กุมภาพันธ์ 25, 2017, 11:31:42 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูทีวีธรรมะออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ธรรมะจากหลวงตาเชย  (อ่าน 3240 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กหน้าวัด
เด็กใหม่
นักบุญผู้ใจดี
*****

พลังความดี : 696


เพศ: ชาย
กระทู้: 13275
สมาชิก ID: 1


เว็บไซต์
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2012, 08:14:56 AM »

Permalink: ธรรมะจากหลวงตาเชย
ธรรมะจากหลวงตาเชย


--------------------------------------------------------------------------------

 ...การที่เราได้พิจารณาธรรมของเราว่า เราสามารถมองเห็น

ตัวเอง คือ มองเห็นจิตตัวเอง ว่าขณะนี้เรากำลังคิดอะไรอยู่ เราเป็น

คนคิดอะไรเป็น เราสงบเราก็รู้อยู่ เราไม่สงบเราก็รู้อยู่ อันนี้เป็นสิ่งที่เราเข้าใจธรรมะ

ธรรมะที่ปฏิบัติมีอุบายมากมาย ที่พระพุทธเจ้าสอน ความเป็นจริงเราไม่จำเป็นต้อง

คิดว่าธรรมะต้องอยู่ที่การภาวนาอย่างเดียว ทำอย่างไรเราจะเห็นว่า ชีวิตคนเรานี้เกิดมาทำไม ควรจะมองเห็นว่า

ชีวิตนี้เกิดมาทำอะไร ชีวิตนี้เราได้มาอย่างไร ที่จะให้ชีวิตเรานั้นสะสม

ความสงบ สะสมความสุข หรือสะสมความรู้ของจริง บางคนชีวิตที่ได้มานี้ ได้ด้วยอวิชชามากกว่าได้สิ่งที่เราเอาไปไม่ได้

โดยมากก็จะสะสมสิ่งที่เอาไปไม่ได้ เพราะเรามามองเห็นวัตถุทางโลกนี้เป็นสรณะ

เป็นที่พึ่ง คนเราจะไปมองที่ความสะดวกสบาย การที่มองถึงความสะดวกสบาย กินอิ่ม นอนหลับ

มีบ้านอยู่ มีที่อยู่ที่กิน มีเงินมีทอง มีเครื่องประดับดีดี มีรถขี่ยี่ห้อดีดี หรือมีลาภ มียศ มีชื่อเสียง คิดว่า

ได้สิ่งเหล่านี้แล้วเป็นความสุข จะเป็นสิ่งที่พอใจ โดยมากมนุษย์จะหลงเดินตามกระแสของโลก

ตามกระแสโลกก็จะไหลไปสู่ที่ต่ำ

คือ ความอยาก อยากคิด อยากนึก ลึกๆ ลงไปก็ลอยลงไปในกลางทะเล
..........


..พระพุทธเจ้าท่านบอก ทีแรกก็คิดไปตามลำน้ำเล็กๆ ก็ปล่อยไปตามกระแส เหมือนเรือ ตามกระแสไหลไปเรื่อย

บ่อยๆ เข้ามันก็ไหลไปถึงแม่น้ำสายใหญ่ ถ้าเรายังปล่อยให้เรือลอยไปเรื่อยๆ ไม่เข้าหาฝั่ง

มันก็ไหลลงไปเรื่อยๆ จนถึงทะเล ที่สุดแล้วมันก็หาฝั่งไม่ได้ หาที่ขึ้นที่เกาะไม่ได้ ฉันใด

ก็เหมือนกันจิตคนเราทุกวันนี้ก็ไหลลงไปหาทะเล คือความอยาก คือวิ่งไปหาบ้านใหญ่

ไปหารถยี่ห้อดีดี หาชื่อหาเสียง หาลาภ หากิน หาเงินทองไว้เผื่อลูกเผื่อหลาน เผื่อวงศ์ตระกูล เผื่อวันข้างหน้า

บางคนหามาแล้วไม่ได้ใช้ก็มี หามาแล้วมาเก็บไว้ จนตัวตาย ลูกหลานก็เอาไปถลุงกันหมด ไม่มีอะไรเหลือเลย

บางคนก็เอาไว้แค่ช่วงตัวเองอยู่เท่านั้นเอง พอตัวเองตายไปแล้วก็ล้มละลายไปหมด ไม่มีบ้านตัวเอง ไม่มีที่อยู่ตัวเอง

ไม่มีสมบัติอะไร ตัวเองก็พยายามสะสมไว้จนเต็มไปหมด แต่พอรุ่นลูกหลานก็หมด

ทรัพย์สมบัติที่ตัวเอง สะสมยึดว่าเป็นของเรา ไม่เคยทำบุญให้ทานเลย

บางคนไม่เคยให้ทานเลย

แล้วยังดูถูกคนเข้าวัด ดูถูกคนให้ทาน ยังดูถูกสมณะ ชีพราหมณ์

ว่าเป็นพวกกาฝากสังคม ไปทำกับพวกนี้ทำให้โลกไม่เจริญ ตัวเองก็สะสมทรัพย์ไว้เพื่อให้โลกเจริญ
...........


.ที่สุดพอตัวเองตายแล้ว ลูกหลานก็ไม่มีศีลธรรม พอลูกหลานไม่มีความขยันหมั่นเพียร มันก็เอาไปกินกัน

เอาไปเล่นการ- เพราะมันไม่เคยลำบากมาก่อน มันไม่เคยเก็บหอม

รอมริบ มันไม่เคยเห็นค่าของทรัพย์ เห็นค่าของเงิน มันก็ไปถลุงกันจนหมด

เมื่อมันถลุงกันหมดแล้วก็ไม่มีอะไร แล้วก็กลายเป็นแผ่นดินว่างเปล่า ลูกหลานก็กลายเป็นคนจนกลายเป็นคนหมดอนาคต

เป็นหนี้เป็นสินเขา บางคนก็ล้มละลาย บางคนก็ถูกฟ้องติดคุกติดตะราง

เสียชื่อเสียง ที่สุดแล้วก็ต้องมาเริ่มต้นกันใหม่ อันนี้ขอให้คนที่มีอะไรมาก ก็ให้คิดได้ว่า เราตายไปแล้วบางทีลูกหลานก็ไม่ได้

เอาไปใช้ให้ เป็นประโยชน์ ทรัพย์ที่เราหาได้มาเป็นหมื่นเป็นแสน เป็นล้าน เป็นโกฏิ มันก็สูญสิ้นไป

มีหลายๆ ประเทศ มีหลายๆ ชาติ ที่พ่อแม่สะสมให้ลูกหลานแล้วพอถึงลูกหลานก็เอาไปถลุงหมด

ก็กลายเป็นแผ่นดินว่างเปล่า คนเราเมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็ไม่คิดทำบุญให้ทาน โอกาสที่จะทำบุญให้ทาน

ก็หมด มีทุกอย่างแต่ว่าไม่รู้จักทำบุญ สู้คนสมัยก่อนไม่ได้ที่รู้จักทำบุญ

คนสมัยก่อนรู้จักทำบุญสร้างวัด

คนสมัยก่อนรู้ว่าตายแล้วเอาบุญไป จะเห็นว่าวัดวานี้มากมาย เพราะสมัยก่อนจะเห็นว่า

โรงพยาบาลก็อยู่ที่วัด โรงเรียนก็อยู่ที่วัด หอประชุมมีงานก็อยู่ที่วัดทุกสิ่ง ทุกคนก็ร่วมใจกัน ใครมีอาชีพอะไร

ก็สะสมเงินทองมา ก็มาสร้างวัด ถ้าเป็นชาวบ้าน เป็นเจ้า เป็นนายเป็นเจ้าขุน เป็นขุนนาง ในรั่วในวัง

ก็จะสร้างวัดได้เร็ว เพราะว่าสามารถที่จะนำทรัพย์เอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้

พวกนี้ก็จะสร้างวัดกัน คนชาวไร่ชาวนาก็สร้าง แต่ก็ต้องใช้คนมากขึ้น

หมู่บ้านหนึ่งก็วัดหนึ่ง ฉะนั้นจึงเห็นว่าคนสมัยก่อนทำไมจึงสร้างวัดมาก อย่างเช่นสุโขทัย อยุธยา กรุงเทพฯ

มีวัดวามากมาย บางจังหวัดสร้างแต่วัดกันมากมาย เหมือนจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง

บ้านเมืองใหญ่ๆ มีแต่วัด ทำไมจึงสร้างวัดกัน..เพราะเขารู้ว่าไม่มีอะไรเอาไปได้ บ้านตัวเองก็เอาไปไม่ได้

เขาจึงไม่สร้างบ้านให้ใหญ่อย่างกับวัด สมัยนี้สร้างบ้านให้ใหญ่กว่าวัด

สมัยก่อนสร้างวัดให้ใหญ่กว่าบ้าน สมัยนี้คนเราพยายาม เอาบ้านทำวัด

ฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว คนเราจึงคิดว่าเอาสมบัติไปไม่ได้ เพราะคิดว่าสร้างวัดไม่มีประโยชน์อะไร

ให้ทานไม่มีประโยชน์อะไร ตักบาตรทำบุญกับพระสงฆ์ไม่มีประโยชน์อะไร

การศึกษาเล่าเรียนพระไตรปิฎกไม่มีประโยชน์อะไร การถือศีลฟังธรรมไม่มีประโยชน์อะไร

ก็ไปมองเห็นว่า ต้องไปสร้างโน้นสิ สร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียนอย่างเดียว

สร้างสาธารณะประโยชน์

บางคนสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียนก็ดี เพราะคนเดี๋ยวนี้มีการศึกษา มีทุกข์มาก อันนั้นก็ถือว่าถูกต้อง

แต่ก็ไม่ควรปฏิเสธการสร้างศาสนา การบำรุงพระพุทธศาสนา คนเราที่ขาดการบำรุงพระพุทธ

ศาสนาเท่ากับว่าไม่ได้เอาแก่นธรรม หรือแก่นแท้ของพระพุทธศาสนาไป

ตัวเองมาเกิดแล้วสร้างประโยชน์ให้แก่ตนเองก็จริง แต่ก็เอาไปไม่ได้ ลูกหลานก็ไม่มีนิสัยที่จะทำความดี

ก็กลายเป็นขี้เหล้าเมายา กลายเป็น คนติดการ-

บางคนก็กลายเป็นนักการ-ตัวยง บางคนก็เป็นนัก

ดื่มตัวยง บางคนก็เป็นนักลักขโมยตัวยง บางคนก็เป็นนักเที่ยวตัวยง

บางคนก็เป็นนักกิน นักเลงหัวไม้ บางคนก็มาอาศัยบารมี

ของปู่ย่าตายาย บางคนมาทำตัวเป็นโทษต่อบ้านเมืองก็มี ทำให้คนอื่นเดือดร้อนก็มี แล้วก็ไม่ทำประโยชน์ ให้แก่บ้านเมือง และก็ไม่ทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง กลายเป็นบุคคลที่เกิดมาแล้วไม่มีสายธรรมะ.

.พ่อแม่ไม่มีธรรมะให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง

ไม่อาศัยธรรมะอยู่ในชีวิตตัวเอง เพราะว่าพ่อแม่ปู่ย่าตายายนั้นพยายามจะสร้างแต่ทรัพย์สมบัติภายนอก

ไม่ได้สร้างทรัพย์ภายใน ไม่ได้ให้ทานรักษาศีล เจริญภาวนา ให้ลูกหลานได้เห็น ได้ดู เกิดมาก็ได้

ยินแต่เรื่องการทำมาหากิน มีแต่จะแสวงหาลาภยศ ชื่อเสียง แข่งขัน ประกวดประชันกันในทางโลก

ไม่เคยมองว่าตายแล้วเอาอะไรไปได้ ตายแล้วมีอะไรเป็นสมบัติของตัว มีอะไรติดตัวไปบ้างไหม เคยสำรวจ

กันบ้างหรือเปล่า ก็ไม่เคยมีใครสำรวจเลย

ว่าคนเรานี่ เกิดมาทำไมมีแต่ตัว ความเป็นจริงก็เห็นกันอยู่ว่าเกิดมาจากท้องแม่ก็ไม่เห็นมีแก้วแหวนเงินทองติดตัวมาเลย

ทุกคนก็เป็นอย่างนั้น เวลาเกิดแล้วมันดีใจนะ...ว่าได้ลูกได้หลาน ได้ผู้หญิงผู้ชาย คือเกิดนี่ยิ่งกว่าได้เงินได้ทอง

แต่ตายนี่มันเสียใจ มันสูญเสียทุกอย่าง ไม่ว่าเราตายก็ดี พ่อแม่เราตายญาติพี่น้องหรือคนที่เรารัก

ตายนี่ มันไม่มีอะไรเหลือเลย คนที่ตายนะจะเป็นคนรู้ดีว่า ไม่เหลืออะไรแล้ว ฉะนั้นจึงว่า

ธรรมชาตินั้นเป็นสัจธรรมที่ปิดบังปัญญาคน เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วมันจะไม่มีอะไรเหลือเลย

ในชีวิตของพวกเราเพราะเราไม่เอาอะไรกันไปเลย...ฉะนั้นเกิดมาต้องสร้างบารมีเหมือนอย่างพระเวสสันดร... ...



 




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว