สิงหาคม 18, 2017, 02:30:49 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: สิงหาคม 09, 2017, 10:19:25 AM 
เริ่มโดย มุ่ยซัน - กระทู้ล่าสุด โดย Nikocruz
งานนี้ผมก็อยู่ในเหตุการณ์

 2 
 เมื่อ: สิงหาคม 05, 2017, 10:43:14 PM 
เริ่มโดย เด็กหน้าวัด - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
สาธุ

 3 
 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2017, 04:46:25 PM 
เริ่มโดย Chayjames - กระทู้ล่าสุด โดย Chayjames
ขอบคุณครับผมเริ่มที่จะกระจ่างแล้วอธิบายได้เข้าใจง่ายมากครับผมเฝ้าถามใคนต่อใครอยู่ตลอดเรื่องการทำสมาธิแต่ก็ไม่เคยได้คำตอบที่ลึกแล้วเป็นจริงเท่านี้มาก่อนขอบคุณมากครับผม สาธุครับ

 4 
 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2017, 04:06:38 PM 
เริ่มโดย Chayjames - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
เสียงธรรมชาติทำให้เรานึกถึงความสงบ เป็นที่สบายกายใจ ไม่ร้อนรุ่ม ร้อนรน เมื่อใจเราน้อมไปในสิ่งนี้ก็เกิดความแช่มชื่น ผ่องใส อิ่มใจ ไม่มีใจติดข้องแวะสิ่งไรๆ ทำให้ใจเราอยู่โดดๆ ในความสงบ ปักลงในความรู้เท่านั้น เมื่อทำปล่อยๆก็ได้ตามนี้จนเกิดเป็นจริตที่เวลาเราทำสมาธิจะต้องนึกถึงสิ่งนี้ ก็เป้นการทำสัญญากับใจไว้นั้นเอง แนวทางมีมาก ทางทีุ่ถูกคือตามครูบาอาจารย์สอน ส่วนที่ผมจะแนะนำก็เป็นสิ่งที่ปุถุชนอย่างผมนั้นพอจะคิดอนุมานเอาได้คือ

วิธีที่ 1. สนองความต้องการของใจ ตามที่สำคัญมั่นหมายเอาไว้ คือ หาเสียงธรรมชาติซึ่งมีมากในอินเตอร์เน็ต มาเปิดฟังแล้วทำสมาธิปิดห้องนั่งฟังเสียงเงียบๆเลาไม่มีคนหรือยามดึก แล้วทำสมาธิไป

วิธีที่ 2. ทำสะสมเหตุ คือ ทำกายใจให้สบายๆ ง่ายๆ ชิวๆ ไม่ตรึงเครียด ไม่หวังกระสันเอาผลจากสมาธิ จะได้ไม่ได้ช่างมัน รู้แค่ว่าเราทำสะสมเหตุภาวนาอบรมจิต ทำถวายเป็นพุทธบูชาเพื่อบุญบารมีอันไพศาลแก่พ่อแม่บุพการี จากนั้นตั้งใจมั่นปักหลักปักตอไว้ที่ปลายจมูกรู้ลมหายใจเข้าออกไปเรื่อย มันจะหลุดไปที่ใดคิดอะไรอยู่ก็ช่างมัน มันจะดิ่งวูบ หรือวูบวาบๆหูอื้อแต่นิ่งอยู่ก็ช่างมัน มันจจะวูบดูเห็นเข้าแทรกเรื่องราวความคิดใดๆก็ช่างมัน เราคือใจ ใจนี้มีหน้าที่แค่รู้เท่านั้น ไม่มีหน้าสั่ง ไม่มีอะไร ถ้ามันหลุดไปแช่หรือเพ่งดูนิมิตภาพอะไรอยู่ก็แค่มีสติรู้ว่าดูนิมิต รู้ว่าแช่แล้วปล่อยมันไป บางช่วงมันจะเบลอๆวูลลงเหมือนเราไม่มีสติ กำลังจะหมดสติก็ไม่ต้องตกใจปล่อยมันไป แค่จิตมันกำลังจะเข้าไปพัก เราก็แค่ปล่อยมันพัก

วิธีที่ 3. อานาปานสติด้วยพุทโธและการนับ คือ
1. หายใจเข้าบริกรรมพุท หายใจออกบริกรรมโธ นับ 1 แล้วก็หายใจเข้าบริกรรมพุท หายใจออกบริกรรมโธ นับ 2 -3-4-5-6-7-8-9-10.. ไปเรื่อยๆ พุทโธนี้เป็นมูลกรรมฐานในกรรมฐานทั้งปว
2. หากไม่บริกรรมทำแต่รู้ลมหายใจออกและเข้า หรือเข้าแล้วออก นับ 1 -2-3-4-5-7-8-9-10.. ไปเรื่อยๆ จนครบ 108 ครั้ง อานาปานสติเป็นยอดในกรรมฐานทั้งปวง เป็นกรรมฐานของพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และพระอริยะทั้งหลาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าพระองค์ทรงเป็นผู้มีอานาปานสติเป็นอันมาก คือ รู้ลมหายใจตนอยู่ตลอดเวลา และเมื่อเราเข้าฌาณทรงฌาณได้จิตมันจะจับอยู่ที่ลมหายใจเสมอๆแทบจะไม่ปล่อยห่างจากลมหายใจเลย

   ถ้ามันหลุดไปแช่หรือเพ่งดูนิมิตภาพอะไรอยู่ก็แค่มีสติรู้ว่าดูนิมิต รู้ว่าแช่แล้วปล่อยมันไป บางช่วงมันจะเบลอๆวูลลงเหมือนเราไม่มีสติ กำลังจะหมดสติก็ไม่ต้องตกใจปล่อยมันไป แค่จิตมันกำลังจะเข้าไปพัก เราก็แค่ปล่อยมันพัก

วิธีที่ 4. สงบนิ่งแบบเด็กๆ คือ สงบนิ่งเหมือนสมัยเด็กที่เรียนแล้วสวดมนต์หน้าเสาธง แล้วจะยืนสงบนิ่ง 1 นาที เราระลึกถึงสมัยเด็กเวลาสงบนิ่ง เราก็ทำความสงบนิ่งไม่คิด ไม่เอาอะไร ทำความสงบใจ จิตนิ่งไม่ไหวไปไหน เงียบ นิ่ง ว่าง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น อุบายว่า่ไม่มีใจเข้ายึดครองภายนอกและภายใน ธรรมชาติของจิตเดิมเรานี้มันคือว่าง คือไม่มีอะไร นอกจากนิ่ง รู้ด้วยอาการที่เฉยอยู่เท่านั้น ความสงบนิ่งว่างมีมากในใจ ตั้งเอาสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ ถ้ามันหลุดไปแช่หรือเพ่งดูนิมิตภาพอะไรอยู่ก็แค่มีสติรู้ว่าดูนิมิต รู้ว่าแช่แล้วปล่อยมันไป บางช่วงมันจะเบลอๆวูลลงเหมือนเราไม่มีสติ กำลังจะหมดสติก็ไม่ต้องตกใจปล่อยมันไป แค่จิตมันกำลังจะเข้าไปพัก เราก็แค่ปล่อยมันพัก

วิธีที่ 5. ของจริงต่างหากจากสมมติ คือ จิตรู้สิ่งใดสิ่งนั้นคือสมมติทั้งหมด เวลาทำสมาธิ ทำอะไร มันมักจะคิดเรื่องนั้น เรื่องนี้ไปเรื่อย ก็ให้รู้ว่าสิ่งนั้นคือสมมติความคิด ไม่ใช่ของจริง ไม่มีอยู่จริงในปัจจุบัน ของแท้ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเท่านั้น เป็นธาตุลมในกายเรานี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อกาย เป็นสิ่งที่พยุงกายให้ดำรงอยู่ หากไม่มีลมหายใจเราก็ตาย ดังนั้นการรู้ลมหายใจนี้แลคือรู้ของจริงใน ธาตุ ๔ อันเป็นกายสังขาร
 ถ้ามันหลุดไปแช่หรือเพ่งดูนิมิตภาพอะไรอยู่ก็แค่มีสติรู้ว่าดูนิมิต รู้ว่าแช่แล้วปล่อยมันไป บางช่วงมันจะเบลอๆวูลลงเหมือนเราไม่มีสติ กำลังจะหมดสติ ดิ่งลงนิ่งแช่ไม่ขยับอะไรก็ไม่ต้องตกใจปล่อยมันไป แค่จิตมันกำลังจะเข้าไปพัก เราก็แค่ปล่อยมันพัก

พระอรหันต์ท่านจะสอนเสมอๆว่า "อย่าทิ้งพุทโธ อย่าทิ้งลมหายใจ"

วิธีที่ 6. สอบถามพระอุปัชฌาย์ เพราะท่านบวชให้เรา พระอุปัชฌาย์ท่านก็ต้องมีกรรมฐานเป็นอันมาก ให้ถามครู


(จิตเรานี้มันเสพย์ยึดเอาทุกสิ่งที่มรากระทบจนไม่มีเวลาได้พัดแแม้แต่เสี้ยววินาที ซึ่งสมาธิมีอานิสงส์ คือ จะทำให้จิตเป็นกุศล ฉลาดในการปล่อยวาง มีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะไม่เพื่อมกวัดแกว่งไปตามกิเลสเครื่องล่อใจทั้งปวง ครูบาอาจารย์ท่านสอนว่า กรรมฐาน 40 มีไว้ให้จิตได้พัก ด้วยประการดังนี้

เมื่อบวชแล้วก็ทิ้งเสียการต่อเล่นเน็ตเพราะสุ่มเสี่ยงการเห็นรูปสาวๆเปลือยๆกาย สวยๆ จนเกิดกำหนัด แล้วแกล้งให้น้ำอสุจิเคลื่อน อาบัติสังฆาทิเสสนี้ทำให้ปิดกั้นสมาธิไม่สามารถทำสมาธิได้ จิตจะฟุ้งซ่านตลอดเวลาสงบไม่ได้ ต้องอยู่ปริวาสกรรมแล้วสึกออกเป็นฆราวาส ดังนั้นกระทู้ที่ผมตอบนี้น่าจะครอบคลุมแก่ท่านนะครับ)



 5 
 เมื่อ: สิงหาคม 01, 2017, 01:24:18 PM 
เริ่มโดย Chayjames - กระทู้ล่าสุด โดย Chayjames
ผมเป็นคนที่ต้องมีเสียงธรรมชาติถึงจะมีสมาธิ มีวิธีจะฝึกสมาธิแบบใหนบางครับตอนนี้บวชอยู่

 6 
 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2017, 05:41:10 PM 
เริ่มโดย ๑ บาท - กระทู้ล่าสุด โดย ๑ บาท
เมื่อ อารมณ์เข้ามากระทบ วิญญาณจิต(เห็น ได้ยิน ...) จิตจะขึ้นสู่วิถี  ตัวเจตสิกตัวหนึ่งคือ เจตนาเจตสิก จะกระตุ้นเจตสิกอื่นๆให้ขึ้นทำหน้าที่ของตนๆ
เมื่อนั้น ชวนะจิตก็เกิดขึ้น ก่อเกิดเป็น กุศล อกุศล แล้วแต่ เจตสิกที่เข้าประกอบ(ปรุงแต่ง)
หาก เจตสิกที่เป็น ฝ่ายชั่ว เข้าประกอบ ก็จะปรุงแต่งให้เป็น อกุศลจิต มี โลภ โกรธ หลง พยาบาท อิจฉา ฯลฯ
หาก เจตสิกที่เป็น ฝ่ายดีงาม เข้าประกอบ ก็จะปรุงแต่งให้เป็น กุศลจิต มี ศรัทธา สติ สมาธิ ปัญญา  ฯลฯ

 7 
 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2017, 05:27:58 PM 
เริ่มโดย ๑ บาท - กระทู้ล่าสุด โดย ๑ บาท
จิต หรือ วิญญาณธาตุทั้ง ๗ แบ่งตามกิจ ๑๔ ได้เป็น


๑. ทัสสนกิจ หน้าที่เห็นรูปทางประสาทตา ได้แก่ จักขุวิญาณธาตุ
๒. สวนกิจ ทำหน้าที่ได้ยินทางประสาทหู  ได้แก่ โสตวิญญาณธาตุ
๓. ฆายนกิจ ทำหน้าที่รู้กลิ่นประสาทจมูก  ได้แก่  ฆานวิญญาณธาตุ
๔. สายนกิจ ทำหน้าที่รู้รสประสาทลิ้น      ได้แก่  ชิวหาวิญญาณธาตุ
๕. ผุสนกิจ หน้าที่รับสัมผัสทางกายประสาท ได้แก่ กายวิญญาณธาตุ
๖. สัมปฏิจฉันนกิจ หน้าที่รับปัญจารมณ์ ต่อจากประสาทเหล่านั้น  ได้แก่ มโนธาตุ

ส่วนมโนวิญญาณธาตุ ทำหลายหน้าที่ ดังนี้
๗. ปฏิสนธิกิจ ทำหน้าที่สืบต่อภพใหม่ เป็นขณะจิตแรกที่ปรากฏขึ้นในภพใหม่ มีเพียงขณะจิตเดียวเท่านั้น
๘. ภวังคกิจ ทำหน้าที่ รักษากรรมวิบากของรูปนามสืบต่อจากปฏิสนธิจิต และกรรมชรูปให้ดำรงอยู่ตราบเท่าอายุขัย
๙. อาวัชชนกิจ หน้าที่พิจารณาน้อมนึกอารมณ์ที่มาปรากฏ
๑๐. สันตีรณกิจ การทำหน้าที่ไต่สวนอารมณ์ต่อจากสัมปฏิจฉันนจิต
๑๑. โวฏฐัพพนกิจ การตัดสินกำหนดปัญจารมณ์ โดยความเป็นกุศล อกุศล
๑๒. ชวนกิจ การเสพอารมณ์ ๖ ด้วยกุศล อกุศล กิริยาจิต และโลกุตตรวิบากจิต บุญหรือบาปย่อมเกิดในขณะแห่งชวนกิจนี้
๑๓. ตทาลัมพนกิจ ทำหน้าที่เก็บอารมณ์ที่เหลือจากชวนเสพแล้ว
๑๔. จุติกิจ หน้าที่เคลื่อนจากภพ


 8 
 เมื่อ: กรกฎาคม 10, 2017, 07:06:08 PM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
วิญญาณธา่ตุ มีในที่ใด เวทนาเกิดขึ้นมีในที่นั้น

วิญญาณธาตุนี้ เป็นตัวรู้เวทนาสัมผัส นั่งสมาธิปวดขา เพราะมีใจเข้ายึดครองในขา เวทนาจึงเกิดมีที่นั่น

 9 
 เมื่อ: กรกฎาคม 09, 2017, 04:23:41 PM 
เริ่มโดย เด็กหน้าวัด - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
สาธุ

 10 
 เมื่อ: กรกฎาคม 06, 2017, 09:53:19 AM 
เริ่มโดย เกียรติคุณ - กระทู้ล่าสุด โดย เกียรติคุณ
หลักธรรมคำสอน พระอาจารย์นพพร  อาทิจฺจวํโส

วิญญาณธาตุ

พิจารณาธรรม วันอาทิตย์ที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๔ 
เวลา ๒๑.๒๓ น.
                ๖. วิญญาณธาตุ  ธาตุรู้มีความรู้สึก เรียกวิญญาณ  วิญญาณความรู้สึกภายใน ๖  วิญญาณความรู้สึกภายนอก ๖  วิญญาณความรู้สึกภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณความรู้สึกภายนอก คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

                วิญญาณ ความรู้สึกเกิดขึ้นที่ตา ขณะเห็นรูป ความรู้สึกเกิดขึ้นที่หู ขณะได้ยินเสียง ความรู้สึกเกิดขึ้นที่จมูก ขณะได้กลิ่น ความรู้สึกเกิดขึ้นที่ลิ้น ขณะได้รู้รส ความรู้สึกเกิดขึ้นที่กาย ขณะได้กระทบโผฏฐัพพะสัมผัส ความรู้สึกเกิดขึ้นที่ใจ ขณะได้รู้ธรรมารมณ์

                วิญญาณ ความรู้สึกเกิดขึ้นที่จิต ที่มีการกระทบสัมผัสกันแล้ว เป็นธรรมารมณ์ รู้ตามสัญญา รู้ตามอาการ รู้ตามลักษณะ ท่าทาง รู้ตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียน รู้ตามจิตจินตนาการ รู้ตามสมมุติบัญญัติทั่วไปมีวิญญาณความรู้สึก ตามที่ได้เห็น ได้ยินได้ทราบได้รู้สึก ได้รู้ตามเห็นตามที่ได้ปฏิบัติตามให้มีให้เป็นขึ้น เรียกว่า ภาวนาก็ได้

                วิญญาณความรู้สึก ต้องใช้สติปัญญาพิจารณาตลอดใช่ไหม?  ใช่! รู้ตามสัญญาจริงไหม? จริง! วิญญาณมีลักษณะรู้สึก ตามที่ได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสกับอารมณ์ รู้ตามสัญญาอารมณ์ รู้สึกแล้วปรุงแต่งไปตามอารมณ์ จะเป็นอตีตารมณ์ อารมณ์อดีต ปัจจุบันนังอารมณ์ อารมณ์ปัจจุบัน และบางคราวอาจรู้สึกได้ในอนาคตอารมณ์ อารมณ์อนาคต อันเป็นความรู้สึกของวิญญาณอย่างสูง อนิจจังไม่เที่ยงใช่ไหม? ใช่!

                 ถ้ามีสติสัมปชัญญะดี ก็มีความรู้สึกได้ตลอด ที่มีการกระทบสัมผัสใช่ไหม? ใช่!รู้สึกได้ตลอดมีไหม? มี!

รู้สึกได้ไม่ตลอดมีไหม? มี! รู้สึกแล้วทำเป็นไม่รู้ได้ไหม? ได้! รู้สึกแล้วก็มีใช่ไหม? ใช่ ! รู้สึกแล้วไม่เอาก็มีใช่ไหม ? ใช่ ! รู้สึกบางทีก็รู้ภายในใช่ไหม? ใช่ ! รู้สึกบางทีก็รู้ภายนอกใช่ไหม? ใช่! รู้สึกบางก็รู้ทั้งภายในภายนอกใช่ไหม? ใช่ ! รู้สึกแล้วอุเบกขาวางเฉยได้ไหม? ได้ !

                 ถ้าประสาทหรือกายะประสาททั้ง ๖ หรือทั้งหมด หรือส่วนใดส่วนหนึ่งในภายในตายไปเสีย ชำรุดเสีย พิการเสีย จะรู้สึกได้ไหม? ไม่ได้! แล้วตัวรู้ที่อาศัยประสาทสัมผัสหรือกายะประสาทสัมผัสหายไปไหน? หายไปที่จิตไม่รู้สัมผัส! ถ้าประสาทเสียหมด! ตายหมด! มันก็ว่างเปล่าทั้งหมด เพราะไม่มีวิญญาณความรู้สึกใช่ไหม? ใช่! มันว่างไปแล้ว ส่วนนั้นใช่ไหม? ใช่! ไม่มีวิญญาณความรู้สึกได้เลยจริงไหม? จริง! เป็นอนัตตาว่างเปล่าจากตัวตนได้ไหม? ได้!

                จิต มีอุปาทานยึดถือวิญญาณความรู้สึก ในความรู้สึกทั้งภายใน ทั้งภายนอกเป็นทุกข์ไหม? เป็น! จิตในจิตที่ยังอยากรู้สึกเป็นสมุทัยเหตุให้เกิดทุกข์ใช่ไหม? ใช่!

                จิตพิจารณาจิต จิตรู้สึกในจิต รู้สึกในความรู้สึก ที่มีขณะจิต เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับไปของจิต ของความรู้สึกที่จิตจนถึงความสงบระงับจิต สงบระงับความรู้สึกที่จิต เป็นนิโรธะ ความดับทุกข์ที่จิต ตัณหาความรู้สึกอยากหมดไปเหลือเป็นความเป็นเองของจิต ที่มีความรู้สึกอุเบกขาวางเฉยโดยธรรมชาติ ไม่ยึดถือแต่มีความพอดีของจิต ของความรู้สึก เป็นมรรคจิต ที่จิตถอนออกจากอุปาทาน ที่ยึดมั่นในความรู้สึกทั้งหลาย ทั้งภายในทั้งภายนอก ในขณะจิตเดียวที่พ้นจากความรู้สึกผูกพันของวิญญาณความรู้สึก

                จิตสงบระงับความรู้สึกโดยชอบ ไม่หวั่นไหวในอารมณ์ ไม่หวั่นไหวกับความรู้สึก ธาตุทั้ง ๖ แม้มีอยู่ก็เหมือนไม่มี  ความรู้สึกในธาตุทั้ง ๖ ที่เคยมีว่าเป็นเรา เป็นของเรา เราเป็นธาตุ ๖ ธาตุ ๖ เป็นเรา  เรามีอยู่ในธาตุ ๖ ธาตุ ๖ มีอยู่ในเรา หมดความสงสัย สักกายทิฏฐิก็พลอยสิ้นไปด้วย ความลังเลสงสัยในธาตุ ๖ ก็ดับ  สีลพตปรามาสก็ไม่มี  กามราคะ ปฏิฆะ  ก็ไม่กระทบก่อกวน รูปราคะ อรูปราคะ ก็เป็นสิ่งธรรมดา อุทธัจจะก็หายฟุ้งซ่าน  มานะอวิชชา ก็อุเบกขาวางเฉยด้วยความรู้ จิตสงบมีญานรู้ในความรู้ พ้นจากความเป็นทาสของอารมณ์ ๖  ของธาตุรู้ ๖ อยู่ด้วย ใจสบาย  สงบ สงัด วิเวกจิต  ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นวัตถุธาตุ  จัดเป็นรูปธรรม อากาศวิญญาณ จัดเป็นนามธรรม เพราะเนื่องกับจิตและสัมพันธ์กับกาย จึงปรากฏเป็นรูปธรรมนามธรรม

                เป็นรูปเป็นนาม เป็นนามรูป รูปนามขันธ์ ๕  ในปัจจยาการ ท่านจัดเอานามไว้หน้า เอารูปไว้หลัง สมมุติเรียก  นามรูปเพราะอะไร? เพราะเอานามจิตความรู้สึกส่วนรู้เป็นสำคัญ ส่วนรูปหรือกาย เอาไว้เป็นบ่าวรับใช้จิตเจ้านาย !

                มีความรู้แต่ไม่ใช้ความรู้จะดีไหม? ไม่ดีค่ะ! ผู้มีความรู้ใช้ความรู้ซะหมดเลยดีไหม? ไม่ดีค่ะ! ความฉลาดพบกับความเฉียบขาด ผลเป็นไง ก็จ๋อยไปนะซิคะ! แฮ่!! ใครมีความรู้ก็วิจารณ์ได้ ใครไม่มีความรอบรู้ก็วิจารณ์บ่ได้ฮิ!! คนที่มีความรู้แล้วไม่วิจารณ์คงมีไม่ใช่เหรอ!! แฮ่!! คนดีด้วย เก่งด้วย มีความรอบรู้ด้วย มีความชำนาญด้วย เป็นยังไง! ก็ดีมากๆ !! คนดีมีศีลธรรมพ้นทุกข์ได้เป็นผู้ประเสริฐ วิญญาณ ความรู้สึกภายในวิญญาณ ความรู้สึกภายนอก เมื่อถึงกาลสมัยก็แปรไปเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้แล

http://artitjawangso.com/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0/%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%99/83-2013-08-28-07-01-53

หน้า: [1] 2 3 ... 10

บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ สิงหาคม 04, 2017, 02:13:44 AM