มีนาคม 26, 2017, 04:45:00 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูทีวีธรรมะออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: มีนาคม 22, 2017, 09:21:39 PM 
เริ่มโดย ภัทร - กระทู้ล่าสุด โดย homnil
โดนอะไรหรือเปล่าครับ -*-

 2 
 เมื่อ: มีนาคม 22, 2017, 09:21:26 PM 
เริ่มโดย ชินาธิ - กระทู้ล่าสุด โดย homnil
สาธุครับ

 3 
 เมื่อ: มีนาคม 22, 2017, 09:24:33 AM 
เริ่มโดย ธรรมไปได้ - กระทู้ล่าสุด โดย พงศ์ชัย กิตติพงศ์เดช
สนใจธรรมะเชิญนี่ครับwww.พุทธะ.com/buddha/วิมุตติธรรม_v4.pdf

 4 
 เมื่อ: มีนาคม 21, 2017, 09:25:32 AM 
เริ่มโดย ภัทร - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
1. ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ ถึงแม้เราจะนั่ง ยืน เดิน นอน ทำสมาธิประจำๆ แต่แทบจะไม่ได้นั่งคุกเข่าสวดมนต์เลย เมื่อนานๆทำครั้ง ธรรมชาติของคนเมื่อไม่ได้ทำสิ่งนั้นประจำๆ ก็จะต้องใช้เวลาในการกลับไปใช้งานได้เหมือนเดิม ปลายเท้าย่อมอ่อนรับน้ำหนักไม่ได้ นั่งคุกเข่าได้ไม่นาน ปวดปลายเท้า น้ำหนักตัวทิ้งลงที่ส้นเท้าตามกฏของแรงโน้มถ่วงแรงดึงดูดของโลก มันก็ย่อมเจ็บปวดเป็นหนักเป็นธรรมดา เหมือนคนที่ไม่เคยวิ่งก็คงวิ่งได้ไม่นาน ไม่เคยวิดพื้นก็ไม่อาจวิดพื้นรับน้ำหนักตัวได้ฉันนั้น

2. แต่หากสวดดมนต์ประจำๆแล้วปวดหนัก ถามว่าเคยนั่งสวดมนต์พิธีแปลทำวัตรเช้าเย็นคุกเข่าจนจบหรือไม่ แม่แต่ในตอนบวช หากไม่เคย นั่นก็เพราะไม่เคยฝึกฝนสิ่งนั้น
- ให้หัดฝึกให้ตนนั่งนานขึ้น เอาจิตตั้งอยู่ในบทสวดเบื้องหน้า รู้ปัจจุบันว่าสวดถึงที่ไหนยังไง นี่เรียกจิตตั้งมั่นในบทสวด จิตจะโล่งไม่ระส่ำเพราะไม่เสพย์อารมณ์อื่นนอกจากน้อมไปตามความหมายเนื้อหาของบทสวดนั้นๆ เรียกว่าภาวนาจากการสวดมนต์
 มีจิตเป็นอารมณ์เดียวน้อมมากขึ้น จิตเข้าสู่ขณิกสมาธิขั้นละเอียด จนถึงเข้าอุปจาระฌาณได้
- หากเข้าสู่อุปจารฌาณอารมณ์จิตมันอิ่ม อยู่ในภาวะที่เคลื่อนตัวเบาโหวงบ้าง โยกเยกบ้าง ตัวเหมือนมีกำลังจากภายในอัดขยายตัวเหมือนตัวเราใหญ่ขึ้นบ้าง หรือหนักอึ้งเหมือนเรากดจมดิ่งลงในปฐพีบ้าง จิตอิ่มเอมน้ำตาไหลแต่ด้วยไร้ความติดใจข้องแวะสิ่งไรๆมันอิ่มสุขเป็นของมันเอง

3. การทำสมาธิท่านทำที่ใจ มนสิการไว้ในใจ ทำไว้ในใจให้เป็นในกรรมฐานข้อนั้นๆ เรียกว่าความแยบคายในการทำไว้ในใจ ซึ่งสามารถทำได้ในอิริยาบถต่างๆ การละเวทนาได้ต้องเข้าฌาณเท่านั้น ขณิกสมาธิหรืออุปจาระสมาธิก็ยังมีเวทนาตามปรกติ ดังนั้นปวดขาเวลาสวดมนต์เมื่อสวดมนต์นานก็เป็นเรื่องปรกติ

4. ส่วนเรื่องสิ่งที่มองไม่เห็น ก็ทำใจให้สบาย ไม่ยึดมั่น เรามองไม่เห็นมันก็ไม่มีแค่นั้นเอง ถ้ามีจริงแล้วจะทำอะไรได้นอกจากทำตนเองให้ดี รู้ว่าผลกรรมมันหลีดกเลี่ยงไม่ได้ ใช้ให้มันหมดไปเสีย อย่าสร้างเพิ่ม หากรู้ว่ามีจริงแค่ใจน้อมให้เขารู้เห็นธรรมตามเราถึงธรรมตามเราให้เขาได้หลุดพ้นจากความเศร้าหมองและไเด้มาอนุโมทนาเอาบุญนี้ก็จบแล้ว

 5 
 เมื่อ: มีนาคม 20, 2017, 07:59:56 PM 
เริ่มโดย ภัทร - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
https://pantip.com/topic/31496614

http://www.payakorn.com/webboard_ans.php?q_id=37933

http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=1418480

http://palungjit.org/threads/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4.130827/page-32

http://larndham.org/index.php?/topic/26144-%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C-%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%81/page__st__4



 6 
 เมื่อ: มีนาคม 19, 2017, 01:57:15 AM 
เริ่มโดย ภัทร - กระทู้ล่าสุด โดย ภัทร
ก่อนอื่น ผมขออภัยหากสิ่งที่สอบถามเคยมีคนถามแล้ว แต่ผมได้ค้นหาก่อนตั้งกระทู้ พบว่ายังไม่มีครับ
  ผมเป็นคนชอบสวดมนต์ สวดมาตลอดช่วง 22 ปีที่ผ่านมาได้ เคยบวชเณร พระ พราห์ม อย่างละครั้ง และครั้งสุดท้ายที่บวชพราห์ม ได้รับรู้ถึงสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการให้และทิ้งไว้เป็นมรดกกับสัตว์โลกทั้งหลาย ซึ่งคือการละวาง
  ผมรู้ได้ในครั้งนึงว่าตนเป็นคนบาปหนัก เป็นบาปที่ได้สร้างไว้ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ รู้ได้ด้วยจิต ซึ่งทุกวันนี้ทำได้เพียงอุทิศและแผ่เมตตาจากบุญและกุศลที่ได้ทำมา
  สิ่งที่ผมไม่ทราบ คือลองพิจารณาแล้วพอจะเข้าใจบ้างแต่ไม่มั่นใจว่าสิ่งที่จิตเราตอบมันจะแน่นอน เหตุคือ ช่วงนี้เวลาผมสวดมนต์ ผมรู้สึกว่ากายเราหนักขึ้น หนักในลักษณะน้ำหนักของตัวเรามันลงไปที่ส้นเท้า รู้สึกเหมือนโดนใครมาขี่ แต่ไม่ได้หนักที่ช่วงหลัง หลายๆครั้งตื่นเช้ามักจะมีอาการปวดหลังและเอว ซึ่งอาการที่ว่าพึ่งจะเป็นช่วง 1-2 อาทิตย์นี้ (ผมออกกำลังกายตลอด ร่างกายค่อนข้างแข็งแรงแม้จะดื่มบ้างบางคราว)
  จึงขอรบกวนสอบถามท่านผู้รู้ว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งรู้สึกได้ชัดเจนมากเฉพาะช่วงสวดมนต์ประจำวัน และจักเป็นพระคุณมากหากแนะนำวิธีแก้ไขถ้าเหล่านี้เป็นสิ่งไม่ดี ช่วงปีสองปีที่ผ่านมาผมดวงตกพอสมควร ผมลองพิจารณาแล้วเห็นว่าอาจเป็นเจ้ากรรมนายเวร ซึ่งถ้าจริงอย่างที่คิดก็คงไม่คิดจะหลีกหนีกรรมแต่อย่างใดครับ
   ขออนุโมทนาแด่ทุกท่านผู้มีจิตเมตตาแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยผมแก้เหตุตามที่เรียนให้ทราบข้างต้นครับ

 7 
 เมื่อ: มีนาคม 16, 2017, 12:28:23 PM 
เริ่มโดย สมบัติ มาทำมา - กระทู้ล่าสุด โดย สมบัติ มาทำมา
ขออนุญาติ สอบถามผู้รู้ดังนี้นะครับ  ทุกวันนี้เวลามีงานศพก็จะมีคนรับเหมาจัดดอกไม้ประดับตกแต่งสวยงาม
แต่ผมสังเกตุไปงานศพแต่ละครั้งการตั้งรูปภาพคนตายก็จะตั้งไว้หัวคนโลงบ้าง ท้ายโลงบ้าง ไม่รู้อะไรถูกต้อง
ตามหลักศาสนพิธี  ที่ถูกต้องเป็นการวางไว้ทางปลายเท้าคนตายมิใช่เหรอครับ เศร้า

 8 
 เมื่อ: มีนาคม 11, 2017, 07:51:08 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
อบรมณ์ปัญญา ๑

..หลวงปู่บุญกู้ ท่านมักจะบอกสอนเราเสมอๆว่า ใช้ปัญญาสิๆ ท่อนจะสอนให้เราใช้ปัญญาเสมอๆ ก่อนนั้นเราก้ไม่ค่อยจะเข้าใจในสิ่งใดมากนัก เพราะเราโง่นั่นเอง เข้าใจแต่ว่า ทำสมาธิจึงจะฉลาดมีปัญญา
..เพราะสิ่งที่เราขาดคือปัญญา ความทำให้แจ้ง รู้แจ้งคู่สติให้มีไหวพริบ เฉลียว และ ฉลาด ในการดำรงชีพ ซึ่งเราไม่มีสิ่งนี้เลยเพราะเราเป็นผู้โง่อยู่ไม่มีปัญญา ขาดปัญญาในตอนนี้มากโขจนไม่มีในใจในสมองเลย เรามัวเอาแต่นำปัญญาความรู้ความสามารถที่มีไปใช้ไม่ถูกที่ไม่ถูกทางไม่ถูกกาล เมื่อเราทำการสะสมเหตุอิทธิบาท ๔ อย่างนี้อยู่เสมอมา พร้อมกับได้รับรู้จากคนรอบๆข้างมากขึ้น จึงทำให้เรารู้มากขึ้นว่า ตอนนี้ตนขาดปัญญาอย่างยิ่ง ดังนี้ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 มีนาคม 2560 เป็นต้นมา เราจักอบรมกระทำปัญญาให้แจ้งชัดดังนี้..

แรกเริ่มให้ฝึกสติให้มีกำลังคู่สมาธิ ให้เจริญ ๔๐ กรรมฐาน
เพราะหากสติมีกำลังตั้งมั่นจดจ่อในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้นาน จิตก็จะเป็นสมาธิมีความตั้งมั่นจดจ่อแนบแน่นเป็นอารมณ์เดียวตาม

- ปฏิบัติในกรรมฐาน ๔๐ ให้ตนมีจิตผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน
- มีสติเป็นเบื้องหน้าทำไว้ในภายใน เราจักทำใจให้ถึงพุทโธ ถึงความเป็นผู้รู้ปัจจุบัน รู้ของจริงต่างหากจากสมมติ ตื่นจากสมมติไม่หลงสมมติอยู่อีก เบิกบานพ้นแล้วจากสมมติกิเลสของปลอมทั้งปวง
ความรู้ปัจจุบันต่างหากจากสมมติ คือการรู้ว่าปัจจุบันกำลังหายใจเข้า หายใจออก รู้วาโยธาตุอันเป็นธาตุที่มีประชุมอยู่ในกายนี้ บริกรรมพุทโธเป็นชื่อพระพุทธเจ้า เป็นคุณของพระพุทธเจ้าการกำชับจิตให้รู้ว่าเรากำลังทำจิตให้เป็นพุทโธ ถึงพุทโธ คือ รู้ปัจจุบันรู้ของจริงต่างหากสมมติ
- มีสติเป็นเบื้องหน้าทำไว้ในภายใน หน่วงนึกถึงความ ว่าง ความไม่มี ความสงบ สบาย เย็นใจ สงบนิ่งไปเรื่อย

รูปฌาณ เพียร ตามรู้ดูธรรมนั้นไป หากนิมิตกับสภาวะที่จิตมนสิการนิมิตนั้นแยกจากความตรึกสำเหนียกรู้ได้ ให้ทำสติไว้ตามดูให้ตลอด อย่าไปขัดไปขืน ให้จิตมันเป็นไปของมันจนอิ่มเต็ม ภาวะนี้หากไม่หลุดจะยังปัญญาเกิดขึ้นแต่จมปลีักอยู่เฉพาะสมาธิในขั้นนั้นๆ เว้นเสียอแต่จิตดูอิ่มแล้วมีกำลังทำความสำเหนียกจับนิมิตที่เบื้องหน้ามีอาการหายใจเข้าจิตยกขึ้นจากอุปจาระสมาธิเข้าสู่ฌาณ หรือ จากปฐมฌาณเข้าสู่ระดับฌาณที่สูงขึ้น
หากมีอาการที่นิมิตกับสภาวะที่จิตมนสิการนิมิตนั้นแยกจากความสำเหนียกรู้แต่ตรึกไม่ได้ ไม่มีสัญญา แต่รู้อาการเหตุการณ์ความเป็นไปทั้งหมดอยู่ทุกๆขณะ จิตดิ่งมีสภาวะเหมือนวูบแช่นอนนิ่งไม่กระเพื่อมต่อนิมิตนั้น ก็ปล่อยให้มันเป็นไป อย่าไปขัดไปขืน ให้จิตมันเป็นไปของมันจนอิ่มเต็ม สภาวะนี้จิตอิ่มเคลื่อนฌาณ
อรูปฌาณ เพียรตามรู้ดูธรรมนั้นไป
มนสิการอากาสานัญญายตนะ กายเป็นของว่าง ไม่เป็นสิ่งที่น่าใครยึดปารถนา ความพ้นจากกายนี้เป็นสุข ไม่ต้องมาเจ็บ มาทุกข์ มาร้อน มาป่วย มาทรมานกับกายนี้อีก มีใจตั้งอยู่โดยไม่เนื่อด้วยกาย ปฏิฆะต่อกาย มีใจหน่วงนึกถึงความเข้าไปในอากาศที่ว่างเบื้องบนอันกว้างใหญ่ไพศาลไม่สิ้นสุด อาศัยลม กายลมนี้ดันขึ้นไปสู่ความว่างอันพ้นจากกายนี้
มนสิการวิญญานัญญาจตนะ แม้ล่วงพ้นกายไปทุกข์ก็ยังหยั่งลงได้อยู่ ด้วยความสุขอยู่ที่จิต สุขก็สุขอยู่ที่ ความคงไว้ซึ่งจิตที่ผ่องใสสว่างไสวย่อมไม่มีทุกข์ เอาจิตจับที่จิต
มนสิการอากิญจายตนะ ความไม่มีทุกข์คือไม่ติดใจข้องแวะสิ่งไรๆทั้งปวง ไม่มีเจตนา ไม่มนสิการ ไม่ยึดเอาสิ่งไรๆทั้งสิ้นทั้งปวง ความว่าง ความไม่มี ความสละคืน ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามเหตุปัจจัยของกรรม ดังว่ามนะย่อมจรท่องเที่ยวไป เกิด ดับ ตรงนี้ เกิดดับที่โน้น มีอาการปรุงแต่งให้เป้นไปล้วนแล้วแต่ด้วยวิบากกรรมที่ทำมาให้เป็นไป(กรรมเก่าแสดงผลให้เกิดขึ้นเป็นไปต่างๆนาๆ เพราะด้วยกรรมสมเด้จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสสอนให้ทำใน ทาน ศีล ภาวนา เพราะเป็นเจตนาในกุศล) เมื่อไม่ติดใจข้องแวะต่อกันความเบียดเบียนย่อมไม่บังเกิดมี ทุกข์ย่อมไม่มี เจตนากรรม ละเจตนาในธรรมารมณ์ทั้งปวงย่อมไม่มีทุกข์
เนวสัญญานาสัญญายตนะ ยังไม่ถึง
................

ฝึกสัมปะชัญญะ
ทำความรู้ตัวรู้กิจการงานที่กำลังทำอยู่ในปัจจุบันให้มาก ไม่ติดหลงไปตามสมมติความคิด หากเมื่อต้องใช้ความคิดก็รู้ว่าความคิดนั้นเป็นประโยชน์ใช้กับกิจการงานไรๆในปัจจุบัน เรากำลังคิดเรื่องอะไร แบบไหน ยังไงอยู่ในปัจจุบัน มีท่าทีและสภาวะเหตุการณ์สภาพแวดล้อมไรๆอยู่ปัจจุบัน การกำกับรู้ตัวว่า "หนอ" คือสัมปะชัญญะที่ก้าวไปสู่จิตที่ตั้งมั่นรู้ปัจจุบันด้วยปัญญา เช่น ยืนหนอ นั่งหนอ เดินหนอ นอนหนอ ยกหนอ ทำงานหนอ คิดหนอ รักหนอ โลภหนอ เงี่ยนหนอ โกรธหนอ แค้นหนอ ชังหนอ ขี้หนอ เยี่ยวหนอ กินหนอ หลงลืมหนอ การอบรมภาวนาจิตให้รู้ตัวในปัจจุบันกำกับรู้ด้วยคำว่า "หนอ" ขึ้นชื่อว่าเป็นการทำสัมปะชัญญะให้จิตตั้งมั่นลงตัวรู้เป็นปัญญารู้ปัจจุบันไม่หลงอยู่ในสมมติความคิดนั่นเอง ทำให้จิตตั้งมั่นง่าย เอื้อต่อสติ

ฝึกกำลังสติสัมปะชัญญและสมาธิตามกาลแบบง่ายๆ
    ...คิดก็รู้ว่าคิด คิดสิ่งใดอยู่ รัก โลภ โกรธ หลง กุศล อกุศล แต่ไม่ใช่ไปห้ามความคิด มันห้ามไม่ได้ มันเป็นธรรมชาติของจิตคือวิญญาณขันธ์ที่มีธรรมชาติที่คิด ไม่ต้องไปปรุงสมมติเพิ่ม ไม่ต้องไปสืบต่อ ทำใจตั้งมั่นไว้แค่สักแต่ว่ารู้เท่านั้นพอ
    ...ดังนั้นเมื่อรู้ว่า..คิด กำลังคิด ก็ให้ทำความรู้โดยสักแต่ว่ารู้ความรู้สึกนึกคิดของอารมณ์นั้นว่าเป็นรัก โลภ โกรธ หลง เงี่ยน กระสันอยาก ชัง แค้น ผูกใจเจ็บแค้น(เวร) ผูกใจหมายทำลายให้เขาฉิบหายวอดวาย(พยาบาท) หลงลืม ไม่รู้ตัว รุ้ว่ากำลังตรึกนึกคิดเรื่องราวนั้นๆแบบนั้นด้วยอารมณ์ที่ชอบ ใคร่ ชัง เกลียด ยินดี ยินร้ายในสิ่งแบบนั้นอย่างนั้นๆอยู่ มีความสำเหนียกในใจรู้ว่า ความคิดนี้เป็นคุณหรือเป็นโทษ เมื่อเป็นโทษ ก็รู้ว่าความรู้สึกนึกคิดนี้ๆเป็นโทษ ไม่ควรเสพย์ เช่น..
     - เมื่อเกิดความคิดอยากได้ของผู้อื่น เงี่ยนกระสันอยากเสพย์เมถุน ผูกเวรพยาบาทผู้อื่น หรือกำลังหลงเคลิ้มไปตามควมคิดเหล่านี้ทำมีสติเป็นเบื้องหน้า ทำใจไว้ในภายในสำเหนียกรู้ ระลึกกำกับรู้ว่า..
"ความคิดนี้เป็นทุกข์ ไม่ควรเสพย์ สักแต่ว่ารู้ แล้วเฉยตค่อความคิดนั้นๆ แล้วก็ปล่อยวาง"
     - เมื่อเกิดสติมีขึ้น ณ ที่ใด ต่อสิ่งใด ความรู้สึกนึกคิดใด มีอาการที่รู้ตัวรู้ใจทันก่อนจะทำสิ่งใด มีความยับยั้งช่างใจ ไม่เผลหลงไหลตามความคิดสมมติกิเลสเหล่านั้น ความรู้สึกนึกคิดนี้ความเสพย์ให้มาก แล้วตั้งมั่นวางใจไว้พิจารณาดูสาภแวดล้อม ความคิดนี้มีคุณประโยชน์สุขเอื้อเฟื้อเกื้อกูลเว้นจากความเบียดเบียน ความคิดนี้ควรเสพย์



ฝึกปัญญาโดยการเปิดทัศนคติและอารมณ์ความรู้สึก

- เปิดโล่งกว้าง รับเอาความรู้เรียนรู้ทุกอย่าง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในสิ่งใหม่ๆ มองในหลายมุมมองที่จะเป็นไปได้ หรือพิจารณาประยุคใช้ในสิ่งที่มีกับความรู้ความเข้าใจที่ตนทีให้เข้ากันได้และได้ผลออกมาในทางที่แปลกใหม่ดีขึ้น กำจัดขยะในสมอง น้อมรับทุกๆสิ่ง ทำจิตให้ผ่องใส มีใจเอื้อเฟื้อ เว้นจากความเบียดเบียน
ทำให้แจ้งชัดวิชาความรู้ทั้งหมดทั้งปวงในทั้งทางโลกและทางธรรม
- เปิดน้อมรับเอาความรู้ใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ วิชาความรู้ต่างๆและวิชาความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอๆ มิขาด เรียกว่าเป็นการรู้โลก แจ้งในทางโลก ทุกวันมันวิวัฒนาการไปเรื่อยเราก็ต้องเปิดกว้างเรียนรู้ทุกอย่างให้มาก ยิ่งรู้มากก็ยิ่งแจ้งชัดมาก รู้ทางโลกก็แจ้งชัดทางโลก รู้ธรรมก็แจ้งชัดทางธรรม
- รับรู้คบมิตร วางตัวให้เป็น
เช่น การรู้จักคน เพื่อนเรียน เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน คนรอบข้าง โดยเราจะเข้าถึงคนได้ ต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา อล้วจะทำอย่างไรให้เอาใจเขามาใส่ใส่ใจเราได้-ก็ต้องเป็นพวกเดียวกับเขาก่อน แล้วจะทำอย่างไรจึงเป็นพวกเดียวกับเขาได้-เราก็ต้องทำความเข้าใจในบุคคลนั้นๆ โดยสัมผัสดูอาการท่าทีเขา ทำความรู้จักใจเขา เปิดใจรับเขา เรียนรู้ยอมรับฟัง ประสานงาน ร่วมงาน ทำความคุ้นเคย เหมือนดั่งเราสนิทชิดชอบกับใครก็ย่อมรู้ได้ว่าเขารัก ชัง เกลียด ชอบ สิ่งใด เป็นคนแบบไหน ยังไง เป็นต้น
- ทำความแจ้งชัดในคุณ และโทษ ของอารมร์ความรู้สึก ธรรมมารมณ์ทั้งปวงที่เกิดมีขึ้นแก่ตนอยู่เสมอๆ แล้วแยกแยะให้แจ้งชัดว่าสิ่งไหนควรเสพย์ ไม่ควรเสพย์
- ทมะ คือ ข่มใจ ไม่ตามอารมณ์ความรู้สึก
ขันติ คือ รู้จักละ วาง อดทนรอกาลอันควร เรียกว่าฉลาดในกาลที่จะพูดจะทำ
โสรัจจะ คือ ประพฤติดีงาม ทำความเย็นใจเว้นจากความเบียดเบียนทั้งตนเองให้เร่าร้อนและหยั่งผุ้อื่นให้ฉิบหาย โดยเลือกธรรมมารมณ์ที่ควรเสพย์ รัก โลถ โกรธ หลง มันเบียดเบียนกายใจตนเองอยู่พึงละความติดใจข้องแวะนั้นๆกับมันไปเสีย ข้องใจอารมณ์ความรู้สึกเหล่านี้จากการรู้สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีแต่ทุกข์, สลัดทิ้ง สละคืน ทำไว้ในใจตั้งมั่นไว้ในใจ หรือหทัยวัตถุว่าจักไม่เอนเอียงเอนไหวเคลื้อมตามอารมร์ความรู้สึกนี้ๆ มันเป็นโทษ

อบรมปัญญทั้งทางโลกและทางธรรมโดยใช้โดยพละ ๕, อินทรีย์ ๕

มีสติ ปัญญาให้มาก
- สติ คือ เป็นประธานควบคุมทุกสิ่ง ทั้ง ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา
- ปัญญา คือ ความความรู้ความสามารถที่มี ความเข้าถึงชัดแจ้งโลกและธรรรม ความรู้จริง เห็นชัดตามจริง
- การมีสติปัญญากำกับคู่กัน คือ มีไหวพริบ มีหัวพลิกแพลงประยุคใช้ มีความคิดสร้างสรรค์ผลงาน ประครองชีวิตได้ดีทั้งทางโลกและทางธรรม มีความเป็นเหตุและผลที่ดี สามารถนำความรู้คึวามสามารถที่มีทั้งหมดมาประยุกต์ใช้ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ดีงาม ด้วยเหตุดังนี้ พระตถาคตเจ้า พระบรมศาสดานั้นจึงสอนสาวกให้มีสติปัญญาเสมอๆ โดยพระบรมศาสดาจะทรงสอนให้เราหัดรู้ทันกายใจตน ว่ากำลังเป็นไปในทิศทางไหนอย่างไร โดยทำสักแต่ว่ารู้ และไม่ร่วมเสพย์ทำตัวรู้ให้แยกจากความรู้สึกนึกคิด ทำปัญญาโดยความเลือกเฟ้นพิจารณาสิ่งที่รัรู้หรือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยทำความเข้าใจต่อสิ่งนั้นๆให้มาก ฉลาดในการปล่อยวางและฉลาดพลิกแพลง
** หากมีปัญญาโดยขาดสติกำกับรู้ความยั้งคิด ยับยั้งชั่งใจไว้อยู่ คือ มีความรู้ความสามารถแต่ใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูกกาล ไม่รู้จักวิธิใช้หรือนำมาใช้งานให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี
** ความไม่มีสติสัมปะชัญญะ คือ การระลึกไม่ได้ ไม่รู้เท่าทันกายใจ มีกิริยาที่ทำให้ยั้งคิดไม่ได้ แยกแยะสิ่งที่ควรไม่ควรทำไม่ได้ ยับยั้งชั่งใจทำใจให้ปล่อยวางไม่ได้ ไม่รู้ทันอารมณ์ความรู้สึกของกายใจในปัจจุบัน
** เมื่อขาดสติปัญญาก็ไม่เกิดผลย่อมเป็นการใช้อารมณ์ความรู้สึกสุ่มปัญญาไปในทางที่ผิด ดังนั้นคงที่เก่งฉลาดเป็นบัณฑิตเป็นศิษย์สาวกของพระอรหันตสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดาต้องใช้ปัญญาได้ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยมี สติ สัมปะชัญญ ศรัทธา วิริยะ สมาธิกำกับอยู่เสมอ

- คนที่ยังอาศัยทางโลกแต่มุ่งมั่นไปแบบลืมหูลืมตาไม่มีสติสัมปะชัญญะกำกับอยู่ ไม่อาศัยปัญญาเข้าใจโลก รู้แจ้งโลก เข้าถึงความเป็นโลก เขาเรียกฟุ้งซ่าน เคร่งเเครียดกับงานจนเกินเหตุทางโลกเขาก็ว่าบ้า  หมกมุ่น ออทิสติก แม้เก่งในงานแต่ก็ร่วมงานกับใครเขาไม่ได้ ไม่เป็นที่รักของคนรอบข้าง
    ...การทำหน้าที่ทางโลก เราต้องเข้าใจโลกและสภาพแวดล้อมรอบตัว คนรอบข้าง การจะทำสิ่งใดก็แล้วแต่ต้องมีสติสัมปะชัญญกำกับรู้ให้ระลึกเท่าทันได้ เปิดรับความรู้ให้มาก การที่บอกว่าตนไม่รู้ ตนโง่ แล้วขอความรู้ความช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่ใช่เรื่องผิด เขาเรียกใจเปิดกว้างละมานะทิฐิในตนได้ ไม่ติดใจคำติฉินนินทา ความคิดใดเกิดขึ้นในอกุศลรู้ทันว่าความคิดนี้เป็นทุกข์ไม่ควรเสพย์ แค่รู้สักแต่แต่ไม่เสพย์ ข่มใจได้ ยอมได้แม้ผู้ที่อ่อนกว่าเป็นสมบัติของมหาบุรุษ เป็นมิตรได้กับคนทั้งโลก ไม่เอาความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น ไม่ยุให้เขาแตกกัน ยินดีให้คนสามัคคีกัน แบ่งปันช่วยเหลือกีัน มีปัญญาฉลสาดรู้กาลที่จะพูดกล่าวสิ่งใด คือ ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกพูด เป็นผู้ที่ยอมรับฟังผู้อื่นแล้วก็ดูความเป็นเขาความต้องการของเขาแล้วพิจารณาการที่จะตอบคำพูดและความต้องการของเขาออกไปโดยไม่เอาอารมณ์ของตนเป็นใหญ่ กล่าวในช่วงที่เขาพูดจบช่วง เว้นช่วง ที่เขาพยายามจะสื่อ หรือช่วงเวลาที่เขาใ

 9 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 03:14:44 PM 
เริ่มโดย ผาสุขธรรม - กระทู้ล่าสุด โดย โคมารุซิม
คำคมอันนี้ผมถือว่ามันช่างดีมากเลย

 10 
 เมื่อ: มีนาคม 10, 2017, 03:14:16 PM 
เริ่มโดย ภูอนันตโชค - กระทู้ล่าสุด โดย โคมารุซิม
เข้าใจอย่างท่องแท้เลย

หน้า: [1] 2 3 ... 10

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ มีนาคม 21, 2017, 09:53:58 AM