กุมภาพันธ์ 23, 2017, 08:57:44 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูทีวีธรรมะออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: กลอนธรรมะอ่านเพลินๆ ตอน ภิกษุณีปฏาจารา  (อ่าน 2909 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
พระดิน สมาหิโต
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 43
กระทู้: 4
สมาชิก ID: 2536


อีเมล์
« เมื่อ: เมษายน 12, 2013, 03:08:08 PM »

Permalink: กลอนธรรมะอ่านเพลินๆ ตอน ภิกษุณีปฏาจารา
ภิกษุณีปฏาจารา อ่านว่า ปะ ตา จา รา
สาวน้อย    ปฏา    จารา
มีวาสนา    เกิดมา    ตระกูลใหญ่
พ่อแม่เธอ    ร่ำรวย    เกินกว่าใคร
ปราสาทใหญ่    สูงเจ็ดชั้น    นั้นบ้านเธอ
รอบกายเธอ    มีสาวใช้    วัยไล่เลี่ย
เฝ้าคลอเคลีย    คอยรับใช้    ไม่ห่างหาย
ไม่มีแม้    สักคน    ที่เป็นชาย
หญิงมากมาย    เฝ้ารับใช้    ให้บันเทิง
พ่อแม่แสน    หวงห่วง    หวงลูกรัก
แม่ห้ามหนัก    ไม่ให้ลง    ไปเที่ยวไหน
คอยกีดกัน    ไม่ให้พบ    สายตาชาย
อยู่สบาย    แค่ในบ้าน    ไม่อาจจร
แต่มนุษย์    มักเป็น    ดังเช่นนี้
ยามที่มี    สุขสบายมาก    อยากจะหนี
อยากแสวงหา    สิ่งแปลกใหม่    ในชีวี
กินอยู่ดี    ก็น่าเบื่อ    เหลือจะทน
แม้จะมี    ความสุข    อย่างล้นเหลือ
มีเหลือเฟือ    ของกินใช้    ไม่ขัดสน
แต่ก็เหมือน    นกน้อย    ที่บินวน
เพราะหลงกล    ติดเข้าไป    ในกรงทอง
แต่ก็มี    ชายหนุ่มน้อย    คอยเฝ้าอยู่
ปากประตู    ปราสาท    ขนาดใหญ่
ปฏาจารา    เห็นแล้ว    แสนถูกใจ
ชวนหนีไป    อยู่กินกัน    ฉันผัวเมีย
หนีไปปลูก    กระท่อมน้อย    ในป่าใหญ่
กาลผ่านไป    ก็มีบุตร    สุดหรรษา
ได้สี่ขวบ    ก็ประจวบ    เหมาะเวลา
ท้องต่อมา    ก็เตรียมคลอด    อย่างปลอดภัย
ในบัดนี้    เธอมีลูก    สองคนแล้ว
ดั่งดวงแก้ว    ดวงใจ    ใครจะเหมือน
ลูกคนเล็ก    ยังแบเบาะ    แค่หนึ่งเดือน
เกิดเหตุเตือน    ลางสังหรณ์    นอนฝันไป
ฝันไปว่า    ผาหินกลิ้ง    ทิ้งถล่ม
ลูกผัวจม    อยู่ใต้หิน    สิ้นดับขันธ์
สะดุ้งตื่น    ยื่นมือคว้า    หาลูกพลัน
เพราะฝันนั้น    ช่างเหมือนจริง    ยิ่งหวั่นใจ
พอรุ่งเช้า    ผัวก็ออก    ไปล่าสัตว์
งูเห่ากัด    ตายลง    ตรงโคนไผ่
พอตกเย็น    ไม่เห็นกลับ    นางร้อนใจ
รีบออกไป    ตามก็พบ    ศพสามี
นางร้องไห้    ฟูมฟาย    ใจสลาย
ผัวมาตาย    จะพึ่งใคร    ได้ที่ไหน
ลูกยังเล็ก    เด็กเหลือเกิน    อยู่ยังไง
ตัดสินใจ    หอบลูกเต้า    เข้าในเมือง
หวังกลับไป    พึ่งพ่อแม่    คงแลเหลียว
ลูกคนเดียว    พ่อแม่คง    ไม่ผลักไส
เห็นหน้าหลาน    พ่อกับแม่    คงเห็นใจ
ให้อภัย    ได้ขอโทษ    หายโกรธกัน
ระหว่างทาง    แม่น้ำขวาง    ทางเอาไว้
จะข้ามไป    ต้องลุยฝ่า    น่าหวาดเสียว
น้ำไม่ลึก    แต่มันไหล    แรงนักเชียว
ข้ามคนเดียว    ยังลำบาก    ยากเหลือเกิน
ลูกคนโต    ทิ้งไว้    ที่ใกล้ฝั่ง
ทั้งร้องสั่ง    ห้ามไปไหน    ให้อยู่นี่
จะอุ้มน้อง    ไปอีกฟาก    ฝั่งนที
ส่วนเจ้านี้    ให้รอก่อน    แม่ย้อนมา
พอข้ามฟาก    มาอีกฝั่ง    ดั่งใจหมาย
วางลูกชาย    ไว้ในเบาะ    อย่างเหมาะสม
แดดไม่ร้อน    นอนสบาย    ได้รับลม
ชักหิวนม    ร้องงอแง    หาแม่ตัว
นางก็ย้อน    ข้ามฟาก    มาอีกฝั่ง
ไม่ระวัง    หันหลังให้    ไม่เฉลียว
พญานก    บินผ่านมา    ท่าปราดเปรียว
พญาเหยี่ยว    ตัวใหญ่โต    โผหากิน
มันเห็นเด็ก    เหมือนกระต่าย    ดิ้นกระแด่ว
มันเห็นแล้ว    โฉบเด็กไป    ไม่ให้พลาด
ปฏาจารา    เห็นแล้ว    ใจแทบขาด
ร้องตวาด    โบกมือไล่    ให้วุ่นวาย
ฝ่ายคนโต    อีกฝั่ง    นั่งดูอยู่
ก็มองดู    แม่โบกมือ    หรือเรียกหา
ก็ดีใจ    กระโดดไป    ในธารา
หวังเพียงว่า    จะหาแม่    แค่เอื้อมมือ
หันกลับมา    หาคนโต    โธ่น้ำซัด
น้ำไหลพัด    จมหาย    ไปต่อหน้า
ลูกอีกคน    เหยี่ยวโฉบไป    ลับสายตา
สุดปัญญา    จะช่วยใคร    ได้สักคน
อยากจะตื่น    จากความฝัน    อันโหดร้าย
ต้องมากลาย    เป็นแม่ม่าย    ผัวดับสูญ
เหมือนเคราะห์กรรม    ซ้ำซัด    พลัดจากบุญ
กรรมทวีคูณ    สูญเสียบุตร    สุดโศกา
ยังเหลือทาง    อีกหนึ่ง    ซึ่งคือแม่
คงช่วยแก้    ทุกข์เศร้า    บรรเทาหาย
เดินหวนกลับ    สู่ปราสาท    แสนสบาย
ลูกผัวตาย    เหลือแม่พ่อ    รอปลอบใจ
ตั้งแต่เกิด    ก็ไม่รู้    ไม่เคยเห็น
ความตายเป็น    เช่นไร    ไม่สงสัย
เพราะไม่เคย    มีพี่น้อง    ที่ต้องตาย
ใจสลาย    ต้องมาพบ    กับตนเอง
อีกหนึ่งโยชน์    ก็จะถึง    ซึ่งหมู่บ้าน
เดินผ่านงาน    ในป่าช้า    มีศพเผา
เขากำลัง    เอาศพ    ใส่ในเตา
เป็นสองเฒ่า    เศรษฐีใหญ่    ที่ในเมือง
เพราะพ่อแม่    ของเธอ    แสนแก่เฒ่า
เฝ้าโศกเศร้า    สูญเสียบุตร    สุดใจหาย
ลูกสาวหนี    ตามเขาไป    ใจจะวาย
ตรอมใจตาย    ตามกัน    วันนั้นเอง
เป็นอันว่า    สูญสิ้นแล้ว    หมดทุกสิ่ง
ที่พักพิง    ของจิตใจ    ไม่เหลือหลอ
แค่เป็นหม้าย    ลูกผัวตาย    ยังไม่พอ
พ่อแม่ก็    มาชิงตาย    วายชีวา
เกินรับไหว    ใจบอบช้ำ    ระกำจิต
เหมือนโดนปลิด    บิดหัวใจ    ไปขยี้
กำลังใจ    ถูกกระทำ    ถูกย่ำยี
หมดวิธี    จะหันหน้า    ไปหาใคร
ขาดที่พึ่ง    จึงเสียจิต    เพราะผิดหวัง
เกินกำลัง    ใจจะรับ    ความสูญเสีย
อยู่ต่อไป    ยังไง    ใจอ่อนเพลีย
เป็นคนเสีย    สติไป    ในบัดดล
นางฉีกทึ้ง    เสื้อผ้า    อาภรณ์ทิ้ง
แล้วออกวิ่ง    เปลือยกาย    ไม่อายเขา
ไร้จุดหมาย    ไร้ทิศเดิน    เกินคาดเดา
เดินตัวเปล่า    ไปเรื่อยเรื่อย    เมื่อยก็นอน
นอนอย่างหมู    กินอย่างหมา    น่าสังเวช
กายทุเรศ    สกปรก    เพราะหมกหมม
นอนเกลือกกลิ้ง    ดินทราย    และโคลนตม
นอนระทม    เพราะพิษไข้    เกือบใกล้ตาย
วันสุดท้าย    ในเคราะห์กรรม    นำหลุดพ้น
นางเดินจน    มาพบองค์    พระทรงศรี
พระพุทธองค์    เลิศกว่าใคร    ในปฐพี
เอ่ยวจี    จนดังก้อง    หูของนาง
โอ้น้องหญิง    เธอจงมี    สติเถิด
อย่าเตลิด    เลยเถิดไป    ไม่เข้าท่า
ผู้พลัดพราก    จากของรัก    เสียน้ำตา
ไหลออกมา    มากเกินกว่า    น้ำทะเล
ความพลัดพราก    ย่อมมี    ในสัตว์โลก
ความเศร้าโศก    โชคร้าย    ไม่ไว้หน้า
ถือกำเนิด    เกิดขึ้น    ในโลกา
รอเวลา    ตายเป็นซาก    จากกันไป
สัตว์โลกนี้    เหมือนดิ้นรน    บนกิ่งไม้
ส่วนรอบกาย    ถูกรายล้อม    ด้วยไฟสุม
จะลงไป    ก็ไม่ได้    ถูกไฟรุม
เกาะกิ่งกุ่ม    รอรับ    ชะตากรรม
มนุษย์นี้    เกิดมาแล้ว    ไม่แคล้วแน่
เจ็บป่วยแก่    อีกพลัดพราก    จากของหวง
ความสุขที่    ตาเห็น    เป็นสิ่งลวง
ติดในบ่วง    แห่งกรรม    นำเกิดมา
นางได้ฟัง    ด้วยพลัง    พระสุรเสียง
ก็พอเพียง    คืนสติ    จิตผ่องใส
ระลึกตน    รู้สึกตัว    รู้สึกอาย
ผ้าพันกาย    ชาวบ้านมอบ    จึงขอบคุณ
เมื่อแต่งตัว    เรียบร้อย    ค่อยค่อยนั่ง
คอยรับฟัง    พระทรงโปรด    เทศนา
พระพุทธองค์    ทรงอนุญาต    บรรพชา
แต่นั้นมา    นางจึงเป็น    ภิกษุณี
เปรียบได้เหมือน    ผู้เดินทาง    อย่างเหนื่อยล้า
ดั้นด้นมา    พบร่มเงา    จึงเข้าพัก
พบความสุข    ที่ไม่เคย    ได้รู้จัก
หมดเรื่องรัก    โลกิยะ    จะชักจูง
ได้สำรวม    อินทรีย์    ที่สงบ
ได้มาพบ    พระธรรม    ดั่งน้ำใส
พระเทศนา    ดั่งน้ำทิพย์    ชโลมกาย
แสนสบาย    ห่างไกลโลก    แห่งโลกีย์
นางประพฤติ    ปฏิบัติ    ไม่ขัดศีล
จนเริ่มชิน    สำรวมจิต    เป็นนิสัย
เกิดปัญญา    พิจารณา    ถึงความตาย
สัตว์ทุกราย    ล้วนต้องตาย    ไม่ต่างกัน
ในวันหนึ่ง    นางเทน้ำ    ใช้ล้างเท้า
น้ำไหลยาว    ไปน้อยหนึ่ง    จึงหดหาย
เทอีกครั้ง    ไกลกว่าเก่า    ค่อยซึมทราย
ครั้งสุดท้าย    ยาวที่สุด    ยังหยุดลง
ส่งจิตให้    พิจารณาน้ำ    ไหลตามพื้น
นางก็ยืน    มองดู    อย่างสงบ
เพ่งจิตไป    ตามกระแส    จึงได้พบ
จิตบรรจบ    ใจเริ่มว่าง    สว่างปัญญา
น้ำที่ไหล    นองไป    ก็เปรียบว่า
คนเกิดมา    ที่ตายใน    วัยเริ่มต้น
มีมากมาย    ที่ตายใน    วัยกลางคน
มีมากล้น    ที่ตายใน    วัยชรา
เกิดมาแล้ว    ก็ต้องตาย    อย่างแน่แน่
ก็ดูแต่    ลูกของเรา    เอา เปรียบได้
แค่เกิดมา    เป็นทารก    ก็ตกตาย
อีกทั้งชาย    ผู้สามี    นี้ก็ตาย
ทั้งพ่อแม่    แก่ชรา    ก็ถึงฆาต
ไม่ประหลาด    เลยความตาย    ในภายหน้า
จะวัยไหน    ก็ตายได้    ดับชีวา
อนิจจา    ขันธ์ทั้งห้า    นั้นทุกข์จริง
จะยึดติด    ทำไม    ไร้สาระ
อยากชนะ    ต้องฝึกละ    แต่เนิ่นเนิ่น
มัวแต่คิด    ใช้ชีวิต    อยู่เพลินเพลิน
ยามเผชิญ    หน้าความตาย    ใจไม่ยอม
ภิกษุณี    ปฏาจารา    บรรลุแล้ว
ใจเพริดแพร้ว    ดั่งแก้วใส    ไร้ขุ่นหมอง
ตัดกิเลส    ละตัณหา    ที่หมักดอง
ก็สมปอง    เป็นอรหันต์    วันนั้นเอง
นี่แหละหนา    ใช้วิกฤติ    เป็นโอกาส
ความผิดพลาด    ผิดหวังเป็น    แรงกระตุ้น
เปลี่ยนความทุกข์    ความเสียใจ    ให้เป็นทุน
ย้อนเป็นคุณ    หนุนดีได้    บั้นปลายตน
ดีกว่านั่ง    ฟูมฟาย    วุ่นวายบ้า
ใจไม่กล้า    รับความจริง    สิ่งที่เห็น
รู้ทั้งรู้    มันจะเกิด    มันจะเป็น
ดีแต่เต้น    ดีแต่ร้อง    นองน้ำตา
ไปโทษดวง    โทษชะตา    ฟ้าลิขิต
ผูกดวงจิต    กับเครื่องราง    อ้างของขลัง
ตนนั่นแหละ    ต้องเผชิญ    เพียงลำพัง
บอกดังดัง    ตนพึ่งได้    แต่ตนเอง
พระธรรมนี้    คิดให้ดี    ชี้ทางออก
ไม่เคยหลอก    บอกตรงตรง    ปลงสังขาร
ความลุ่มหลง    ในตัณหา    คือตัวมาร
เป็นตัวการ    ของความทุกข์    ในโลกเรา




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กุมภาพันธ์ 16, 2017, 11:06:27 AM