กันยายน 25, 2017, 12:35:29 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อยากทราบว่าที่เป็นเห็นคืออะไร?  (อ่าน 2780 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ดอกไม้งาม
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 31
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 2776


« เมื่อ: มกราคม 26, 2014, 04:48:11 PM »

Permalink: อยากทราบว่าที่เป็นเห็นคืออะไร?
กราบสวัสดีเพื่อนๆพี่น้องทุกท่านคือตอนนี้หนูมีปัญหา..ที่เวลาจะหลับแต่ยังไม่หลับนะึค่ะรู้สติทกอย่างจะมักเห็นภาพลอย ๆเหมือนลอยเข้ามาใกล้ตัวเรื่อยๆคล้ายว่าเรากำลังดูหนังฉายแต่มันอยู่ที่ตาเราฉายออกจากตาเราประมาณนี้ค่ะในขณะที่ตาหนไม่ได้หลับนะค่ะลืมตาอยู่แต่จับใจความไม่ได้ว่าคือภาพอะไร บางครั้งก็เป็นสัตว์ บางครั้งก็เป็นคนหยอกล้อกัน หนักสุดที่กลัวจนต้องออกมาหาที่ปรึกษาที่นี่คือเห็นเป็นศพที่โดนผ้าขาวคลุมยิ่งเราเพ็งมองมองเท่าไหร่ภาพจะค่อยๆชัดขึ้นๆๆจนทนไม่ไหวจนต้องหลับตาหนี้คือภาพนั้นลอยใกล้เรามากเขาหันมายิ้มให้เรา ยังจำภาพนั้นได้แม่นจนเมื่อคืนตัดสินใจอยากลองดูใหม่ว่าหากเป็นผีหรืออะไรจะลองตั้งจิตดให้ร้กันไปเลย และแล้วก็เป็นจริงค่ะภาพนั้นมาอิกทีนี้หนเริ่มมองและตั้งสมาธิสุดๆใจแข็งสุดๆภาพมันค่อยๆเลื่อนไปมาสั่นๆแล้วค่อยๆประติดประต่อชัดเป็นรูปร่างเห็นเหมือนสภารถที่โดนชนยับและค่อยๆเห็นเป็นหน้าผู้ชายคนนึงชัดขึ้นในใจเราก็พูดว่าอย่ากลัวๆมาเลยหน้าเขาเริ่มเละตกใจทนไม่ได้ค่ะหลับตาลงทันทีหายใจดังเฮือกจนแม่นอนข้างๆถามว่าเป็นอะไรใจเต้นดังและสั่นแรงจนเหนื่อยหอบเลยค่ะพูดให้ใครหรือแม้แต่เพื่อนสนิทยังว่าเราบ้าเพี้ยน คือจะเห็นแบบนี้เกือบทุกคืนค่ะ ก่อนหน้านี้หน้าจะ1ปี จะเป็นคล้ายๆแบบนี้แต่จะเป็นตอนตี3-5เหมือนร้สึกตัวแล้วลืมตาจะเห็นคนยืนที่ประตูทุกคืนความร้สึกน่าจะเป็นผู้หญิงค่ะ ถ้าหนูตั้งสติเมื่อใดภาพนั้นจะค่อยๆหายไปทันทีแต่ตอนนี้ไม่เจอร่างผุ้หญิงคนนั้นอิกแล้วค่ะ ขอคำปรึกษาด้วยนะค่ะ หรือใครเคยเป็นบ้างค่ะ บอกตรงๆว่ากลัวถึงกับใจสั่นเต้นดังตุ๊บๆเลยค่ะ :(ทุกวันนี้ กำลังจะเริ่มหัดสวดมนต์ก่อนนอนตักบาตร ทำบญค่ะ )




บันทึกการเข้า
ไหลเย็น
รู้ธรรมคือรู้ตน
ผู้ดูแลบอร์ด
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 101


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 385
สมาชิก ID: 565


« ตอบ #1 เมื่อ: มกราคม 26, 2014, 10:35:04 PM »

Permalink: อยากทราบว่าที่เป็นเห็นคืออะไร?
ตั้งสติแล้วเห็นจึงเป็นของจริง

ตั้งสติแล้วหายนั่นเป็นของปลอม

ขอเจริญในธรรม
บันทึกการเข้า

ดอกไม้งาม
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 31
กระทู้: 2
สมาชิก ID: 2776


« ตอบ #2 เมื่อ: มกราคม 27, 2014, 10:34:28 AM »

Permalink: อยากทราบว่าที่เป็นเห็นคืออะไร?
ขอบพระคณในคำตอบค่ะสาธุค่ะเมื่อคืนสวดมนต์ก่อนนอนห้าทุ่มกำลังสวดแผ่เมตตาได้ยินเสียงคนลากเกาอี้ตกใจมากค่ะเลยสวดไม่สำเร็จเลยค่ะเพราะกัวเคยหัดนั่งสมาธิเองที่บ้านก็เวียนหัวโลกหมุนเหมือนตัวจะขาดออกจากกันด้วยค่ะเลยไม่ได้นั่งอิกเลยขอปรึกษาอิกเรื่องนะค่ะขอบคุณค่ะ เศร้า
บันทึกการเข้า
ไหลเย็น
รู้ธรรมคือรู้ตน
ผู้ดูแลบอร์ด
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 101


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 385
สมาชิก ID: 565


« ตอบ #3 เมื่อ: มกราคม 28, 2014, 10:22:46 AM »

Permalink: อยากทราบว่าที่เป็นเห็นคืออะไร?
ให้ลองสวดแผ่เมตตาและแผ่ส่วนกุศล

ผมเองก็เป็น หากทำบุญแล้ว  ตอนกลางคืนนอน ไม่ได้แผ่กุศล แล้วก็ถูกรบกวนด้วยเสียงต่างๆนาๆ  เหมือนมาทวงอะไรทำนองนั้น

ขอให้เจริญในธรรม
บันทึกการเข้า

เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 750
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #4 เมื่อ: มกราคม 29, 2014, 04:33:40 PM »

Permalink: อยากทราบว่าที่เป็นเห็นคืออะไร?
- เวลาเห็นนิมิตนั้นแล้ว ก็ให้วิเคราะห์ลงในธรรมเสียสิ ความกลัวจะหายไปแล้วเห็นธรรมขึ้นมาแทน เพ่งรูปนั้นให้เป็นกสิน เพ่งมองดูเห็นความไม่เที่ยงคือ คนเรามีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา ไม่คงอยู่นาน ไม่อาจจะบังคับให้ รูปขันธ์ คือ กายนี้ เป็นไปดั่งที่ใจเรานั้นต้องการปารถนาได้เพราะมันไม่มีตัวตน ทุกสิ่งทุกอย่างมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสูญสลายไปเป็นธรรมดา อันนี้เป็นวิปัสสนาเลยนะใช้ปัญญาพิจารณา

- นี่น่ะเวลาเห็นรูปนิมิตคนตายนี้ ก็เพ่งให้เห็นดูสิว่านี่ คนเราเกิดมาเป็นธรรมดา มีความตายเป็นของเที่ยง ที่กล่าวว่าไม่เที่ยงนี่เพราะไม่รู้ว่าเราจะตายเวลาไหน แต่สุดท้ายเดราก็ต้องตายอยู่แล้ว พิจารณาถึงความตายเป็นอารมณ์ ไม่ว่ารูปนิมิตนั้นที่เห็นหรือว่าตัวเราก็ต้องตายอยู่ในสภาพเดียวกันนั้นอยู่ดีไม่ต่างกันเลย แม้ตอนตื่นอยู่เราเดินไปก็อาจจะตายได้ แม้กำลังนั่งอยู่ก็อาจจะตายได้ แม้เวลากำลังตักข้าวเข้าปาก เราก็อาจจะตายได้ แม้กำลังเคี้ยวข้าวก็อาจจะตายได้ แม้กำลังกลืนคำข้าวฟหรือน้ำก็อาจจะตายได้ เรานั้นสามารถตายได้ทุกขณะจิต ทุกขณะเวลา ให้ดูนิมิตนั้นแล้วระลึกถึงความตายทุกลมหายใจเข้า ดูนิมิตนั้นแล้วระลึกถึงความตายทุกลมหายใจออก ดูนิมิตแล้วเพ่งพิจารณาอย่างนี้จนแจ่มแจ้งเรียกว่า เจริญมรณัสสติ เป็นการระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์ อันนี้ได้กัมมัฏฐานอีกนะนี่

- เวลาเห็นนิมิตเป็นสภาพศพที่ตายไปในสภาพต่างๆ ให้เพ่งพิจารณาดูว่า กายภายนอก ภายในเป็นแบบไหน ประกอบด้วยอาการทั้ง 32 คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ไส้ใหญ่ ไส้น้อย น้ำมูล กระดูก ตับ ไต ม้าม อาหการเก่า อาหารใหม่ เป็นต้น เป็นการพิจารณา ปฏิกูลมนสิการบรรพ ในกายคตาสติ ดังบทคัดย่อพระสูตรในกายคตาสติดังนี้ว่า         

[๒๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ  แต่พื้นเท้าขึ้นไป  แต่ปลายผมลงมา  มีหนังเป็นที่สุด(โดย)รอบ  เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้   ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนไถ้มีปากสองข้าง เต็มด้วยธัญชาติต่างชนิดคือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง  งา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดี(ปัญญา)แก้ไถ้นั้นแล้ว พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี  นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน (พิจารณาให้เห็นสิ่งต่างๆ ที่ผสมปนเปเป็นปฏิกูล ไม่สะอาดอยู่ภายใน ทั้งยังประกอบไปด้วยซากพืช อสุภะของสัตว์ใหญ่น้อย ดุจดังสุสานใหญ่, ทางหนึ่งพึงเข้าทางปาก อีกทางหนึ่งพึงขับถ่ายออกมาปฏิกูลเหลือกำลัง จึงอุปมาได้ดังไถ้ก้นรั่ว ที่มีปากเข้าอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านก็ก้นรั่วเสีย เติมเท่าไรจึงไม่รู้จักเต็ม จึงต้องหมั่นเติมอยู่เสมอๆ ทุกๆวัน วันละหลายๆครั้ง)
        ย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แหละ แต่พื้นเท้าขึ้นไป แต่ปลายผมลงมา มีหนังเป็นที่สุดรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ ผังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้ทบ อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
        ดังพรรณนามาฉะนี้   ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกาย ในกายภายในบ้าง
(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของตนเองบ้าง,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")
        พิจารณาเห็นกาย ในกายภายนอกบ้าง
(หมายถึง เข้าใจกายสังขารดังนี้อย่างแจ่มแจ้ง ในกายของบุคคลอื่นๆบ้าง ว่าล้วนเป็นเช่นกัน,  แล้วอุเบกขา อันมีความหมายดังบทสรุปทุกท้ายบรรพที่กล่าวว่า "ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก")
        พิจารณาเห็นกาย ในกายทั้งภายใน ทั้งภายนอกบ้าง (ทั้งของตนเองบ้าง, ทั้งของผู้อื่นบ้าง)
        พิจารณาเห็นธรรม(ธรรมชาติ,สภาวธรรม)คือ ความเกิดขึ้นในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕, ปฏิจจสมุปบันธรรม)
        พิจารณาเห็นธรรมคือ ความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาใน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในพระไตรลักษณ์)
        พิจารณาเห็นธรรมคือ ทั้งความเกิดขึ้น ทั้งความเสื่อมในกายบ้าง (พิจารณาจากกระบวนธรรมของขันธ์ ๕ และพระไตรลักษณ์)
        ย่อมอยู่อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า กายมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้  เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น   เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิ(ความเชื่อ)ไม่อาศัยอยู่แล้ว  และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก(อุเบกขา) ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่า  พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ฯ (อย่างแจ่มแจ้ง)


- เวลาเห็นนิมิตเป็นศพ ให้ว่าจารณาว่าศพนี้ๆมี สี เภท สันฐาน ที่ตั้ง ปริเฉท อย่างได้ ดังนี้
       กำหนด สี ของอสุภะนี้เป็นร่างกายของ คนดำ คนขาว เป็นต้น
       กำหนด เภท นั้น คือ กำหนดว่าซากอสุภะนี้เป็นร่างกายของคนที่ตั้งอยู่ในปฐมวัย-มัชฌิมวัย-ปัจฉิมวัย
       กำหนด สัณฐาน นั้น คือ กำหนดว่านี่เป็นสัณฐานศรีษะ-ท้อง-สะเอว เป็นต้น
       กำหนด ทิศ นั้น คือ กำหนดว่าในซากอสุภะนี้มีทิศ ๒ คือ ทิศเบื้องต่ำ- เบื้องบน ท่อนกายตั้งแต่นาภีลงมาเป็นทิศเบื้องต่ำ ตั้งแต่นาภีขึ้นไปเป็นทิศเบื้องบน
       กำหนด ที่ตั้ง นั้น คือ กำหนดว่ามืออยู่ข้างนี้ เท้าอยู่ข้างนี้ ศรีษะอยู่ข้างนี้ ท่ามกลางกายอยู่ที่นี้
       กำหนด ปริเฉท นั้น คือ กำหนดว่าซากอสุภะนี้ มีกำหนดในเบื้องต่ำด้วยพื้นเท้า มีกำหนดในเบื้องบนด้วยปลายผม มีกำหนดในเบื้องขวาด้วยหนัง เต็มไปด้วยเครื่องเน่า ๓๑ ส่วน

(อันนี้่เป็นกสินอสุภะกรรมฐาน ที่มาจาก กรรมฐาน ๔๐ ของหลวงปู่มั่น)


- ก็เมื่อเพ่งนิมิตอบ่างนี้แล้ว เจริญปฏิบัติอย่างนี้แล้ว เมื่อจะถอนออกจากกัมมัฏฐานก็ให้แผ่เมตตาให้ตนเองก่อน แล้วแผ่เมตตาไปให้ภาพนิมิตที่เห็นนั้น นี่คึวามกลัวของเราก็จะเริ่มหายไปจนถึงไม่กลัวอีก นี่แสดงว่าเขามาให้เห็นเพื่อพิจารณาลงในธรรม การแผ่เมตตาจิตด้วยความปารถนาดีอยากให้เขาเป็นสุข มีจิตอนุเคราะห์แบ่งปันอยู่อยากใฟห้เขาได้พ้นทุกข์ มีความยินดีเมื่อเข้าได้พ้นทุกข์ประสบสุข จนเกิดการสละให้ที่เรียกว่าทาน สละเอาบุญบารมีที่ตนสะสมมาให้เขาไปเพื่อให้เข้าได้พ้นทุกข์ ขอบคุณเขาที่มาให้เห็นเพื่อพิจารณาลงในธรรม อันนี้ไม่ใช่แค่เราได้ เขาก็ได้บุญอันมหาศาลด้วย เพราะมาให้เราเห็นธรรม

กสิน แปลว่า เพ่ง เป็นการเพ่งเอานิมิตขึ้นมาพิจารณาเป็นสมาธิและกัมมัฏฐาน
อสุภะ คือ ความไม่สวยไม่งามเป็นของเน่าเหม็น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 29, 2014, 04:59:33 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กันยายน 10, 2017, 01:03:40 PM