กรกฎาคม 25, 2017, 03:52:16 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ถามเรื่อง บุพการี  (อ่าน 2827 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ณัฐกิตติ์ ผลบุญ
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 38
กระทู้: 1
สมาชิก ID: 2639


อีเมล์
« เมื่อ: มิถุนายน 28, 2013, 02:45:13 PM »

Permalink: ถามเรื่อง บุพการี
      เคยได้ยินมาว่า การตอบแทนคุณที่สูงสุดของลูกที่มีต่อพ่อแม่ คือการให้พ่อแม่สนใจธรรมะ เข้าถึงธรรมะ เป็นอย่างไรครับ
ดีกว่าการทำให้ท่านพอใจ โดยคำพูด การเอาอกเอาใจ โดยที่ทางนั้นอาจจะไม่ใช่ทางที่เป็นสุขอย่างแท้จริง เช่น พ่อแม่อยากได้ของแล้วเราเห็นว่าไม่น่าจำเป็น และโดยที่สถานะการเงินไม่เอื้ออำนวย ทำให้ขัดใจท่าน เมือ่ เราไม่ให้ ผิดไหม และถ้าเราให้ เราผิดไหม 
        อีกกรณี ที่ท่านแนะนำเราแล้วเราไม่ทำตาม เนื่องจากเรารู้ว่าสิ่งที่ท่านบอกให้ทำไม่ใช้ทางแก้ไขปัญหาได้ แต่ท่านแนะนำเพื่อหวังดี เมื่อเราไม่ทำตามตามท่านบอก และแสดงเหตุผลว่าเหตุอันใดที่ไม่ทำแบบที่ท่านบอก และทำอีกแบบ เพราะอะไร  ท่านกลับต่อว่าเรา ว่าเราไม่เห็นความสำคัญ ไม่เคารพท่าน  แบบนี่ บาป หรือไม่อย่างไร จะทำอย่างไรดี  ( และแนวทางท่ี่ท่านบอกก็พิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นผล)
       มีการเห็นไม่ตรงกัน กับพ่อแม่หลายเรื่อง ข้าพเจ้าก้พยายามชี้แจง สิ่งที่คิด มีการชี้แจง บางครั้งมีการเถียงบ้าง บาปหรือไม่  แต่เจตนาก้เพื่อหวังดีต่อท่าน อาจจะติดที่เป็นลูก ท่านก็เลยไม่เชื่อเรา จะทำอย่างไรดี

ขอบคุณครับ   




บันทึกการเข้า
ไหลเย็น
รู้ธรรมคือรู้ตน
ผู้ดูแลบอร์ด
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 101


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 385
สมาชิก ID: 565


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 30, 2013, 07:47:47 PM »

Permalink: ถามเรื่อง บุพการี
ลูกมีหน้าที่แนะนำ  ไม่ใช่หน้าที่สอนนะจ๊ะ

สร้างศรัทธา  และ ปัญญา  ลองใช้ดูครับ

ขอเจริญในธรรม
บันทึกการเข้า

เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 741
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2013, 04:18:51 AM »

Permalink: ถามเรื่อง บุพการี
- คุณณัฐกิตติ์ ผลบุญ การให้ธรรมนั้นประเสริฐสุด เพราะทำให้ท่านรู้เห็นตามจริง เข้าใจในสัจธรรม ทำให้ท่านได้รู้จักว่าสิ่งนี้ๆควรเพียรทำ สิ่งนี้ๆควรละวาง สิ่งนี้ๆควรวางใจกลางๆ สิ่งนี้ๆไม่ควรยึดมั่นถือมั่น สิ่งนี้ย่อมเกิดแต่เหตุ จนเห็นหนทางที่ดีงามเพื่อออกจากทุกข์
- การที่เราให้เงินพ่อและแม่ หรือ พูดให้ท่านสบายใจแล้ว..ท่านนั้นเข้าไปยึดมั่นถือมั่น มีวิถีชีวิตในทางที่ทำให้ กาย วาจา ใจ ทุจริต หรือ เป็นไปเพื่อสนองใน โลภะ โทสะ โมหะ ท่านย่อมก้ายวล่วงสู่บาปเป็นต้น
- ดังนั้นหากคุณรักท่านจริงอยากกตัญญู+กตเวทีจริงๆแล้ว คุณต้องกระทำดังนี้

ทางกาย
1. เลี้ยงดูและดูแลพ่อกับแม่เป็นนิจไม่ละทิ้ง(เรียกว่ากตเวที)
2. ไม่ทำร้ายร่างกายพ่อกับแม่
3. ไม่แสดงกิริยาที่ไม่ดี หรือ หยาบคาย หยาบช้าต่อพ่อและแม่ หรือ ยกตนข่มท่าน
4. พาท่านทำบุญ ใส่บาตร สวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ เดินจงกรม
5. ปฏิบัติตัวเราเองให้เป็นแบบอย่าง ให้ท่านเห็น คือ เราต้องพึงเจริญปฏิบัติใน สติ ศีล พรหมวิหาร๔ ทาน สมาธิ คิดดี พูดดี ทำดี อยู่เนืองๆเป้นประจำทุกวันทุกเวลาไม่ว่าต่อหน้าหรือลับหลังไม่ว่ากลางวันกลางคืน

ทางวาจา
1. ไม่ด่าว่ากล่าวโทษท่าน พูดกับท่านด้วยคำพูดที่มีเหตุและผล โดยพูดกับท่านด้วยวาจาชอบ คือ ไม่พูดโกหก ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดพร่ำเพ้อ ไม่พูดเพ้อเจ้อ (ซึ่งไม่ใช่การยกยอปอปั้น หรือ พูดให้ท่านเสพย์ความพอใจยินดี เพราะมันจะก่อเกิดอัตตา)
2. พูดให้ท่านคลื้นเครง ขบขันหัวเราะ มีสุขจิตใจเบิกบาน(คือพูดเรื่องขำขันไม่ซีเรียส) พูดสรรเสริญในบุญคุณท่านที่เลี้ยงดูเรามาได้(คือพูดด้วยความสำนึกรู้บุญคุณท่านเรียกว่ากตัญญู) แต่ไม่ใช่การพูดยกยอปอปั้น หรือ พูดคล้อยตามเพื่อให้ท่านพอใจในสิ่งที่ท่านต้องการหากสิ่งนั้นมันผิด
3. พูดชวนท่านทำบุญและปฏิบัติธรรม พูดถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ท่านเรียนรู้ถูก-ผิด ได้รู้ในหนทางที่ทำให้ กาย วาจา ใจ สุจริต ให้ท่านได้รู้หนทางการเจริญสติ มีสติตั้งอยู่ ศีล พรหมวิหาร๔ ทาน สมาธิ คิดดี พูดดี ทำดี
        เช่น เมื่อเราเจริญปฏบัติในข้อดังกล่าวข้างต้นแล้ว ก็พูดชักชวนท่านว่า พ่อครับ แม่ครับ มาปฏิบัติธรรมกับผมนะ

(เรื่องสติ) ตอนนี้ผมเจริญสติแล้วดีมากรู้ทันอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง เมื่อรู้แล้วก็มีจิตพิจารณาหาทางแก้ไขที่ดีงามได้ก่อนจะลงมือทำสิ่งใดๆไปด้วยอารมณ์เพราะจะมีผลเสียตามมาในภายหลัง เป็นต้น

(เรื่องศีล) รู้ไหมครับหากเรามีศีลนะครับ จะทำให้จิตใจเราไม่ร้อนรุ่ม-ไม่ร้อนรนใจ จิตใจแจ่มใสเบิกบาน จะทำให้เกิดความอิ่มเอมจิตใจ มีจิตเป็นปกติสุขด้วยความไม่เบียดเบียนทางกายและวาจาต่อบุคคลใดหรือสัตว์ใด เพราะไม่ว่าบุคคลใดหรือสัตว์ใดย่อมต้องเป็นดังนี้คือ
            - คนและสัตว์ทั้งหลายต่างก็รักชีวิตของตน ไม่มีบุคคลใดสัตว์ใดที่ชอบให้ผู้อื่นมาจ้องเบียดเบียน ทำร้าย หรือ พรากชีวิตตน / ดังนั้นเราจึงควรที่จะไม่ฆ่าหรือเบียดเบียนบุคคลใดและสัตว์ใด
            - คนและสัตว์ทั้งหลายต่างก็หวงแหนและถนอมในสิ่งที่ตนมีและไม่อยากให้ใครมาหยิบฉวยขโมยเอาสิ่งใดๆของตนไป โดยที่ตนไม่ได้ให้ / ดังนั้นเราจึงไม่ควรหยิบฉวยเอาของที่ผู้อื่นไม่ได้ให้
            - คนและสัตว์ทั้งหลายต่างก็ไม่อยากให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับบุคคลอันเป็นที่รักของตนในทางที่ไม่ดีงามเป็นอกุศล หรือ มาพรากเอาของรักหรือบุคคลอันเป็นที่รักของตนไป / ดังนั้นเราจึงควรที่จะไม่ประพฤติผิดกับสิ่งของหรือบุคคลอันเป็นที่รักของใคร
            - คนและสัตว์ทั้งหลายต่างก็ไม่ชอบให้ผู้อื่นมาโกหกตน-พูดส่อเสียดตน-พูดด่าทอหยาบยคายกับตน พูดพร่ำเพ้อ พูดเพ้อเจ้อ / ดังนั้นเราจึงควรมีสสัมมาวาจา ควรละในมิจฉาวาจาเสีย
            - เวลาที่ได้ดื่มสุรานี่เริ่มแรกก็คลื้นเครงดี พอนานเข้าๆก็เริ่มจะไม่มีสติ จะโวยวาย สามารถทำผิดได้มากมาย ความรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลายก็เกิดง่าย ยิ่งกินมากเท่าไหร่เงินก็จะลดถอยลงไม่พอใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เริ่มต้องมาหยิบยืมใช้จ่าย ครอบครัวก็เริ่มลำบาก หาประโยชน์ใดๆไม่ได้เลย พอสร่างเมาก็จะมาเสียใจเสียดายภายหลังที่ต้องไปกินเหล้า / ดังนั้นเราจึงควรงดดื่มหรือเสพย์ของมึนเมาใดๆ
            - จากนั้นก็กล่าวถึงอานิสงส์ของศีลแต่ละข้อตาม Link นี้ให้ท่านฟัง http://www.madchima.org/forum/index.php?topic=11557.0 โดยอาจจะพูดด้วยเหตุและผลอาจจะมีติดตลกบ้างเพื่อไม่ให้เครียด

(เรื่องพรหมวิหาร๔) บอกกับพ่อและแม่ขอองคุณดังนี้ว่าพรหมวิหาร๔นี้หากปฏิบัติเป็นนิจจะมีอานิสงส์เป็นความสุขแก่ผู้ปฏิบัติถึง ๑๑ ประการดังต่อไปนี้
๑. สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
๒. ตื่นขึ้นมาก็มีความสุข มีอารมณ์แช่มชื่นหรรษา ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
๓. นอนฝันก็ฝันเป็นมงคล มิฝันเห็นสิ่งลามก
๔. เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูตผีทั้งปวง
๕. เทวดาและพรหม จะรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
๖. จะไม่มีอันตรายจากเพลิง ไม่มีอันตรายจากสรรพาวุธและยาพิษ
๗. จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อม จะเจริญรุดหน้ายิ่งขึ้น
๘. มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
๙. เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สติมิฟั่นเฟือน
๑๐. ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ เพราะทรงพรหมวิหาร ๔ นี้ผลแห่งการเจริญพรหมวิหาร ๔ นี้ก็จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
๑๑. มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาบัติวิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นปกติ
พรหมวิหาร๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ดังนี้
- ความปารถนาดี มีจิตปารถนาให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์เป็นสุขทั้งคนที่รักและชัง
- ความปารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข มีจิตเอื้ออนุเคราะห์แบ่งปันเพื่อให้ผู้อื่นได้ประสบกับความสุข
- ความยินดีเมื่อผู้อื่นเป็นสุข มีจิตพอใจยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้พ้นทุกข์และประสบกับความสุขแล้ว
- ความวางเฉย มีจิตวางใจไว้กลางๆไม่หยิบจับเอาทั้งความพอใจยินดีและไม่พอใจยินดีมาเป็นที่ตั้งแห่งอารมณ์
อ่านเพิ่มเติมที่นี่ครับ http://www.larnbuddhism.com/grammathan/promvihan.html และ http://www.palungjit.com/smati/books/index.php?cat=11 หรือ http://www.easyinsurance4u.com/buddha4u/subline%20states%20of%20mind.htm

(เรื่องทาน) คือ - ความสละให้ มีจิตที่ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนนั้นครอบครองอยู่ว่านี่เป็นเป็นเรา-นี่เป็นของเรา ไม่เสียดายที่จะมอบหรือสละให้ผู้อื่นหากมันทำให้ผู้อื่นนั้นเป็นสุขได้ ผู้ให้ทานย่อมได้รับอานิสงส์(บุญที่หลั่งไหลมา) ๕ ประการ ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
๑. "ดูก่อนท่านสีหเสนาบดี ทายกผู้เป็นทานบดี(เป็นใหญ่ในการให้ทาน ชอบให้ทาน)ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของชนเป็นอันมาก ข้อนี้เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง (ผู้ให้ทานย่อมประจักษ์ด้วยตนเองในชาตินี้ที่เดียว ไม่ต้องเชื่อผู้อื่นอีก แม้แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า) ประการหนึ่ง.
๒. อีกประการหนึ่ง สัตบุรุษย่อมคบหาทายกผู้เป็นทานบดี แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
๓. อีกประการหนึ่ง กิตติศัพย์อันงามของผู้เป็นทานบดีย่อมฟุ้งขจรไป แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
๔. อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี จะเข้าไปอยู่ในที่ประชุมใดๆ คือที่ประชุมกษัตริย์ พราหมณ์ คฤหบดี สมณะ ก็ย่อมเป็นผู้องอาจ ไม่เก้อเขิน แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง.
๕. อีกประการหนึ่ง ทายกผู้เป็นทานบดี เมื่อตายไปแล้วย่อมเข้าสู่สุคติโลกสวรรค์ แม้ข้อนี้ก็เป็นผลแห่งทานที่จะพึงได้ในสัมปรายภพ."
เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้แล้ว สีหเสนาบดีจึงทูลว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง ๔ ข้อ (ข้อ ๑ - ๔) ที่พระองค์ตรัสบอกแล้ว ข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าก็หามิได้ แม้ข้าพระองค์ก็ย่อมทราบดี(โดยพระพุทธองค์มิต้องบอก) แต่ผลแห่งทานข้อที่ ๕ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสบอกข้าพระองค์ว่า ทายกผู้เป็นทานบดีเมื่อตายแล้ว ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ข้าพระองค์ย่อมไม่ทราบ ก็แต่ว่าข้าพระองค์ย่อมเชื่อต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าในข้อนี้"(คือข้อที่ ๕ นี้เท่านั้น)  (ที่มา-อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต) ขอบคุณ http://www.oknation.net/blog/boy-girl/2008/09/26/entry-1
 สมัยพระพุทธกัสสปท่านเทศน์อยางนี้  ท่านบอกว่า
                        บุคคลใดให้ทานด้วยตนเอง  แต่ไม่ชักชวนคนอื่น  ตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดใหม่  จะมีทรัพย์สมบัติมาก  จะเป็นคนร่ำรวย  เป็นเศรษฐีมหาเศรษฐี  แต่ว่าขาดเพื่อน ขาดคนเป็นที่รัก  มันก็โดดเดี่ยวแย่เหมือนกัน
                        บุคคลใดดีแต่ชักชวนบุคคลอื่น  แต่ว่าตนเองไม่ให้ทาน  ท่านบอกว่า  ตายจากชาตินี้ไปแล้วไปเกิดชาติใหม่ มีพรรคพวกมากแต่ยากจน
                        บุคคลใดให้ทานด้วยตนเอง  แล้วก็ชักชวนบุคคลอื่นด้วย  ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่จะเป็นคนร่ำรวยมากด้วย  แล้วก็จะมีเพื่อนมีบริวารมีมิตรสหายมาก  นี่เรียกว่ามีความสุข
                        บุคคลใดไม่ให้ทานด้วยตนเอง  ไม่ชักชวนบุคคลอื่นด้วย  ตายจากชาตินี้ไปเกิดใหม่  จะไม่มีทรัพย์สมบัติ  เป็นคนยากจนเข็ญใจ  เป็นยาจกขอทาน แล้วขอก็ไม่ค่อยจะได้  ไม่มีใครเขาอยากจะให้  มีแต่คนรังเกียจ
ดูเพิ่มเติมที่นี่ http://www.kaskaew.com/index.asp?contentID=10000004&title=%CD%D2%B9%D4%CA%A7%CA%EC%A2%CD%A7%B7%D2%B9&getarticle=51&keyword=&catid=7

(เรื่องสมาธิ) บอกท่านว่าสมาธินี้ดีมากทำให้จิตใจและร่างกายผ่อนคลาย ไม่คิดฟุ้งซ่าน มีความสงบสบายทั้งกายใจ ดับทั้งความพยาบาทและกามราคะได้ เห็นจริงในอริยะสัจ๔ช่วยเกื้อหนุนในสติเป็นหลัก ปฏิบัติง่ายมากแค่วันละ 15-30 นาที แค่กำหนดรู้ตามลมหายใจเข้าระลึกพุทธ-หายใจออกระลึกโธ ค้นหาพุทธ-โธให้เจอ ซึ่งพุทธ-โธนี้จะมีลักษณจะเป็นดวงแก้วใสสว่างจ้ามีหลายสี สว่างทั้งกลางวันและกลางคืน มีความสงบผ่องใส มีทั้งสุข มีจิตตั้งมั่นดีควรแก่สติ รู้ใจผู้อื่นก็ได้ รู้ธรรมในตนก็ได้ ถอดจิตไปเที่ยวไหนก็ได้ ทำเป้นประจำนี่อานิสงส์นั้นเมื่อตายไปก็ขึ้นสวรรค์ได้ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกาจนถึงชั้นดุสิตที่พระโพธิสัตว์หรือผู้มีบุญมากๆอยู่เลยนะ


ทางใจ
1. เจริญในความคามคิดที่เป็นกุศล คือ คิดดี คิดในสิ่งที่ดีงาม เจริญในใจเห็นในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มีความตรึกนึกคิดเพื่อออกจากกาม ไม่พยาบาทคิดร้ายใคร
2. พึงระลึกถึงบุญคุณพ่อแม่หรือบุพการีผู้มีอุปการะคุณใดๆอยู่เสมอ(เรียกว่ากตัญญู)
3. มีใจช่วยเหลือเผื่อแผ่ มีเมตตา มีกรุณา มีมุทิตา มีทาน และ อุเบกขาต่อพ่อแม่หรือบุพากรีทั้งหลาย
3. ไม่คิดดูถูกดูแคลนพ่อแม่ หรือ บุพการีทั้งหลาย
4. ไม่คิดยกตนข่มพ่อแม่หรือพุพการีทั้งหลาย
5. เพียรเจริญใจให้ระลึกรู้ปฏิบัติโดยกำหนดเจตตาตั้งใจมั่นปฏิบัติใน สติ ศีล พรหมวิหาร๔ ทาน สมาธิ คิดดี พูดดี ทำดี


คุณลองปฏิบัติใน 3 ทางนี้เป็นเบื้องต้น คุณทำได้ไหม หากคุณทำได้นะข้อที่ติดข้องใจใดๆของคุณมันจะหายไปในทันที คุณจะเห็นตามจริงขึ้นมาทันที ขอให้เจริญในธรรมครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 04, 2013, 11:09:48 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กรกฎาคม 23, 2017, 04:45:26 PM