กันยายน 25, 2017, 04:36:35 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: มาร  (อ่าน 2724 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ไหลเย็น
รู้ธรรมคือรู้ตน
ผู้ดูแลบอร์ด
พุทธบุตร
*****

พลังความดี : 101


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 385
สมาชิก ID: 565


« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2014, 11:08:43 PM »

Permalink: มาร
ชื่อว่า มาร เพราะกำจัดขัดขวางหรือปิดกั้นกลั่นแกล้งและหน่วงเหนี่ยวมิให้บุคคลกระทำความดี

ที่ว่า กำจัด คือทำให้ตาย เรียกว่า มัจจุมาร

ที่ว่า ขัดขวาง คือทำให้พิการ เจ็บป่วย เดินไม่ได้ มองไม่เห็น ฯลฯ เรียกว่า ขันธมาร

ที่ว่า ปิดกั้น คือ ทำให้ไปเกิดในภูมิที่ปฏิบัติธรรมไม่ได้ คือ ไปเกิดอยู่ในอบายภูมิ ฯลฯ เรียกว่า อภิสังขารมาร

ทีีว่า กลั่นแกล้ง คือ ใช้อำนาจสร้างอุปสรรค คือ พวกสัมภเวสี และเทวดาชั้นต่ำ ที่ชอบกลั่นแกล้งมนุษย์อย่างหนึ่ง

อีกอย่างหนึ่งคือ มีกิจด่วน มีเหตุจำเป็น มีคำสั่งด่วน เกิดจราจล ฯลฯ เรียกว่า เทวบุตรมาร

ที่ว่าหน่วงเหนี่ยว คือ ทำให้ลุ่มหลง ติดพัน ไม่อาจสละได้ เรียกว่า กิเลสมาร

****************

กาม คือ ความใคร่ ความติดใจ หลงใหล มี ๒ อย่าง คือ

๑. กิเลสกาม หมายถึง ถูกกิเลสในจิตใจครอบงำชักนำให้ดิ้นรนอยากได้ด้วย ราคะ ความโลภ หรือไม่อยากได้ด้วย โทสะ อิจฉา ริษยา  

กิเลสกามจัดเป็นตัวมาร

๒.วัตถุกาม หมายถึง รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทรัพย์สมบัติเงินทอง อันเป็นที่ตั้งที่เกิดของตัณหาราคะ

วัตถุกามจัดเป็นบ่วงของมาร

**************

มาร มีหน้าที่ ล่อลวง เอาอกเอาใจ ปิดบังความจริงมิให้มนุษย์มองเห็น ฉะนั้น มาร จึงมิได้มาในรูปของความน่ากลัว ตรงข้าม มาร มักมาในรูปของ ความน่ารักน่าชอบใจ มาร คือผู้สร้างความพึงพอใจ เพื่อให้มนุษย์พอใจเห็นดีเห็นงามไปกับกระแสโลก มารสร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินในโลก มาหลอกล่อเอาใจ เรียกว่ามารดักบ่วงเอาไว้ (บ่วงมาร) เพราะเมื่อมนุษย์หลงเพลิดเพลินไปแล้วก็ยากที่จะได้ดวงตาเห็นสัจจธรรมตามเป็นจริง ยากที่จะเข้าใจพระธรรม คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ มารคือผู้อำนวยความสะดวก เพื่อให้ชาวโลกติดอยู่ในความสุขสบาย  แล้วครอบงำหมู่สัตว์ไว้ให้เป็นไปตามอำนาจ จนต้องหลงวนเวียนอยู่ในวัฏฏะทุกข์ ทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ร้องให้น้ำตานองเป็นเอนกชาติ  อย่างไม่มีทางหลุดพ้นไปได้ กระนั้นมนุษย์ก็ยังพอใจคบหากับหมู่มารมากกว่าคบหากับพระอริยะ พระพุทธเจ้าจึงตรัส ภาษิตว่า


เย จิตฺตํ สญฺญเมสฺสนฺติ โมกฺขนฺติ มารพนฺธนา

ผู้ใดสำรวมระวังจิต ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงมาร


******************
เพราะเหตุที่จิตเป็นธรรมชาติ เที่ยวไปดวงเดียวแม้ในที่ไกลได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ปรากฏรูปร่างนี่เอง จึงเป็นหนทางเปิดช่องทางให้กิเลสต่างๆ ที่ยังไม่เกิดย่อมเกิดขึ้น ที่เกิดแล้วย่อมเจริญมากขึ้น เพราะความหลงแห่งสติ

ฉะนั้น ผู้ใคร่พ้นจากบ่วงมาร จึงจำต้องตั้ง สติ ให้มั่นกำหนดสำรวมทำใจให้เป็นธรรมชาติไม่ฟุ้งซ่าน แล้วจักพ้นจากวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เรียกว่าเครื่องผูกแห่งมาร เพราะไม่มีกิเลสได้.

***********************

 ผู้ใดสำรวมจิตไว้อยู่  ไม่ปล่อยให้เพลิดเพลินระเริงพัวพันในสิ่งอันเป็นเหยื่อล่อในเหล่านั้น  ผู้นั้นจักพ้นจากบ่วงแห่งมาร.  

อาการสำรวมจิตมี  ๓  ประการ  คือ :-

๑.  สำรวมอินทรีย์มิให้ความยินดีครอบงำ  ในเมื่อเห็นรูป  ฟังเสียง  ดมกลิ่น  ลิ้มรส  ถูกต้องโผฏฐัพพะ   อันน่าปรารถนา.

๒.  มนสิการกัมมัฏฐานอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกามฉันทะ คือ  อสุภ และกายคตาสติ  หรืออันยังจิตให้สลด  คือมรณัสติ.

๓.  เจริญวิปัสสนา  คือ  พิจารณาสังขารแยกออกเป็นขันธ์ เห็นเป็นสภาพไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา.

      กิเลสกาม  คือเจตสิกอันเศร้าหมอง  ชักให้ใคร่  ให้รัก  ให้อยากได้ กล่าวคือ  ตัณหา  ความทะยานอยาก  ราคะ   ความกำหนัด  อรติ ความขึ้งเคียด  เป็นอาทิ  จัดว่าเป็น มาร  เพราะเป็นโทษล้างผลาญคุณความดีและทำให้เสียคน.

      วัตถุกาม  คือ  รูป  เสียง  กลิ่น  รส โผฏฐัพพะ  อันเป็นของน่าชอบใจ  จัดว่าเป็นบ่วงแห่งมาร  เพราะเป็นอารมณ์เครื่องผูกใจให้ติดแห่งมาร. บ่วงแห่งมาร ที่ผู้นั้นติดมาแล้ว เขาจักเปลื้องหลุดไป  จักไม่อาจคล้องเขาให้ติดอีก.

**********************



ข้ามบ่วงแห่งมาร

  
ภิกษุทั้งหลาย ! มาร คือ อายตนะ 6 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัส) และธรรมารมณ์ทั้งปวง เป็นโลกามิสอันแรงกล้า ชาวโลกพากันหมกมุ่นอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น  ส่วนสาวกของพระพุทธเจ้ามีสติ  ข้ามพ้นโลกามิสนั้น ทั้งข้ามบ่วงแห่งมารได้แล้ว รุ่งเรืองอยู่ ดุจดวงอาทิตย์ฉันนั้น

ภิกษุหรือบุคคลเมื่อ "ยึดมั่นขันธ์ 5 นั่นเอง ก็ถูกมารผูกมัดไว้" เมื่อไม่ยึดมั่น ก็จะพ้นจากมารผู้มีบาป จงเบื่อหน่ายขันธ์ 5  เมื่อเบื่อหน่าย  ย่อมคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัด จึงบริสุทธิ์

ภิกษุทั้งหลาย ! ขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างใด อย่างหนึ่ง หรือสังขารเหล่าใด เหล่าหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในหรือภายนอก หยาบหรือละเอียด เลวหรือประณีต ไกลหรือใกล้ก็ตาม

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้งหมดนั้น เธอทั้งหลายพึงเห็นด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริงอย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่อัตตาของเรา เมื่อเห็นอย่างนี้ จึงไม่มีอหังการ(ทิฏฐิ) มมังการ(ตัณหา) มานานุสัย(ความถือตัว) ในกายที่มีวิญญาณนี้ และนิมิตทั้งปวง ทั้งภายใน และภายนอก

อริยสาวกผู้ได้สดับเห็นอยู่อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในรูป ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในสังขาร ย่อมเบื่อหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัด

เพราะคลายกำหนัด จิตจึงหลุดพ้น เมื่อจิตหลุดพ้น ก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่น เพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป

บุคคลเมื่อกำหนดหมาย ก็ถูกมารผูกไว้ เมื่อไม่กำหนดหมายก็พ้นจากมารผู้มีบาป บุคคลเมื่อเพลิดเพลิน ก็ถูกมารผูกไว้ เมื่อไม่เพลิดเพลิน ก็พ้นจากมารผู้มีบาป

**********************

ปฐมราคสูตร

(ว่าด้วยผู้ถูกมารผูกไว้)

  ดูกร ภิกษุทั้งหลาย  ราคะ โทสะ โมหะ  บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งยังละไม่ได้แล้ว บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า  

เป็นผู้อันมารผูกไว้แล้ว     สวมบ่วงแล้ว และถูกมารผู้มีบาปพึงกระทำได้ตามความพอใจ  

 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย   ราคะ  โทสะ  โมหะ บุคคลผู้ใดผู้หนึ่งละได้แล้ว  บุคคลผู้นี้เรากล่าวว่า

มารผูกไม่ได้ สวมบ่วงไม่ได้   และมารผู้มีบาปกระทำตามความพอใจไม่ได้.

          พระผู้มีพระภาคเจ้า  ได้ตรัสคาถา ดังนี้ว่า

                   พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น    

         ได้กล่าว บุคคลผู้สำรอก ราคะ   โทสะ    และ   อวิชชาได้แล้ว

         ผู้มีตนอันอบรมแล้วผู้ใดผู้หนึ่ง ว่า เป็นผู้ประเสริฐ  ผู้ไปแล้วอย่างนั้น  

         ผู้ตรัสรู้แล้ว   ผู้ล่วงเวรและภัย      ผู้ละกิเลสทั้งปวงเสียได้.














บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กันยายน 21, 2017, 06:09:41 PM