆ ก็ดับการปรุงแต่งได้ทุกเรื่อง


จากสายสืบนิสัยศาสตร์

 6 
 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 03:34:42 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
 [๑๒๐] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทาง
และวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณอย่างไร ฯ
             ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเกิดขึ้น ทั้งพิจารณา
หาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเป็นไป
ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจาก
สังขารนิมิต ฯลฯ จากกรรมเครื่องประมวลมา จากปฏิสนธิ จากคติ จากความ
บังเกิด จากความอุบัติ จากชาติ จากชรา จากพยาธิ จากมรณะ จากความโศก
จากความรำพัน ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความคับแค้นใจ
ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ
             [๑๒๑] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทาง
แลวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปทุกข์ สังขารนิมิตเป็นทุกข์
ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ปัญญา
เครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความ
เกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็น
สังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ
             [๑๒๒] ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทาง
และวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯลฯ ความ
คับแค้นใจมีอามิส ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ ความ
คับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ
             [๑๒๓] ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะ
เหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คือ สังขารและอุเบกขา
ก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ
ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ นิมิตเป็นสังขาร กรรมเครื่องประมวลมาเป็น
สังขาร ปฏิสนธิเป็นสังขาร คติเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความอุบัติ
เป็นสังขาร ชาติเป็นสังขาร ชราเป็นสังขาร พยาธิเป็นสังขาร มรณะเป็นสังขาร
ความโศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร
ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม
๒ ประการ คือ สังขารและอุเบกขา ก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น
เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ฯ
             [๑๒๔] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ
             การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๘ ฯ
             การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิต
ไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ
             การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ การ
น้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ การน้อมจิต
ไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ ฯ
             [๑๒๕] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วย
อาการ ๒ เป็นไฉน ฯ
             ปุถุชนย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ การ
น้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ นี้ ฯ
             การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓
เป็นไฉน ฯ
             พระเสขะย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑
พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อม
มีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ
             การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วย
อาการ ๓ เป็นไฉน ฯ
             ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณาแล้วเข้าผล-
*สมาบัติ ๑ วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติ
อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหารสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปใน
สังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ
             [๑๒๖] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ เป็น
อย่างเดียวกันอย่างไร ฯ
             ปุถุชนยินดีสังขารุเปกขา มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา
มีอันตรายแห่งปฏิเวธ มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป แม้พระเสขะยินดีสังขารุเปกขา
ก็มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนามีอันตรายแห่งปฏิเวธในมรรคชั้นสูง มีปัจจัย
แห่งปฏิสนธิต่อไป การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ
เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งความยินดีอย่างนี้ ฯ
             [๑๒๗] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและ
ของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ฯ
             ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์
และเป็นอนัตตา แม้พระเสขะก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของ
ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้ท่านผู้ปราศจากราคะ ก็พิจารณาเห็น
สังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา การน้อมจิต
ไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็น
อย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งการพิจารณาอย่างนี้ ฯ
             [๑๒๘] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและ
ของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
             สังขารุเปกขาของปุถุชนเป็นกุศล แม้ของพระเสขะก็เป็นกุศล แต่ของท่าน
ผู้ปราศจากราคะเป็นอัพยากฤต การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของ
พระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพเป็นกุศลและ
อัพยากฤตอย่างนี้ ฯ
             [๑๒๙] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและ
ของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
             สังขารุเปกขาของปุถุชน ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย (ในเวลาเจริญ
วิปัสสนา) ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย แม้สังขารุเปกขาของพระเสขะ ก็ปรากฏ
ดีในการนิดหน่อย สังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ปรากฏดีโดยส่วนเดียว
การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจาก
ราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ปรากฏและโดยภาพที่ไม่ปรากฏอย่างนี้ ฯ
             [๑๓๐] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและ
ของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
             ปุถุชนย่อมพิจารณา เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา แม้
พระเสขะก็พิจารณาเพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา ส่วนท่านผู้ปราศจาก
ราคะย่อมพิจารณาเพราะเป็นผู้เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา การน้อมจิตไปใน
สังขารุเปกขาของปุถุชนของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกัน
โดยสภาพที่ยังไม่เสร็จกิจและโดยสภาพที่เสร็จกิจแล้วอย่างนี้ ฯ
             [๑๓๑] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและ
ของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
             ปุถุชนย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อจะละสังโยชน์ ๓ เพื่อต้องการ
ได้โสดาปัตติมรรค พระเสขะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อต้องการได้มรรคชั้นสูง
ขึ้นไป เพราะเป็นผู้ละสังโยชน์ ๓ ได้แล้ว ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณา
สังขารุเปกขา เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะเป็นผู้ละกิเลสทั้งปวง
ได้แล้ว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่าน
ผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ละกิเลสได้แล้วและโดยสภาพที่ยังละ
กิเลสไม่ได้อย่างนี้ ฯ
             [๑๓๒] การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ของพระเสขะและของท่านผู้
ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ
             พระเสขะยังยินดีสังขารุเปกขาบ้าง ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้างพิจารณา
แล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้างพิจารณา
แล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหาร-
*สมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหารสมาบัติ การน้อมจิตไปใน
สังขารุเปกขาของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพ
แห่งวิหารสมาบัติอย่างนี้ ฯ
             [๑๓๓] สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา
เท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
             สังขารุเปกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา ๑๐ ย่อม
เกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
             สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ปัญญาที่พิจารณา
หาทางแล้ววางเฉยนิวรณ์ เพื่อต้องการได้ปฐมฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑
ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิตกวิจาร เพื่อต้องการได้ทุติยฌาน เป็น
สังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยปีติ เพื่อต้องการได้
ตติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยสุขและทุกข์
เพื่อต้องการได้จตุตถฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
วางเฉยรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา (และ) นานัตตสัญญา เพื่อต้องการได้
อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ว
วางเฉยอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เป็น
สังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิญญาณัญจายตนสัญญา
เพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา
หาทางแล้ววางเฉยอากิญจัญญายตนสัญญา เพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญายตน-
*สมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขา ๘ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วย
อำนาจสมถะ ฯ
             [๑๓๔] สังขารุเปกขา ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ
             ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต
กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ
มรณะ ความโศก ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรค
เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้โสดาปัตติผลสมาบัติ เป็น
สังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑
... เพื่อต้องการได้สกทาคามิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อ
ต้องการได้อนาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิผล
สมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตมัค เป็น
สังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑
... เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ สังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณา
หาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา
ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศก
ความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้อนิมิตตวิหารสมาบัติ เป็น
สังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจ
วิปัสสนา ฯ
             [๑๓๕] สังขารุเปกขาเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤต
เท่าไร สังขารุเปกขาเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็นอกุศลไม่มี ฯ
                          ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย เป็นโคจรภูมิของสมาธิ-
                          จิต ๘ เป็นโคจรภูมิของปุถุชน ๒ เป็นโคจรภูมิของพระ-
                          *เสขะ ๓ เป็นเครื่องให้จิตของท่านผู้ปราศจากราคะหลีกไป ๓
                          เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ ๘ เป็นโคจรแห่งภูมิแห่งญาณ ๑๐
                          สังขารุเปกขา ๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ อาการ ๑๘ นี้
                          พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรผู้ฉลาดใน
                          สังขารุเปกขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ ฉะนี้แล ฯ
             ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด
เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปทั้งพิจารณา
หาทางและวางเฉย เป็นสังขารุเปกขาญาณ ฯ

 7 
 เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 10:45:22 AM 
เริ่มโดย ซันนี่ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ

อธิบาย


1. กรรม คือ การกระทำต่างๆทางกาย วาจา ใจ, ส่วนวิบากกรรม คือ ผลของการกระที่ตนได้รับจากการกระทำนั้นๆ

 ..ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาเมื่อทรงตรัสรู้ ทำความรู้แจ้ง จึงได้ทรงเห็นแจ้งแทงตลอดว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นแดนเกิด เพราะผลของกรรมที่ทำมานั้นแลทำให้เกิดมา "ทั้งมี และ ไม่มี หรือ กลางๆ" ซึ่ง อายุ วรรณะ สุขะ พละ ด้วยประการดังนี้
- บางคนมีโภคทรัพย์ สมบัติ ฐานะ สภาพแวดล้อมที่ดี มิตร สหาย ครอบครัว - บางคนไม่โภคทรัพย์ สมบัติ ฐานะ สภาพแวดล้อมที่ดี มิตร สหาย ครอบครัว
- บางคนมีโอกาส - บางคนด้อยหรือขาดโอกาสที่ดีๆ
- บางคนพบพระพุทธศาสนา - บางคนไม่มีโอกาสพบพระพุทาธศาสนาถึงแม้จะเคยได้ยินก็ตาม (ดูฝรั่งที่มาบวช กับฝรั่งที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนา หรือรู้แต่ไม่สนใจ)
- บางคนมีความเชื่อ วิถีการสอน วิธีคิด แนวทาง มุมมองความเห็น คิด พูด ทำ ดำรงชีพโดยชอบธรรม - บางคนเห็นผิด คิดผิด พูดผิด ทำผิด ดำรงชีพผิดดำรงชีพอยู่ด้วยความเร่าร้อน เบียดเบียนทำร้ายผู้อื่น ชอบยุ่งเกี่ยวพรากเอาของคืนอื่น รังแก ข่มเหง ทำร้ายคนอื่นเป็นต้น
- บางคนมีความเอื้อเฟื้อ - บางคนตระหนี่จนตายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์
- บางคนมีสุขภาพดี ไม่มีโรค ไม่เจ็บป่วย - บางคนเจ็บป่วยตลอดเวลา เป็นโรคร้าย
- บางคนร่างกายงดงามหมดจรดครบ 32 ประการ - บางคนขี้เหร่ไม่งาม และพิการ
- บางคนทำอะไรก็ดี ถูกหมด ไปเจริญ มีสมบัติไหลเข้ามาให้ได้ใช้จ่ายและคงไว้อยู่ไม่มีหมด - บางคนทำดีให้ตายก็ผิด ไม่เจริญ ไม่ถูกกาล ทำคุณไม่ขึ้น มีแต่ความฉิบหาย มีสมบัติสิ่งใดก็ต้องสูญไปให้หมด
- บางคนมีความฉลาด บางคนโง่ด้อยปัญญาความรู้
- บางคนจิตใจดีงาม เย็นใจ ไม่เร่าร้อน มีจิตผ่องใส มีใจเแื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน - บางคนจิตใจหยาบช้า ต่ำทราม  จิตใจหมดมุ่น ติดใคร่ อยากได้ ไม่รู้จักพอ ตระหนี่หวงแหน มีชีวิตอยู่ด้วยความเร่าร้อนคอยเบียดเบียนคนอื่น

..เราทุกคนได้เกิดเป็นคนนี้ยาก เพราะต้องมีศีลมาก่อนจึงเกิดเป็นคนได้ การเกิดเป็นคนว่ายากแล้ว การเกิดมาพบเจอได้ฟังเรียนรู้พระสัทธรรม ธรรมแท้ในพระพุทธศาสนานี้ยากยิ่งกว่า ดังนั้นที่เราต่างคนต่างก็มีต่างๆกันไป เพราะสัตว์โลกคือเราทุกคนนี้มีกรรมเป็นแดนเกิด เป็นที่พึ่งพาอาศัย เราทำกรรมได้ก็ย่อมได้รับผลของกรรมนั้น
- เรามีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เว้นจากความเบียดเบียน เกิดชาติใดเราก็มี
- เรามีจิตหมกมุ่นมัวหมอง เศร้าหมอง หวนแหนตระหนี่ เบียดเบียนอยากได้ ผูกใจข้องเกี่ยว หมายพราก ฝั่กใฝ่หมายใจเอาของเขามาครอบครอง เบียดเบียน รังแก ทำร้ายคนอื่น ้กิดมาชาติใดก็ถึงความไม่มี หรือมีมาก็ต้องสูญไป
- กรรมใดมีมากกรรมนั้นย่อมส่งผลก่อน กรรมใดมีน้อยย่อมส่งผลน้อย ไม่มีเลยก็ไม่ส่งผล
..ดังนั้นพระพุทธศาสดาจึงทรงสอนเน้นให้รู้จักกรรมแท้ๆ วิบากกรรม กรรมที่ส่งผลให้ได้รับ หากเราทำกรรมดีมีมากกว่ากรรมขั่วกรรมดีก็ส่งผลเต็ม จนกรรมชั่วแทบจะส่งผลไม่ได้ หรือไม่มีผลกับเราเลย(เช่นสิ่งที่สูญเสียเพื่อชดใช้กรรมนั้นไปอาจเป็นเพียงเล็กน้อยไม่มีค่ามากสำหรับเรา เป็นต้น) ด้วยเหตุอย่างนี้ๆพระตถาคตเจ้านั้นจึงทรงสั่งสอนให้ทำดี ไม่ประมาท เพื่อสะสมบุญบารมีเป็นกำไรชีวิตให้ติดตามเราไปทุกภพชาติ (ตรงนี้คงตอบคำถามในใจเรื่องกรรมเก่าได้บ้างนะครับ ทั้งประเทศ ศาสนา ความเชื่อ ลัทธิ ที่สุดก็ไม่พ้นกรรม)



2. ทำปัจจุบันติดข้องในสมมติความคิดแห่งอดีตที่ล่วงเลยมาแล้ว สมมติความคิดแห่งอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ขจัดความเศร้าหมองใจด้วย..เลือกธรรมารมณ์ที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์ คือ
ก. ความพอใจยินดีสำราญใจที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์
ข. ความไม่พอใจยินดีขุ่นข้องใจที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์
ค. ความสงบด้วยวางใจไว้กลางๆไม่ติดใจข้องแวะทั้งความพอใจยินดีหรือไม่พอใจยินร้ายที่ควรเสพย์และไม่ควรเสพย์

- ทมะ(ความข่มใจจากกิเลส มีความคิดโดยชอบเปรียบเทียบคุณประโยชน์ ระหว่างความเสื่อมสูญที่มีเทียบกับสิ่งที่ยังคงไว้ได้อยู่ หากเราจะทำสิ่งใดลงไป หรือ พิจารณาต่อเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เป็นต้น)
- อุปสมะ(ความสงบใจจากกิเลส ความไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลกด้วยเห็นว่าหาประโยชน์สุขไรๆไม่ได้นอกจากทุกข์ ความไม่ผูกเวร ไม่ผูกโกรธแค้นทั้งตนเองและผู้อื่น ยังจิตใจให้ผ่องใสเกิดขึ้น เย็นสงบกายสบายใจไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆในโลก เข้าสู่อุเบกขาจิตที่วางเฉยต่อสังขารทั้งปวง)
- เมื่อสงบ ก็ไม่ฟุ้งซ่าน จิตได้พัก ทำงานเป็นระบบ ยังปัญญาให้เกิดขึ้น ฉลาดเข้าใจเข้าถึงทั้งความรู้เห็นตามจริงใจวิถีทางโลก และ วิถีทางธรรม




 8 
 เมื่อ: ธันวาคม 06, 2017, 05:12:22 PM 
เริ่มโดย ซันนี่ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
1. กรรมคือการกระทำทางกาย วาจา ใจ ส่วนวิบากกรรมคือผลของการกระที่ตนได้รับจากการกระทำนั้นๆ ด้วยเหตุอย่างนี้ๆคุณคิดว่าในโลกนี้มีเพียงคุณคนเดียว หรือ มีเฉพาะคนที่นับถือพุทธเท่านั้นเหรอ ที่มีเจตนาที่จะกระทำสิ่งใดๆ แล้วเกิดการกระทำทางวาจา ทั้งเกิดการกระทำทางกายสืบมา แล้วก็ได้รับผลของกรรมนั้นๆ ก็ต้องไม่ใช่ใช่ไหมครับ
 ..ดังนี้แล้วเราอยู่ที่ไหน มุมใดของโลก ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใด ชนชาติใด ก็ต้องมีบุคคลก็ทำกรรมและได้รับผลกรรมนี้ได้ด้วยกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่โลกมนุษย์นี้ นรกภูมิ หรือสวรรค์
 ..ตนเองไม่ดูแลตรวจสอบทรัพย์สินตนให้ดี จะไปที่ไหนมันก็หายหมดแหละ จะหายเฉพาะประเทศไทยได้อย่างไร ตำรวจต่างประเทศก็มีรับแจ้งความถูกล้วงกระเป๋าทุกประเทศและไม่ว่าศาสนาใด หรือแม้แต่พอไปเที่ยวกินเหล่าแล้วไปหลับนอนกับใคร หรือคนต่างชาติแล้วถูกเขาขโมยเอาเงินไปมันก็มีทุกที่ ทุกคน ทุกมุมโลก คนศาสนาคริสต์ พราห์ม ฮินดู อิสลาม เขาไม่มีเรื่องอย่างนี้ไม่เกิดเหตุการณ์นี้เลยใช่ไหมที่คุณคิด ก็ไม่ใช่อีกใช่ไหม ทุกศาสนาก็มีหมด เป็นคนเหมือนกันก็ย่อมมีการกระทำทางใจ วาจา กายเสมอกันหมด และได้รับผลของกรรมนั้นเสมอกันหมด (ตรงนี้คงตอบคำถามเรื่องกรรมปัจจุบันได้บ้างนะครับ)

2. ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สอนเราในภายหน้าให้เราตั้งอยู่ด้วยความไม่ประมาท เป็นกำไรชีวิตของเราในการดำรงชีพสืบไป ยอมรับความจริงว่ามันหายไปแล้วเอาคืนไม่ได้แล้ว คราวหน้าก็จดจำไว้สอนตนให้ไม่ประมาท
- ระลึกในใจไว้ว่าของหายบางส่วนยังดีกว่าเราสูญเสียทุกอย่าง โดนล้วงกระเป๋ายังดีกว่าเขารุมทำร้ายเพื่อแย่งชิง เขาทำร้ายก็ดีกว่าเขาฆ่าเรา ดังนั้นสุญเสียทรัพย์ที่มีโอกาสหาใหม่ได้ยังดีกว่าเราเสียชีวิต
- ให้อภัยทานตนเองแล้วแก้ไขระมัดระวังให้มากขึ้นทำสติให้ระลึกได้อยู่บ่อยๆ คือ ฉุกคิดคำนึงถึงผลดีผลเสียแยกแยะถูกผิด คำนึงถึงความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นหากตนทำอะไรลงไปเทียบกับสิ่งที่ตนทำสะสมมาดีแล้ว จดจำสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนสอนตนเพื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาทประกอบด้วยความชอบธรรมมีใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่เบียดเบียนทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นสืบไป
- แล้วก็แก้ไขปัญหาในปัจจุบันที่เป็นอยู่นี้ ไปติดต่อสถานทูต สถานีตำรวจแจ้งความ ขอทำเรื่องกลับบ้านนี่คือสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและต้องทำในปัจจุบัน

 9 
 เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 01:16:24 PM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย มุ่ยซัน
ก็คิดมากอยากได้วุ่นวายเดือดร้อน ดิ้นรน ค้นหา ได้มาแค่ขาดทุนและติดหนี้ 


เพราะบ้ายึดติดกับความโง่ ความปราถรามก ความโอ้อวด เป็นทาสความชอบ ชัง เฉย อยู่ตลอดเวลา 


แค่รู้ทันจะคิดหนอๆ ก็สุขผ่องใส ได้กำไร ไม่ต้องติดหนี้ใคร ปกติผู้อื่นก็เดือดร้อนเช่นนั้นอยู่แล้ว แล้วเราจะไปเพิ่มความเดือดร้อน ติดหนี้ ให้กับเค้าอีกทำไม


จากสายสืบนิสัยศาสตร์

 10 
 เมื่อ: ธันวาคม 03, 2017, 11:58:34 PM 
เริ่มโดย ซันนี่ - กระทู้ล่าสุด โดย ซันนี่
ผมไปเที่ยว แล้วโดนล้วง กระเป๋าเงินกับพาสปอรตหาย ผมเศร้ามากครับ
ทำไมผมต้องมาเจออะไรแบบนี้ด้วย ผมไม่เคยขโมยของๆ ใคร ผมยอมรับว่าของหายเกิดจากความประมาทของผมเองด้วย
 แต่โจรก็ไม่ควรทำแบบนี้ ผมมีคำถาม2 ข้อครับ
คือ 1 ผมงงครับผมเป็นพุทธ ของผมหายที่ประเทศที่ไม่ใช่พุทธ นีหมายความว่ากรรมส่งผลข้ามประเทศ ข้ามศาสนาได้ด้วยใช่ไหมครับ
2. 
ผมควรคิดปลอบใจตัวเองอย่างไรเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นครับ

ขอบคุณครับ

หน้า: [1] 2 3 ... 10

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ ธันวาคม 15, 2017, 11:34:30 PM