เมษายน 26, 2017, 10:34:00 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เข้าเฝ้าพระพุทธองค์  (อ่าน 1245 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กหน้าวัด
เด็กใหม่
นักบุญผู้ใจดี
*****

พลังความดี : 696


เพศ: ชาย
กระทู้: 13275
สมาชิก ID: 1


เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 15, 2010, 04:04:17 PM »

Permalink: เข้าเฝ้าพระพุทธองค์
เข้าเฝ้าพระพุทธองค์

'การสวดมนต์'...เป็นเสมือนการได้...เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เช้า-เย็น
หรือก่อนนอนเป็นประจำ ในสมัยพุทธกาล การได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์
เป็นสิ่งล้ำค่ามากจนประมาณไม่ได้ ทั้งยังมีความลำบากยิ่งนัก จะต้อง
เดินทางเป็นระยะไกล ข้ามน้ำข้ามภูเขา อาจต้องเผชิญกับภัยพิบัติ
ต่างๆ เช่นโจรภัย โรคภัย แต่ผู้ที่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์สำเร็จ ก็จะได้
ฟังธรรมจากพระโอษฐ์ มีศีล มีใจสงบเป็นสมาธิได้ พิจารณาเนื้อหาใน
ธรรมนั้นๆ จนรู้แจ้งธรรมกันเป็นจำนวนมาก

การสวดมนต์ ด้วยใจที่ศรัทธา เบิกบาน มีสมาธิ มีความตั้งใจ ก็จะทำ
ให้มีโอกาสได้อานิสงส์อย่างนั้นเช่นกัน ไม่ว่าจะสวดในวัด ในห้องพระ
แม้บ้านเราจะไม่มีห้องพระ เพียงแต่สวดด้วยความเคารพในสถานที่ของ
เราที่เหมาะสม ก็เหมือนการเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า หากแม้ว่าเราจะยังไม่
ถึงขั้น บรรลุแจ้งแก่ธรรม แต่นับเป็นบุญอันล้ำค่ามากๆเช่นกัน ทั้งนี้เพราะ
การสวดมนต์ เป็นการเจริญสติ และพิจารณาธรรมหลายประการด้วยกัน

เนื้อหาของบทสวดนั้น บางบท เช่น...การทำวัตรเช้าและ ทำวัตรเย็น
เป็นการเรียบเรียงของพระคณาจารย์ โดยเป็นการเจริญคุณของพระ-
รัตนตรัย และนำพระธรรมสำคัญ ที่ทรงสอนอยู่เสมอๆมาเรียบเรียง
บทสวดมนต์บางบท เป็นพระสูตรโดยตรง ที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่ง
สอน เช่น บทสวดธรรมจักกัปปวัตนสูตร และมงคลสูตร ดังนั้น ถ้าเรา
สวดมนต์โดยมีความเข้าใจพิจารณาธรรมไปด้วย ก็จะเหมือนได้ฟังธรรม
ต่อหน้าพระพักต์พระพุทธองค์โดยตรง การสวดมนต์จึงเป็นการ..เจริญ
สติปัฏฐานสี่ สงบเป็นสมาธิเรียกว่า...สมถะภาวนา หากเมื่อทราบคำแปล
นั้น ก็อาจทำให้เกิดปัญญา จนถึงขั้นทำให้รู้แจ้งธรรมได้เป็นลำดับชั้น
เรียกว่า...วิปัสสนาภาวนา

ในสมัยพุทธกาล มีผู้บรรลุธรรม โดยการฟังธรรมอย่างนี้จำนวนมาก
ถ้าจะนับกันจริงๆแล้ว การฟังธรรมจากพระพุทธองค์ น่าจะเป็นวิธีการ
ที่ทำให้ผู้ฟังธรรม ไม่ว่าจะเป็นปุถุชน ชาวบ้าน พระสงฆ์ตลอดจนเทวดา
พรหม รู้แจ้งธรรม บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยบุคคล มากที่สุดกว่าวิธีอื่น

การสวดมนต์ยังเป็นการเจริญสติอีกหลายประการ ขึ้นกับบทสวดนั้น
เช่น..พุทธานุสติ ธรรมานุสติ สังฆานุสติ มรณสติ...ได้พิจารณา'ไตรลักษณ์'
บางบทก็เป็นการเจริญเมตตากรรมฐาน

การสวดมนต์ ยังก่อให้เกิดบุญซับซ้อนหลายชั้นมาก อันดับแรกเพียงแค่
เริ่มสวด...สรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ก็ได้บุญมากแล้ว ยิ่งผู้สวดมีความ
เข้าใจคำแปลในเนื้อหาด้วย ก็เหมือนเราได้ฟังธรรม ที่เรียกว่า..'ธัมมัสสวนมัย'

เมื่อสวดมนต์เสร็จทุกครั้ง ให้แผ่เมตตา โดยไปอ่านที่บทการแผ่เมตตา
ก็จะได้บุญอีก การแผ่เมตตาหรือ การเจริญเมตตา เป็นความปรารถนาให้
ผู้อื่นมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นญาติมิตรหรือศัตรู ให้เราให้อภัยเขาก่อน จาก
นั้นให้นึกเมตตาให้ทุกคนเป็นสุขเสมอ การเจริญเมตตาอย่างนี้ ถือเป็นการ
เจริญกรรมฐานอย่างหนึ่ง ที่มีอานิสงส์ยิ่งกว่าการให้ทาน และการรักษาศีล
พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญว่า...'ถือว่าไม่ห่างจากทำสมาธิ จนได้ฌานเลย
ทีเดียว' ดังพุทธพจน์นี้....

"...ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุซ่องเสพ เมตตาจิต เเม้ชั่วการเพียงลัด
นิ้วมือเดียวเท่านั้น ภิกษุนี้เรากล่าวว่า..อยู่ไม่เหินห่างจากฌาน ทำตาม
คำสอนของพระศาสดา ปฏิบัติตามโอวาท ไม่ฉันบิณฑบาตรของชาวแว่น
แคว้นเปล่า ก็จะกล่าวไยถึงผู้ทำเมตตาจิตนั้นให้มากเล่า" ต.บ. ๒๐/๕๔

ดังนั้น เมื่อเราสวดมนต์เสร็จเราก็นึกเมตตาให้คนที่เรารู้จักและเทวดา
ทั้งหลาย ให้มีความสุข ก็จะยิ่งเป็นบุญกุศล

อีกประการหนึ่งครูบาอาจารย์สอนว่า บ้านใด ผู้ใดสวดมนต์อยู่เป็น
ประจำก็จะมีเทวดามารักษา เพราะในบทสวดนั้น ก็มักจะเป็นการแสดง
ธรรมต่อเทวดาด้วย ตัวอย่างเช่น...บทสวดมนต์ธัมมจักกัปปวัตนสูตร
ไม่เป็นแต่เพียงพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของพระพุทธศาสนา ที่ทำให้
เกิดพระอริยบุคคลคือ 'พระอัญญาโกณฑัญญะ' ได้ดวงตาเห็นธรรมเท่านั้น
ธัมมจักกัปปวัตนสูตร และมงคลสูตรยังจัดเป็นพระสูตรที่เป็น"ธัมมาภิสมัย"
แก่เทวดาคือ...เป็นพระสูตรที่แสดงแล้วมีเทวดา พรหม บรรลุมรรคผล
และ อรหัตตผลกันมากมาย อย่างน้อย ๑๘ โกฏิ คือมากจนแทบนับไม่ถ้วน
เฉพาะมงคลสูตร ในอรรถกถากล่าวว่า ทำให้เทวดาจำนวนแสนโกฏิ
บรรลุอรหันต์ โบราณจารย์ แนะนำว่า ถ้าสวดพระสูตรที่เป็นธัมมาภิสมัย
เช่นนี้ จะยิ่งเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดา เทวดาจะมาฟังธรรม บางครั้ง
เทวดาก็มาร่วมสวดมนต์ด้วย และคุ้มครองบุคคลและสถานที่นั้น ให้อยู่
เย็นเป็นสุขด้วย...'เทวานุภาพ'

ยังมีอานิสงส์มากกว่านั้นอีก ถ้าเราสวดมนต์แล้วมีเทวดามาฟังธรรม
ผู้สวดก็จะได้บุญจากการที่เราแสดงธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่เรียกว่า...'ธัมมเทสนามัย' แปลว่า บุญจากการแสดงธรรม เมื่อสวดมนต์
เสร็จ ให้อุทิศส่วนกุศล แก่เทวดา และญาติของเราที่ล่วงลับไปแล้ว ก็จะทำ
ให้เกิดบุญ ที่เรียกว่า 'ปัตติทานมัย' คือ บุญที่เกิดจากการอุทิศให้ความดี
แก่ผู้อื่น

การสวดมนต์ จึงเป็นมงคลนานัปการจริงๆ เป็นที่มาแห่งความดีที่
มากมาย ลึกซึ้งเกินกว่าที่เราจะคาดคิดได้มาก่อน ให้สวดมนต์ด้วย
ความตั้งใจ ด้วยความศรัทธา เมื่อสวดเสร็จให้แผ่เมตตา และอุทิศ
กุศลด้วยเสมอ เมื่อสวดมนต์เป็นประจำ เราจะรับรู้ถึงความดี ความสุข
และบุญกุศลได้ด้วยตนเอง..ฯ

~น.ท. น.พ. จักรพงศ์ ไพบูลย์~
ขอนอบน้อมแด่คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ฯ




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ มีนาคม 25, 2017, 07:12:27 AM