กรกฎาคม 25, 2017, 07:32:27 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: เสียงในใจที่คนอื่นรู้สึกได้  (อ่าน 1166 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
มนุษย์ความคิด
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: หญิง
อายุ: 20
กระทู้: 1
สมาชิก ID: 3044


« เมื่อ: มิถุนายน 10, 2016, 09:16:25 PM »

Permalink: เสียงในใจที่คนอื่นรู้สึกได้
      จากเหตุการณ์ที่เจอมาทำให้รู้ว่าคนอื่นสามารถเข้าใจหรือรู้สึกได้ว่าดิฉันคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ ซึ่งหลายๆเหตุการณ์ทำให้มั่นใจว่าไม่ได้คิดไปเอง เพราะคนใกล้ตัวก็เคยบอกว่าเป็นอย่างนั้น คือไม่ว่าดิฉันจะอยู่ในอิริยาบทไหน ยืน นั่ง เดิน ท่าทีเฉยๆหรือปกติ ขนาดอ่านหนังสือเขาก็ยังสามารถรู้ได้ว่าเนื้อเรื่องมันดำเนินไปยังไงเพียงเพราะแค่ดิฉันอ่านในใจ พวกเขาสามารถรู้สึกได้ว่าดิฉันกำลังคิดหรือรู้สึกอะไรอยู่ แต่ในที่นี้ไม่ใช่แค่คนที่ใกล้ตัวเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ คนทั่วไปที่เจอกันแค่ไม่กี่วินาทีเขาก็สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่าดิฉันรู้สึกยังไงทั้งที่ไม่ได้แสดงออกมา ซึ่งมันเป็นตั้งแต่ดิฉันยังเด็ก แต่ก็ไม่เคยรู้สึกแอะใจว่าพวกเขารู้สึกได้ว่าเราคิดไรอยู่ แต่ก็เคยสงสัยว่าทำไมคนอื่นถึงไม่ชอบเข้าใกล้เรา ทั้งที่ท่าทีที่แสดงออกไปก็ปกติทุกอย่าง ทำให้ไม่มีเพื่อน แต่แล้ววันนึงตอนอายุได้ 19 กว่าๆมันเหมือนมีเหตุอะไรบางอย่างให้สงสัย ก็เลยลองถามคนใกล้ตัวดู ก็อย่างที่บอกข้างบนแหละค่ะคือพวกเขาสามารถเข้าใจได้ เคยแกล้งถามคนๆนึงในใจว่าจำดิฉันได้มั๊ย เขาก็มองหน้าแล้วตอบว่าจำได้ และดิฉันเคยเข้าไปในห้องทำแผลแล้วพยาบาลก็ทำแผลให้คนไข้อยู่ ดิฉันก็ถามตัวเองในใจว่าทำไมดิฉันไม่กลัวเลยพยาบาลก็พูดลอยๆว่าแผลนิดเดียวเอง ดิฉันเป็นคนไม่ค่อยพูดชอบที่คิดแล้วเก็บไว้ในใจ สงสัยก็ไม่กล้าถาม ชอบคิดลบ มีความอิจฉาอยู่ในตัว เพ้อฝัน ขี้กลัวไปซะทุกเรื่อง อยากรู้ว่าเป็นเพราะอะไรคนอื่นถึงรู้สึกได้ว่าดิฉันคิดหรือรู้สึกยังไง และมีวิธีให้หายมั๊ยคะเพราะรู้สึกว่าทุกวันนี้มันทวีเพิ่มมากขึ้นเพราะด้วยเหตุเราเริ่มโตแล้วด้วยมันทำให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนบ้าหรือตัวตลก บางคนเขาก็พูดเช่นนั้น ขอความกรุณาด้วยค่ะ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 10, 2016, 09:44:41 PM โดย มนุษย์ความคิด » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 741
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 13, 2016, 07:07:15 PM »

Permalink: เสียงในใจที่คนอื่นรู้สึกได้
ขอบอกก่อนนะครับผมไม่รู้ธรรม ไม่รู้ว่าคุณต้องการจะสื่ออะไร ต้องการสิ่งใด แต่ผมจะตอบตามที่ผมเข้าใจและพอที่จะมีปัญญารู้และเข้าถึงได้เท่านั้นครับ ซึ่งเป็นทางสะสมบารมีและเสริมกำลังใจคุณให้สงบสบายเท่านั้นครับ

- อย่าไปใส่ใจว่าใครอ่านใจคุณออกหรือรู้ได้ยังไง บางครั้งการแสดงออกทางกายและวาจาของคุณมันบ่งบอกเองก็ได้ บางทีก็แค่ความบังเอิญเท่านั้น
- หากคุณมีพลังจิตสื่อใจกับเขาจริง มีของเก่าติดตัวมาแล้วไงล่ะ ถึงเขาจะรู้ใจคุณไปแล้วได้อะไร มันทำให้ชีวิตคุณดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่นี้ไหม ก็ไม่เลย ซ้ำยังทุกข์เพราะระแวงเพราะหวาดกลัวยิ่งกว่าเดิมอีก กลายเป็นวิตกจริตไป ดังนั้นอย่าไปใส่ใจมัน มันไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ปล่อยวางมันไป ละใจจากการให้ความสำคัญนั้นๆกับมันไปเสีย มันแค่สมมติทั้งนั้น

- คนที่เก็บกด นักคิดปรุงแต่งเรื่องราว นักติดสมมติความคิดทั้งหลาย ท่านก็มี 2 ทางให้เจริญ คือ..
1. ระบายสิ่งที่มันอัดอั้นออกมาโดยที่จะไปตะโกนร้องในห้องคนเดียว ร้องเพลงคาราโอเกะในห้าง ไปที่ซักที่ที่ไม่มีคนแล้วตะโกนสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมาให้หมดจนสะใจแล้ว จากนั้นก็กลับมาทำ ศีล ทาน ภาวนา สะสมให้มันดี ความคิดฟุ้งซ่านจะลดลง
2. ธรรมชาติใดคิด ธรรมชาตินั้นชื่อว่าจิต ดังนั้นจิตคนมันคิดเป็นธรรมดาอยู่แล้ว และมันคิดได้แค่เรื่องที่เป็นอดีตบ้าง หรือ เรื่องที่ยังมาไม่ถึงบ้าง ปรุงแต่งเรื่องราวให้กระสัน ให้เจ็บแค้นไปเฉยๆ เผาใจตนเองไปเรื่อยให้มันมืดมนเศร้าหมอง ดังนั้นความคิดนี้มันสมมติทั้งนั้น จิตรู้สิ่งใดสิ่งนั้นล้วนเป็นสมมติทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อเกิดความคิดอะไรก็ตามที่ทำให้คุณมีความรู้สึก ติดใคร่ เงี่ยน กระสัน ใคร่ได้ที่จะครองครอบเสพย์สม เจ็บแค้น โกรธแค้น ผูกใจพยาบาท หดหู่ ฟุ้งซ่าน ห่อเหี่ยว เศร้าหมอง ให้มีสติสัมปะชัญญะ รู้กายรู้ใจดังนี้ว่า
   ๒.๑ เรากำลังลุ่มหลงเสพย์สมมติกิเลสของปลอมอยู่..คือ..
         - เราเสพย์สมมติกิเลสอยู่โดยความคิดทั้งๆที่สิ่งนั้นนั้นดับไปแล้ว ผ่านเลยมาแล้วบ้าง เป็นอดีตไปแล้วนานโขแล้วแต่เราไปหวนระลึกถึงปรุงแต่งสมมติให้มันเกิดขึ้นมาอีกเหมือนเรื่องเหล่านั้นมันกำลังเกิดขึ้นอยู่ตรงหน้าปัจจุบันขณะนั้นทั้งๆที่มันไม่มีแล้วในปัจจุบัน
         - เราเสพย์สมมติกิเลสอยู่โดยความคิดทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นไม่มีอยู่จริง ไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลยบ้าง แต่อาศัยความจำที่เคยสัมผัสบางอย่างมาในอดีตแล้วเราเอามาสร้างเรื่องราวปรุงแต่งสมมติขึ้นมาตามแต่ที่ตน..โสมนัสพอใจยินดีบ้าง และ โทมนัสไม่พอใจยินดีบ้าง
         - เราเสพย์สมมติกิเลสอยู่โดยความคิดทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นยังมาไม่ถึง ยังไม่เกิดขึ้น แต่เราปรุงแต่งเรื่องราวสมมติไปก่อนแล้ว ว่าต้องเป็นอย่างนั้น อย่างโน้น อย่างนี้ ทั้งๆที่เรื่องเหล่านั้นมันยังมาไม่ถึงเลย
         - ด้วยเหตุดังข้อข้างต้นนี้ๆ จึงชื่อว่า..จิตมันรู้แต่สมมติ(จิตรู้สมมติมีหลายประการ นี่เป็นเพียงจิตรู้สมมติอีกประการ ๑ เท่านั้น) เมื่อรู้ดังนี้แล้ว..เวลาที่จิตมันไปรู้อดีตบ้าง รู้เรื่องที่ไม่มีอยู่จริงบ้าง รู้เรื่องในอนาคตบ้าง ทำให้เราเกิดอารมณ์ความรู้สึกหน่วงนึกใน รัก โลภ โกรธ หลง ก็ให้รู้ว่าเรากำลังติดสมมติ เสพย์สมมติความคิดอยู่ เราจึงรู้เพียงสมมติความตามคิดของตนเองทั้งสิ้น
   ๒.๒ ให้เราเฉยต่อความคิดเหล่านั้น ละมันไปเสีย ไม่ให้ความสำคัญกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดนั้นๆ มันเกิดขึ้นและดับไปทุกๆวันทั้งๆที่มันมันไม่มีคุณค่าและประโยชน์เหล่าใดกับชีวิต เราจะเอากายใจเราเข้าไปยึดไปหน่วงนึกเสพย์มันทำไม ควรจะชินกับมันได้แล้ว ให้ตั้งใจมั่นไม่เอนเอียงไปตามมันตรึกหน่วงนึกในใจว่า "ช่างมัน ไอ้ตัวความคิดสมมติเอ๋ย กูชินกับมึงแระ" แล้วก็ทำใจให้ชินเฉยชาต่อความรู้สึกนึกคิดนั้นๆไป
   ๒.๓ พึงสำเหนียกในใจอยู่เนืองๆว่า..สิ่งทั้งปวงในโลกนี้ เมื่อเราติดใจข้องแวะสิ่งใดๆไปทั้งที่พอใจยินดีและไม่พอใจยินดี มันก็ล้วนมีแต่ทุกข์ทั้งนั้น ไม่ติดใจข้องแวะสิ่งใดๆเลยก็ไม่เป็นทุกข์ ที่ทุกข์ก็เพราะความคิด ติดหลงความคิด ติดหลงสมมติ นี้เอง
   ๒.๔ แล้วเอาจิตมาตั้งที่ลมหายใจ หายใจเข้าบริกรรมพุท หายใจออกบริกรรมโธ ระลึกถึงว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้โลก รู้แจ้งชัดของจริงต่างหากสมมติ ไม่ติดหลงในสมมติของปลอมอีก พระองค์นั้นแม้ปรินิพพานนานแล้วจึงได้ทรงสอนไม่ให้เราหลงติดในสมมติของปลอมทั้งหลาย..มีความคิด และ ขันธ์ ๕ เป็นต้น ในภายใน และ สิ่งที่รู้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นต้นในภายนอก แต่ให้เราหัดรู้ของจริงทำไปเรื่อยๆ เพื่อให้ใจมันตื่นจากสมมติของปลอม ไม่หลงอยู่อีก
         "ให้เราตั้งมั่นตระหนักในใจว่า พุทโธ นี้ประกอบไปด้วยคุณอันมาก" ด้วยเหตุว่า..
         - พุทโธ..คือ พละ ๕ เป็นกำลังหนุนให้เรามีสติตั้งมั่น มีจิตตั้งมั่นชอบ สงบ แจ่มใส เบิกบาน
         - พุทโธ..คือ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็น ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
         - พุทโธ..เป็นกิริยาอาการของจิตที่มีอยู่จริง
         - พุทโธ..คือ ของจริง นั่นคือ..ลมธาตุที่กำลังพัดเข้าและออกในกายเรานี้ ลมธาตุคือของจริงที่มีอยู่จริงในกายเรานี้
         - พุทโธ..คือ ปัจจุบัน เพราะปัจจุบันขณะที่เรากำลังรู้ว่ามีลมหายใจเข้าและมีลมหายใจออก มันคือปัจจุบันขณะที่มีในกายเรานี้เอง
         - หากทำแล้วมันขัดใจมากเวลาทำให้ระลึกเอาคุณของพุทโธที่เป็นผู้เบิกบานแล้วน้อมมาสู่ตน..คือ พระพุทธเจ้านั้นทรงเป็นผู้เบิกบานด้วยธรรม ธรรมกุศล ธรรมเครื่องหลุดพ้นทุกข์ทั้งปวง เพราะพระองค์ทรงได้หลุดพ้นจากกองทุกข์แห่งสมมติกิเลสโดยสิ้นเชิง ไม่หลงติดในสมมติแล้ว มีความสงบ สบายกายใจ เย็นใจ ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มีความเศร้าหมองกายใจ น้อมเอาคุณนั้นแหละมาสู่ตน(หวนน้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าแทนด้วยพระพุทธรูปองค์ใดก็ได้ที่เราระลึกถึงแล้ววสงบใจ หรือดูรูปพระพุทธเจ้าที่เขาถ้านติดใต้ต้นโพธิ์ พิจารณาดูพระพักตร์ของพระองค์ที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความเศร้าหมองกายใจเลย เพราะดับสิ้นสมมติกิเลสแห่งกองทุกข์ทั้งปวงสิ้นแล้ว ผู้ไม่มีกิเลสย่อมเป็นสุข สงบ เย็นใจอย่างนั้น เราน้อมเอาบารมีนั้นของพระศาสดามาสู่ตนหน่วงนึกถึงความไม่มีทุกข์นั้นเป็นที่ตั้งแห่งจิต) แล้วทำจิตให้สงบเหมือนเด็กที่สงบนิ่งหน้าเสาธงไปเรื่อยๆ ไม่ต้องคิดอะไร ไม่มีอะไรให้คิด ดับความคิด ไม่หดหู่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่มีความตรึกนึกคิดไรๆ มีแต่ความสงบ ว่าง โล่ง เย็นใจ เป็นที่สบายเท่านั้นที่ตั้งอยู่ ไม่มีทุกข์
   ๒.๕ เจริญใน ศีล ทาน ภาวนา ให้บ่อยๆเนืองไม่ให้ขาดในแต่ละวันแต่ไม่ใช่ทำด้วยความหดหู่ขัดใจ ให้เป็นไปเรื่อยๆเป็นที่สบาย ไม่ทำแล้วฟุ้งไปภายนอกอยากที่จะได้ผลจากการปฏิบัติ คนเขาทำมาเป็นปีหลายชาติเขาก็ยังไม่หวังกัน หวังเพียงอย่างเดียวคือสะสมเหตุทำบารมีให้เต็ม เมื่อมันเต็มันแสดงผลเองครับไม่ต้องไปแสวงหามัน มันได้เอง อันนี้ของจริง

แต่หากอยากจะกล่าวถึงพลังจิตอยากเรียนรู้พลังพิเศษลองไปเวบพลังจิตดูนะครับ ในส่วนที่ผมจะบอกคุณได้คือทางพ้นทุกข์ ดับความหดหู่ เนื่อยหน่าย เก็บกด ฟุ้งซ่านจของคุณเท่านั้นครับ แต่ถึงคุณจะมีของเก่ามา แต่หากไม่ทำให้ตนเองถึงความพ้นทุกข์ได้ ใช้ไม่เป็น ไม่ถูกที่ถูกทาง ไม่ทำให้ของเก่ามันดีให้เป็นกำไรชีวิตเพื่อเป็นบารมีให้ตนติดตามไปจนถึงชาติหน้า มันก็ไม่มีค่าอะไรครับ ก็แค่ของเล่นที่นักปฏิบัติธรรมทุกคนเขาจะรู้และเรียกกันว่า "ของเล่น ของแถมจากการปฏิบัติกรรมฐาน"..

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มิถุนายน 14, 2016, 05:30:34 PM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 39
กระทู้: 741
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 14, 2016, 04:57:11 PM »

Permalink: เสียงในใจที่คนอื่นรู้สึกได้
แก้ไขปรับใหม่ให้อ่านง่ายครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่ท่านเจ้าของกระทู้หรือผู้แวะชมที่รู้สึกว่าเป็นเหมือนๆกับคุณ มนุษย์ความคิด ครับ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กรกฎาคม 02, 2017, 10:00:46 PM