มีนาคม 29, 2017, 12:24:07 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูทีวีธรรมะออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: การทำ จิตให้สงบ  (อ่าน 16309 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กหน้าวัด
เด็กใหม่
นักบุญผู้ใจดี
*****

พลังความดี : 696


เพศ: ชาย
กระทู้: 13275
สมาชิก ID: 1


เว็บไซต์
« เมื่อ: พฤษภาคม 28, 2012, 09:01:27 AM »

Permalink: การทำ จิตให้สงบ
การทำ จิตให้สงบ

การทำ จิตให้สงบ คือการวางให้พอดี ตั้งใจเกินไปมากมันก็เลยไป ปล่อยเกินไปมันก็ไม่
ถึง เพราะขาดความพอดี ธรรมดาจิตเป็นของไม่อยู่นิ่ง เป็นของมีกิริยาไหวตัวอยู่เรื่อย ฉะนั้นจิต
ใจของเราจึงไม่มีกำ ลัง
การทำ จิตใจของเราให้มีกำ ลัง กับการทำ กายของเราให้มีกำ ลังมันต่างกัน การทำ กายให้มี
กำ ลังก็คือ การออกกำ ลัง ทำ กายบริหาร มีการกระโดด การวิ่ง นี่คือการทำ กายให้มีกำ ลัง การทำ
จิตใจให้มีกำ ลังก็คือทำ จิตให้สงบ ไม่ใช่ทำ จิตให้คิดนั่นคิดนี่ไปต่างๆ ให้อยู่ในขอบเขตของมัน
เพราะว่าจิตของเรานั้นไม่เคยได้สงบ ไม่เคยมีกำ ลัง มันจึงไม่มีกำ ลังทางด้านสมาธิภายใน
การทำ สมาธิ
บัดนี้เราจะทำ สมาธิก็ตั้งใจ ให้เอาความรู้สึกกำ หนดอยู่กับลมหายใจ ถ้าหากว่าเราหายใจ
สั้นเกินไปหรือยาวเกินไปก็ไม่พอดี ไม่ได้สัดได้ส่วนกัน ไม่เกิดความสงบเหมือนกันกับเราเย็บ
จักร ผู้เย็บจักรมีมือมีเท้าเราต้องถีบจักรเปล่าดูก่อน ให้รู้จักให้คล่องกับเท้าของเราเสียก่อนจึงเอา
ผ้ามาเย็บ
การกำ หนดลมหายใจก็เหมือนกัน หายใจเฉยๆ กำ หนดรู้ไว้จะพอดีขนาดไหน ยาวขนาด
ไหน สั้นขนาดไหน จะให้ค่อยขนาดไหน แรงขนาดไหน จะยาวก็ไม่เอากับมัน จะสั้นก็ไม่เอากับ
มัน จะค่อยก็ไม่เอากับมัน เอาตามความพอดี เอายาวพอดี เอาสั้นพอดี เอาค่อยพอดีเอาแรงพอดี
นั่นชื่อว่าความพอดี เราไม่ได้ขัดไม่ได้ข้องแล้วก็ปล่อย หายใจดูก่อนไม่ต้องทำ อะไร
ถ้าหากว่าจิตสบายแล้ว จิตพอดีแล้ว ก็ยกลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ หายใจเข้าต้นลม
อยู่ปลายจมูกกลางลมอยู่หทัยคือหัวใจ ปลายลมอยู่สะดือ อันนี้เป็นแหล่งการเดินลม เมื่อหายใจ
ออกต้นลมจะอยู่สะดือกลางลมจะอยู่หทัย ปลายลมจะอยู่จมูก นี่มันสลับกันอย่างนี้ กำ หนดรู้เมื่อ
ลมผ่านจมูก ผ่านหทัย ผ่านสะดือ พอสุดแล้วก็จะเวียนกลับมาอีกเป็นสามจุดนี้ ให้ความรู้ของเรา
อยู่ในความเวียนเข้าออกทั้งสามจุดนี้ พยายามติดตามลมหายใจเช่นนี้เรื่อยไป เพื่อรักษาความรู้
นั้นและทำ สติสัมปชัญญะของเราให้กล้าขึ้น
เมื่อหากว่าเรากำ หนดจิตของเรา ให้รู้จักต้นลมกลางลม ปลายลมดีแล้วพอสมควร เราก็
วาง เราจะหายใจเข้าออกเฉยๆ เอาความรู้สึกของเราไว้ปลายจมูก หรือริมฝีปากบนที่ลมผ่านออก
ผ่านเข้า เอาแต่ความรู้สึกเท่านั้นไว้ที่นั่น ไม่ต้องตามลมออกไป ไม่ต้องตามลมเข้ามา เอาความรู้
สึกหรือผู้รู้นั่นแหละไว้เฉพาะหน้าเราที่ปลายจมูก ให้รู้จักลมผ่านออก ผ่านเข้า ไม่ต้องคิดอะไร
มากมาย เพียงแต่ให้มีความรู้สึกเท่านั้นแหละ ให้มีความรู้สึกติดต่อกัน ลมออกก็ให้รู้ลมเข้าก็ให้รู้
ให้รู้อยู่แต่ที่นั่นแหละ รู้แล้วมันจะเป็นอะไรก็ไม่ต้องคิด เอาเพียงเท่านั้นเสียก่อนในเวลานี้ หน้าที่
การงานของเรามีแค่นั้น ไม่ได้มีมาก กำ หนดลมเข้าออกอยู่อย่างนั้นแหละ ต่อไปจิตก็สงบลมก็จะ
ละเอียดเข้าไป น้อยเข้าไปกายก็จะเบาเข้าไป จิตก็จะสงบไป ความเบากายเบาใจนั้น ก็จะเกิดขึ้น
มา จะเป็นกายควรแก่การงาน และจะเป็นจิตควรแก่การงานต่อไป นี่คือการทำ สมาธิ ไม่ต้องทำ
อะไรมาก ให้กำ หนดเท่านั้น ต่อไปนี้ให้ตั้งใจทำ กำ หนดไป
จิตเราละเอียดเข้าไป การทำ สมาธินั้นจะไปไหนก็ช่างมัน ให้เรารู้ทันเอาไว้ ให้เรารู้จักมัน
มันก็มีทั้งอารมณ์ มีทั้งความสงบคลุกคลีกันไป มันมีวิตก วิตกคือการจะยกจิตของตนนึกถึงอัน
ใดอันหนึ่งขึ้นมา ถ้าสติของเราน้อยก็จะวิตกน้อย แล้วก็มีวิจารณ์คือ การตรวจดูตามเรื่องที่เรา
วิตกนั้น แต่ข้อสำ คัญนั้นต้องพยายามรู้ให้ทันอยู่เสมอ แล้วก็พิจารณาให้ลึกลงไปอีก ให้เห็นว่า มี
ทั้งสมาธิและมีทั้งความรู้รวมอยู่ในนั้น
องค์ประกอบของความสงบ
คำ ว่า "จิตสงบ" นั้นไม่ใช่ว่าไม่มีอะไรมันต้องมี มีความสงบครอบอยู่ ท่านกล่าวถึงองค์
ของความสงบขั้นแรกว่า หนึ่งมีวิตก ยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นมา แล้วก็มีวิจารณ์ คือพิจารณาตาม
อารมณ์ที่เกิดขึ้นมา ต่อไปก็จะมีปีติคือ ความยินดีในสิ่งที่เราวิตกไปนั้น ในสิ่งที่เราวิจารณ์ไปนั้น
จะเกิดปีติ คือความยินดีซาบซึ้งอยู่โดยเฉพาะของมันแล้วก็มีสุข สุขอยู่ไหน สุขอยู่ในการวิตก สุข
อยู่ในการวิจารณ์ สุขอยู่กับความอิ่มใจ สุขอยู่กับอารมณ์เหล่านั้นแหละ แต่ว่ามันสุขอยู่ในความ
สงบ วิตกก็วิตกอยู่ในความสงบ วิจารณ์ก็วิจารณ์อยู่ในความสงบ ความอิ่มใจก็อยู่ในความสงบ
สุขก็อยู่ในความสงบ ทั้งสี่อย่างนี้เป็นอารมณ์อันเดียว อย่างที่ห้า คือ เอกัคคตา ห้าอย่างแต่เป็นอัน
เดียวกัน คือทั้งห้าอย่างนี้เป็นอารมณ์ แต่มีลักษณะอยู่ในขอบเขตอันเดียวกัน คือเมื่อจิตสงบ วิตก
ก็มี วิจารณ์ก็มี ปิติก็มี สุขก็มี เอกัคคตาก็มี ทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์เดียวกัน
คำ ที่ว่าอารมณ์เดียวกันนั้น ทำ ไมจึงมีหลายอย่างหมายความว่า มันจะมีหลายอาการก็ช่าง
มัน เพราะอาการทั้งหลายเหล่านั้น จะมารวมอยู่ในความสงบอันเดียวกันไม่ฟุ้งซ่าน ไม่รำ คาญ
เหมือนกับว่ามีคน ๕ คน แต่ลักษณะของคนทั้ง ๕ คนนั้นมีอาการเดียวกัน คือจะมีอารมณ์ทั้ง ๕
อารมณ์ เมื่ออารมณ์อันนั้นอยู่ในลักษณะนี้ ท่านเรียกว่า "องค์" องค์ของความสงบ ท่านไม่ได้
เรียกว่าอารมณ์ ท่านเรียกว่า วิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตารมณ์ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ไม่เป็น
อารมณ์ตามธรรมดาท่านจึงจัดว่าเป็นองค์ของความสงบมีอาการอยู่ ๕ อย่าง คือวิตก วิจารณ์ ปีติ
สุข เอกัคคตา ไม่มีความรำ คาญ วิตกอยู่ก็ไม่รำ คาญ วิจารณ์อยู่ก็ไม่รำ คาญมีปีติก็ไม่รำ คาญ มี
ความสุขก็ไม่รำ คาญ จิตจึงเป็นอารมณ์เดียวอยู่ในสิ่งทั้ง ๕ นี้จับรวมกันอยู่ เรื่องจิตสงบขั้นแรกจึง
เป็นอย่างนั้น
ปัญหาของการทำ สมาธิ
ทีนี้บางอย่างอาจถอยออกมา ถ้ากำ ลังใจไม่กล้าสติหย่อนไปแล้ว มันจะมีอารมณ์มาแทรก
เข้าไปเป็นบางครั้ง คล้ายๆ กับว่าเคลิ้มไป แล้วมีอาการอะไรบางอย่างเข้ามาแทรกตอนที่มันเคลิ้ม
ไป แต่ไม่ใช่ความง่วงตามธรรมดา ท่านว่ามีความเคลิ้มในความสงบ บางทีก็มีอะไรบางอย่าง
แทรกเข้ามา เช่นว่าบางทีมีเสียงปรากฏบ้าง บางทีเหมือนเห็นสุนัขวิ่งผ่านไปข้างหน้าบ้าง แต่ว่า
ไม่ชัดเจนและก็ไม่ใช่ฝัน อันนี้จัดเป็นฝันไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะกำ ลังทั้ง ๕ ดังกล่าวแล้วไม่
สมํ่าเสมอกัน มันอ่อนลง อ่อนเคลิ้มลง จึงเกิดอารมณ์เข้าแทรก อันนี้เป็นอาการของจิต
ถ้าหากว่าเรามีความสงบมันก็มีสิ่ง ๕ สิ่งนี้เป็นบริวารอยู่ แต่เป็นบริวารในความสงบ อัน
นี้เป็นเบื้องแรกของมัน ขณะที่จิตเราสงบอยู่ในขั้นนี้ ชอบมโนนิมิตทางตาทางหู ทางจมูก ทาง
ลิ้น ทางกายและทางจิต มันชอบเป็นแต่ผู้ทำ สมาธิจับไม่ค่อยถูกว่า "มันหลับไหม? ก็ไม่ใช่" "มัน
ฝันไปหรือ? ก็ไม่ใช่" ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น มันเป็นอาการเกิดมาจากความสงบครึ่งๆ กลางก็ได้ บาง
ทีก็แจ่มใสเป็นธรรมดา บางทีก็คลุกคลีไปกับความสงบบ้าง กับอารมณ์ทั้งหลายบ้าง แต่อยู่ใน
ขอบเขตของมัน
อย่างไรก็ตามบางคนทำ สมาธิยาก เพราะอะไรเพราะจริตแปลกเขา แต่ก็เป็นสมาธิ แต่ก็
ไม่หนักแน่น ไม่ได้รับความสบายเพราะสมาธิ แต่จะได้รับความสบายเพราะปัญญา เพราะ
ปัญญาความคิด เห็นความจริงของมันแล้วก็แก้ปัญหาถูกต้อง เป็นประเภทปัญญาวิมุต ไม่ใช่เจโต
วิมุต มันจะมีความสบายทุกอย่างที่จะได้เกิดขึ้นเป็นหนทางของเรา เพราะปัญญาสมาธิมันน้อย
คล้ายๆ กับว่าไม่ต้องนั่งสมาธิ พิจารณา "อันนั้นเป็นอะไรหนอ" แล้วแก้ปัญหาอันนั้นได้ทันที
เลยสบายไป เลยสงบลักษณะผู้มีปัญญาต้องเป็นอย่างนั้น
ทำ สมาธินี้ไม่ค่อยได้ง่ายและไม่ค่อยดีด้วย มีสมาธิแต่เพียงเฉพาะเลี้ยงปัญญาให้เกิดขึ้นมา
ได้ โดยมากอาศัยปัญญา เช่นสมมติว่า ทำ นากับทำ สวน เราอาศัยนามากกว่าสวน หรือทำ นากับ
ทำ ไร่ เราจะได้อาศัยนามากกว่าไร่ ในเรื่องของเรา อาชีพของเรา และการภาวนาของเราก็เหมือน
กัน มันจะได้อาศัยปัญญาแก้ปัญหา แล้วจะเห็นความจริง ความสงบจึงเกิดขึ้นมา มันเป็นไปอย่าง
นั้น ธรรมดาก็เป็นไปอย่างนั้น มันต่างกัน
หลุดพ้นด้วยปัญญาสมาธิ
บางคนแรงในทางปัญญา สมาธิพอเป็นฐานไม่มาก คล้ายๆ กับว่านั่งสมาธิ ไม่ค่อยสงบ
ชอบมีความปรุงแต่ง มีความคิดและมีปัญญาชักเรื่องนั้นมาพิจารณาชักเรื่องนี้มาพิจารณา แล้ว
พิจารณาลงสู่ความสงบก็เห็นความถูกต้อง อันนั้นจะได้มีกำ ลังกว่าสมาธิ อันนี้จริงของบางคน
เป็นอย่างนั้น แม้จะยืน เดิน นั่ง นอนก็ตามความตรัสรู้ธรรมะนั้นไม่แน่นอนจะเป็นอิริยาบถใดก็
ได้ ยืนก็ได้ เดินก็ได้ นั่งก็ได้ นอนก็ได้ อันนี้แหละผู้แรงด้วยปัญญา เป็นผู้มีปัญญาสามารถที่จะ
ไม่เกี่ยวข้องกับสมาธิมากก็ได้
ถ้าพูดกันง่ายๆ ปัญญาเห็นเลย เห็นไปเลยก็ละไปเลย สงบไปเลย ได้ความสบายเพราะอัน
นั้นมันเห็นชัดมันเห็นจริง เชื่อมั่นยืนยันเป็นพยานตนเองได้ นี่จริตของบางคนเป็นไปอย่างนี้ แต่
จะอย่างไรก็ช่างมันก็ต้องทำ ลายความเห็นผิดออก เหลือแต่ความเห็นถูก ทำ ลายความฟุ้งซ่านออก
เหลือแต่ความสงบ มันก็จะลงไปสู่จุดอันเดียวกัน
บางคนปัญญาน้อย นั่งสมาธิได้ง่าย สงบ สงบเร็วที่สุด ไวแต่ไม่ค่อยมีปัญญา ไม่ทันกิเลส
ทั้งหลาย ไม่รู้เรื่องกิเลสทั้งหลาย แก้ปัญหาไม่ค่อยได้ พระโยคาวจรเจ้าผู้ปฏิบัติมีสองหน้าอย่างนี้
ก็คู่กันเรื่อยไป แต่ปัญญาหรือวิปัสสนากับสมถะมันก็ทิ้งกันไม่ได้ คาบเกี่ยวกันไปเรื่อยๆ อย่างนี้
ทีนี้ถ้ามันชัดแจ้งในความสงบ เมื่อมีอารมณ์มาผ่าน มีนิมิตขึ้นมาผ่าน ก็ไม่ได้สงสัยว่า
"เคลิ้มไปหรือเปล่าหนอเมื่อกี้นี้?" "หลงไปหรือเปล่าหนอเมื่อกี้นี้?" "ลืมไปหรือเปล่าหนอเมื่อกี้
นี้?" "หลับไปหรือเปล่าเมื่อกี้นี้?" จิตขณะนี้สงสัย "หลับก็ไม่ใช่ ตื่นก็ไม่ใช่" นี่มันคลุมเครือเรียก
ว่า มันมั่วสุมอยู่กับอารมณ์ ไม่แจ่มใสเหมือนกันกับพระจันทร์เข้าก้อนเมฆ มองเห็นอยู่แล้ว แต่
ไม่แจ่มแจ้งมัวๆไม่เหมือนกับพระจันทร์ออกจากก้อนเมฆนั้นแจ่มใสสะอาด จิตเราสงบมี
สติสัมปชัญญะรอบคอบสมบูรณ์แล้วจึงไม่สงสัยในอาการทั้งหลายที่เกิดขึ้นจะหมดจากนิวรณ์
จริงๆ รู้ว่าอันใดเกิดขึ้นมาเป็นอันใดหมดทุกอย่าง รู้แจ้งรู้เรื่องตามเป็นจริงไม่ได้สงสัย อันนั้น
เป็นดวงจิตที่ใสสะอาด สมาธิถึงขีดแล้วเป็นเช่นนั้น
ระยะหลังๆ มาก็เป็นไปในรูปอย่างนี้ทำ นองนี้ เป็นเรื่องธรรมดาของมัน ถ้าจิตแจ่มแจ้ง
ผ่องใสแล้ว ไม่ต้องไปถามว่าง่วงหรือไม่ง่วง ใช่หรือไม่ใช่ ทั้งหลายเหล่านี้มันก็ไม่มีอะไรถ้ามัน
ชัดเจนก็เหมือนเรานั่งธรรมดาอย่างนี้เอง นั่งเห็นธรรมดา หลับตาก็เหมือนลืมตา เห็นในขณะ
หลับตาก็เหมือนลืมตามาเห็นทุกอย่างสารพัด ไม่มีความสงสัย เพียงแต่เกิดอัศจรรย์ขึ้นในดวงจิต
ของเราว่า "เอ๊ะ! สิ่งเหล่านี้มันก็เป็นของมันไปได้ มันไม่น่าจะเป็นไปได้ มันก็เป็นของมันได้"
อันนี้จะวิพากษ์วิจารณ์มันเองไปเรื่อยๆ ทั้งมีปีติ ทั้งมีความสุขใจ มีความอิ่มใจ มีความสงบเป็น
เช่นนั้น ต่อนั้นไปจิตมันจะละเอียดไปยิ่งกว่านั้นมันก็จะทิ้งอารมณ์ของมันไปด้วย วิตกยกเรื่อง
ขึ้นมาก็จะไม่มี และเรื่องวิจารณ์มันก็จะหมด จะเหลือแต่ความอิ่มใจ อิ่มไม่รู้ว่าอิ่มอะไร แต่มัน
อิ่ม เกิดความสุขกับอารมณ์เดียว นี่มันทิ้งไป วิตกวิจารณ์มันทิ้งไป ทิ้งไปไหน? ไม่ใช่เรื่องทิ้ง จิต
เราหดตัวเข้ามาคือมันสงบ เรื่องวิตกวิจารณ์มันเป็นของหยาบไปแล้ว มันเข้ามาอยู่ในที่นี้ไม่ได้ก็
เรียกว่า ทิ้งวิตก ทิ้งวิจารณ์ ทีนี้จะไม่มีความวิตก ความยกขึ้นวิจารณ์ ความพิจารณาไม่มี มีแต่
ความอิ่ม มีความสุขและมีอารมณ์เดียวเสวยอยู่อย่างนั้น
ที่เขาเรียกว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน เราไม่ได้ว่าอย่างนั้น เราพูดถึงแต่
ความสงบวิตก วิจารณ์ ปีติ สุข เอกัคคตา ต่อไปนี้ก็ทิ้งวิตกวิจารณ์ เกิดขึ้นมาแล้วก็ทิ้งไป เหลือแต่
ปีติกับสุข เอกัคคตา ต่อไปก็ทิ้งปีติเหลือแต่สุขกับเอกัคคตา ต่อไปก็มีเอกัคคตากับอุเบกขา มันไม่
มีอะไรแล้วมันทิ้งไป เรียกว่า จิตมันสงบๆ จนไปถึงอารมณ์มันน้อยที่สุดยังเหลืออยู่แต่โน้น ถึง
ปลายมัน เหลือแต่เอกัคตากับอุเบกขาเฉยอย่างนี้ อันนี้มันสงบแล้วมันจึงเป็น นี่ เรียกว่ากำ ลังของ
จิต อาการของจิตที่ได้รับความสงบแล้วถ้าเป็นอย่างนี้มันไม่ง่วง ความง่วงเหงาหาวนอนมันเข้า
ไม่ได้นิวรณ์ทั้งห้า มันหนีหมด วิจิกิจฉา ความสงสัยลังเลอิจฉาพยาบาท ฟุ้งซ่าน รำ คาญหนี เหล่า
นี้ไม่มีแล้ว นี่มันค่อยเลื่อนไปเป็นระยะอย่างนั้น นี่อาศัยการกระทำ ให้มากเจริญให้มาก
สติ : สิ่งที่ช่วยรักษาสมาธิ
สิ่งที่รักษาสมาธินี้ไว้ได้ คือสติ สตินี้เป็นธรรมเป็นสภาวธรรมอันหนึ่ง ซึ่งให้ธรรมอัน
อื่นๆ ทั้งหลายเกิดขึ้นโดยพร้อมเพรียง สตินี้ก็คือชีวิต ถ้าขาดสติเมื่อใดก็เหมือนตาย ถ้าขาดสติ
เมื่อใดก็เป็นคนประมาท ในระหว่างขาดสตินั้น พูดไม่มีความหมาย การกระทำ ไม่มีความหมาย
ธรรมคือสตินี้คือความระลึกได้ในลักษณะใดก็ตาม สติเป็นเหตุให้สัมปชัญญะเกิดขึ้นมาได้ เป็น
เหตุให้ปัญญาเกิดขึ้นมาได้ ทุกสิ่งสารพัด
ธรรมทั้งหลายถ้าหากว่าขาดสติ ธรรมทั้งหลายนั้นไม่สมบูรณ์ อันนี้คือการควบคุม การ
ยืน การเดิน การนั่ง การนอน ไม่ใช่แต่เพียงขณะนั่งสมาธิเท่านั้น แม้เมื่อเราออกจากสมาธิไปแล้ว
สติก็ยังเป็นสิ่งประจำ ใจอยู่เสมอมีความรู้อยู่เสมอ เป็นของที่มีอยู่เสมอ ทำ อะไรก็ต้องระมัดระวัง
เมื่อระมัดระวังทางจิตใจ ความอายมันก็เกิดขึ้นมา การพูด การกระทำ อันใดที่ไม่ถูกต้อง เราก็อาย
ขึ้น อายขึ้น เมื่อความอายกำ ลังกล้าขึ้นมา ความสังวรก็มากขึ้นด้วย เมื่อความสังวรมากขึ้น ความ
ประมาทก็ไม่มี นี่ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้นั่งสมาธิอยู่ตรงนี้ เราจะไปไหนก็ตาม อันนี้มันอยู่ในจิต
ของตัวเอง มันไม่ได้หนีไปไหน นี่ท่านว่าเจริญสติ ทำ ให้มาก เจริญให้มาก อันนี้เป็นธรรมะคุ้ม
ครองรักษากิจการที่เราทำ อยู่ หรือทำ มาแล้ว หรือกำ ลังจะกระทำ อยู่ ในปัจจุบันนี้เป็นธรรมะที่มี
คุณประโยชน์มาก ให้เรารู้ตัวอยู่ทุกเมื่อ ความเห็นผิดชอบมันก็มีทุกเมื่อ เมื่อความเห็นผิดชอบมี
อยู่ เกิดขึ้นอยู่ทุกเมื่อ ความละอายก็เกิดขึ้น จะไม่ทำ สิ่งที่ผิดหรือสิ่งที่ไม่ดี เรียกว่าปัญญาเกิดขึ้น
แล้ว
เมื่อรวบยอดเข้ามา มันจะมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา คือ การสังวรสำ รวมที่มีอยู่ในกิจการของ
ตนนั้นก็เรียกว่าศีล ศีลสังวร ความตั้งใจมั่น อยู่ในความสังวรสำ รวมในข้อวัตรของเรานั้นก็เรียก
ว่ามันเป็นสมาธิ ความรอบรู้ทั้งหลายในกิจการที่เรามีอยู่นั้นก็เรียกว่าปัญญา พูดง่ายๆ ก็คือจะมี
ศีล จะมีสมาธิ จะมีปัญญา ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี เมื่อมันกล้าขึ้นมามันก็คือมรรค นี่แหละหน
ทาง ทางอื่นไม่มี
• ปัญญาวิมุต คือ บุคคลผู้หลุดพันเพราะปัญญา คือ ปัญญาเป็นกำ ลังสำ คัญ หรือปัญญา
นำ หน้า
• เจโตวิมุต คือ บุคคลผู้หลุดพ้นเพราะสมาธิ คือ สมาธิเป็นกำ ลังสำ คัญ หรือสมาธินำ
หน้า
• วิมุต หมายถึง บุคคลผู้หลุดพ้น
• วิมุติ หมายถึง ความหลุดพ้น




บันทึกการเข้า
บล็อค
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


อายุ: 4
กระทู้: 1
สมาชิก ID: 2224


อีเมล์
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 15, 2012, 01:40:22 PM »

Permalink: การทำ จิตให้สงบ
จะทำอย่างไรดีถึงจะให้จิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่านคะ
บันทึกการเข้า
ผู้เริ่มต้นศึกษาพระธรรม
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 30
กระทู้: 8
สมาชิก ID: 2573


« ตอบ #2 เมื่อ: พฤษภาคม 05, 2013, 06:49:48 PM »

Permalink: การทำ จิตให้สงบ
ใช่ๆ
บันทึกการเข้า
guk
ผู้ดูแลบอร์ด
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 25
กระทู้: 25
สมาชิก ID: 2218


« ตอบ #3 เมื่อ: พฤษภาคม 19, 2013, 12:39:18 PM »

Permalink: การทำ จิตให้สงบ
ปฏิบัติต่อไปค่ะ อยู่ที่การฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ อาจจำเป็นต้องใช้เวลาสักระยะความฟุ้งถึงจะลดน้อยลงค่ะ

อย่าเพิ่งท้อถอยนะคะ ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น^^
บันทึกการเข้า
sternoi789
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


อายุ: 3
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 2734


เว็บไซต์ อีเมล์
« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 06, 2013, 06:31:36 PM »

Permalink: การทำ จิตให้สงบ
ต้องใช้เวลาอยู่กับปัจจุบันและคิดดีทำดี
บันทึกการเข้า
แสงทอง
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


อายุ: 3
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 2768


อีเมล์
« ตอบ #5 เมื่อ: มกราคม 13, 2014, 05:52:32 PM »

Permalink: การทำ จิตให้สงบ
กำหนดลมหายใจครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว