พฤศจิกายน 23, 2017, 06:16:21 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ต้องการทราบ การรู้ลมครับ  (อ่าน 714 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ฟลุ๊คธนดล
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 0


เพศ: ชาย
อายุ: 20
กระทู้: 3
สมาชิก ID: 3114


« เมื่อ: มิถุนายน 23, 2017, 02:38:55 PM »

Permalink: ต้องการทราบ การรู้ลมครับ
1.อาการของการรู้ ของลมที่หายใจเข้าออกต้องรู้แบบไหนครับ?
2.แล้วอย่างเช่นถ้าเราเดินอยู่แต่เรารู้ลมเข้าออกตลอด จิตของเราไปจับที่ลมเข้าออกหรือ การเดินกันแน่ครับ?

ขอความกระจ่างด้วยครับ
ขอบพระคุณมากครับ




บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 764
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2017, 05:05:21 AM »

Permalink: ต้องการทราบ การรู้ลมครับ

ขออนุญาตตอบคำถามนะครับ ผมไม่รู้ธรรม ไม่แจ้งโลก ยังแค่แปุถุชน ยังหลงอยู่มาก ติดสมมติอยู่มาก ยังไม่รู้จริง ขอตอบถามแบบที่ปัญญาอันน้อยนิดผมพอจะรู้ได้ ขออนุญาตแลกเปลี่ยนความรู้กันดังนี้ครับ


ตอบข้อที่ 1.

ก. ดูลมตามที่พระพุทธเจ้าสอนในอานาปาสติสูตร ตามที่มีในพระไตรปิฏก
ข. ดูลมตามที่ครูบาอาจารย์ชี้แนะสั่งสอน ท่านรู้มาก่อนเรา ยิ่งพระอริยะนี้ท่านรู้เห็นไม่ผิดเพี้ยนจากพระพุทธเจ้า
ง. ดูลมในแบบที่เข้าจริตตน ทำให้ได้จิตที่ตั้งมั่นได้ สงบรำงับจากอกุศลธรมได้ สมมตืิความคิดกิเลสทั้งปวงได้ จนถึงเกิดปัญญาเห็นจริง


**ลมหายใจนี้เป็นกรรมฐานของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์จะรู้ลมอยู่ทุกขณะ ดังว่าคนที่ได้ฌาณ ทรงฌาณอยู่จิตจะจับที่ลมหายใจเองอัตโนมัติอยู่ทุกๆขณะ**

**ลมหายใจนี้สำคัญกับจิตสุดท้าย ลมหายใจออกจิตหลุดไปจากกายพร้อมลมออก ลมหายใจเข้าจิตที่ทรงกายอยู่ครั้งสุดท้ายก่อนตายที่ในที่นั้น หากกรรมฐานเข้าลึกๆจะเห็นชัดเมื่อจิตดิ่งรวมลง **




ตอบข้อมี่ 2.

ก. เรื่องการรู้ของจิตคร่าวๆ
- ธรรมดาทั่วไปเวลาเราเดินกินน้ำ กินขนม เราก็ยังเดินไปได้ทั้งๆที่กิมันอยู่ใช่ไหม นั่นบอกถึงจิตมันทำงานไวมาก มันรู้ได้ทีละอย่าง แต่มันรู้ไวกว่าแสงเกิดดับๆๆจนเหมือนจะรู้ได้พร้อมๆกันในขณะนั้นๆเลย
- จิตรู้ที่ไหน สติสัมปะชัญญะอยู่ที่นั่น - สติสัมปะชัญญะมีในที่ใด จิตมันรู้อยู่ในที่นั้น ** หมายเหตุ จิตในที่นี้คือมโนวิญญาณ คือ วิญญาณขันธ์ ไม่ใช่ มนะ **


** นี่คงตอบโจทย์ปัญหาของใจคุณได้บ้างนะครับว่า จิตมันรู้อะไรกันแน่นะครับ.. **

ข. เรื่องกรรมฐาน
- ปรกติผู้มีสติสัมปะชัญญะอยู่ จะรู้ตัวว่าเดินอยู่เสมอ แม้ในขณะนั้นจิตหนึ่งจับที่ลมก็ตาม ถ้าทำอานาปานสติขณะเดิน แล้วจิตไปหน่วงนึกพะวงในที่อื่นไม่ว่ากาย หรือ อิริยาบถ หรือ นิมิต ถือว่าผิด มันเป็นนิวรณ์อย่าพะวงเด็ดขาด
- ถ้าหากเดินจงกรมแล้วได้สมาธิ จิตมันก็จะจับลมเองเช่นกัน แต่เมื่อมีความรู้ทั่วพร้อม(สัมโพธายะ ไม่ใช่เพียงการระลึกรู้ใจ หรือไม่ใช่แค่เพียงความรู้ตัวรู้กาย) จิตมันทำแต่ว่ารู้ ลมนี้เป็นที่ตั้งของสติ กายมีความเคลื่อนไป ตามองเห็นทาง เป็นความรู้ทั่วพร้อมขณะเดิน มันจะเห็นกายเคลื่อน (กายภายใน) บางครั้งกายใจเคลื่อนไปก่อนร่างกายจึงก้าวไปในขณะที่สติตั้งมั่นที่ลมหายใจนั้นแหละ มันเป็นความรู้ทั่วพร้อมที่จะมีขึ้นมา แต่หากเมื่อเข้าฌาณจิตมันดับมันไม่เคลื่อนมันทำแค่แลแม้จะรู้อะไรมันก็สักแต่ว่ารู้
- ส่วนคนที่กรรมฐานเดินจงกรมแล้วพุทโธไปตามการก้าวเดิน มีความสำเหนียกว่าพุท หายใจเข้าก้าวเท้าซ้าย โธหายใจออกก้าวเท้าขวา ความคู่กันไปเป็น กรรมฐาน 3 กองคงไว้พร้อมกัน เมื่อจิตสงบลงมันวูบหนึ่ง รู้ลมหายใจเข้าออกตลอดกานเคลื่อนเดินเป็นเรื่องของกาย ตัวที่ทำให้กายเคลื่อนเป็นเรื่องของเจตนา


ค. ถาม/ศึกษา จากผู้รู้จริง
- ไปหาครูบาอาจารย์ผู้สอนท่าน แล้วลองสอบถามท่านดู หรือ หาความรู้อื่นๆเทียบเคียงการปฏิบัติที่ได้นั้น





- ผมความรู้น้อยก็ตอบแบบปุถุชนได้เพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่คุณได้บ้าง
- แต่หากกระทู้นี้ ท่านเจ้าของกระทู้ต้องการคำตอยที่เป็นเพียงการลองภูมิ.. แต่การให้ธรรมทานนี้ผมให้ด้วยเจตนาเอื้อเฟื้อเกื้อกูลประโยชน์สุขให้เกิดมีแก่คุณสามารถตอบโจทย์ความต้องการในใจของคุณได้ โดยที่ผมไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆนี้ ถือว่าเป็นทานยิ่งแล้ว
  ทาน คือ การสละให้ เมื่อเราให้เขาไปแล้ว เขาจะเอาไปทำอะไรมันก็เรื่องของเขา มันขาดจากการยึดครองของเราแล้ว เช่นเดียวกับคำตอบนี้เมื่อผมให้ธรรมท่านเป็นทานแล้วเพื่อประโยชน์ท่าน ท่านจะแค่ลองภูมิ หรือสิ่งใด หรือเอาไปทำอะไรเพิ่มเติมมันเป็นเรื่องของผู้รับ ส่วนผมผู้ให้ได้สำทำธรรมทานสำเร็จด้วยใจอันเป้นทาน ณ ที่นี้เวลาที่บันทึกข้อมูลนี้แล้วครับ

** ผมไม่ได้มองแง่ร้ายนะครับ ที่บอกไว้เพื่อให้เข้าใจกันว่า ทำไมผมตอบคำถามกรรมฐานในกระทู้บ่อยๆ หนรือมีคนถามนิดเดียวทำไมต้องตอบซะมากมาย ผมทำเพื่ออะไร เท่านั้นเองครับ





« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 01, 2017, 05:52:44 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
เกียรติคุณ
ผู้ปฏิบัติธรรม
*****

พลังความดี : 65


เพศ: ชาย
อายุ: 40
กระทู้: 764
สมาชิก ID: 841


« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 01, 2017, 05:24:22 AM »

Permalink: ต้องการทราบ การรู้ลมครับ

ส่วนอวิชชา ที่ท่านเคยถามอีกกระทู้ หากผมจะตอบก้ขอตอบในแบบแนวทางปฏิบัติที่เคยสัมผัสเห็นอาการมันมาในสมาธิโดยความเข้าใจของผมเพียงส่วนตัวเท่านั้นนะครับ ผมไม่เคยเห็นไม่เคยอ่านพบในที่ใด ไม่ใช่ที่ครูบาอาจารย์ท่านสอนผมไว้ ดังนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดทั้งหมดเลยก็ได้ ท่านต้องแยกแยะด้วยอย่าปักใจเชื่อ แต่ให้วิเคราะห์เอา เพราะผมแค่ปุถุชนอยู่ทุกอย่างล้วนยังผิดอยู่มาก ยังอาศัยสมมติอยู่มาก

1. อวิชชา เกิดมีเพราะ นิวรณ์ / อวิชชาที่บริบูรณ์ย่อมเกิดมีเพราะนิวรณ์ที่บริบูรณ์ (ตรงนี้อ่านมาในพระไตร อวิชาสูตร)

2. นิวรณ์เป็นจริตสันดานของจิต คือ ความคุ้นชินเคยชินของจิต นิวรณ์นี้แต่ก่อนจึงไม่มี แต่ภายหลังจึงมี (ตรงนี้ที่ในสมาธิขณะเรียนกรรมฐานกับครูบาอาจารย์ เมื่อออกจากกรรมฐานจึงมาพิจารณาอนุมานคาดคะเนเอาเทียบเคียงอาการที่สัมผัสได้ ตรงนี้ต้องแยกแยะอย่าปักใจเลื่อ)

3. อวิชชาเกิดแต่นิวรณ์ อวิชชา มันคือ จิต
..ในที่นี้ที่กล่าวว่า อวิชชาคือจิตนั้น หมายโดยนัยยะที่ว่า..

๑.จิต คือ มนะ, มโน คือ ใจ (ผมเรียกโดยความเข้าใจส่วนตัวของผมว่า..ใจนี้มันเป็นไปตามสังขารกรรม กล่า่วคือ จิตตัวที่ท่องเที่ยวไป เวียนว่ายเกิดดับไปในภพภูมิต่างๆ ตามแต่กรรมนำไป อันล้วนเกิดแต่กรรม มีวิบากกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ติดตาม อาศัย ทำให้ครองขันธ์ ๕ แบบนั้นๆ มีฐานะแบบนั้นๆ อยู่ในที่นั้นๆ ภพนั้นๆ ไม่อยู่ในอานัตบังคับของใคร ไม่เป็นไปในตน ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้สมเด็จพระพุทธศาสดาผู้ทรงแจ้งโลกจึงทรงสั่นสอนให้ทำ ทาน ศีล ภาวนา ..ซึ่ง "สังการกรรม" ที่ผมเรียกในที่นี้ไม่ได้หมายถึง "กรรมสังขาร" คือกรรมที่เกิดจากการกระทำปรุงแต่งของสังขาร)
    ..มากล่าวถึงมนะกันต่อครับ ..มนะ, มโน คือ ใจ ที่ไม่มีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง มันจึงกระเพื่อม เอนไหว กวัดแกว่งแล่นไปหาอารมณ์ที่รู้จากมโนวิญญาณ(วิญญาณขันธ์) มาเกายึดเป็นเครื่องอยู่ของมันเสมอๆ เพราะอาศัยตามสันดานความเคยชินของจิตอันเกิดแต่สมมติกิเลสของปลอมที่สะสมทับถมมานาน เพราะมนะนี้ไม่เคยรู้ของจริงเลย นี่แหละอวิชชา ดังนั้นอวิชชานี้จึงชื่อว่าเหตุที่มาเงื่อนต้นแต่ก่อนจึงไม่มี ต่อมาในภายหลังจึงมี (ลองนึกถึงตอนเราเด็กที่ยังไม่รู้อะไรสิครับ มันก็ไม่มีอะไรเฉยๆไป ต่อมาเมื่อรู้แล้วทำสะสมเข้า ก็ทับถมฝังเป็นสันดานแห่งจิต คือ นิวรณ์ เพราะอาศัยนิวรณ์ จิตจึงมีอวิชาตามแต่ที่หยั่งรากลงลึกในใจมากน้อยเท่าใด)

๒.จิต คือ มโนวิญญาณ,วิญญาณขันธ์ จิตมันรู้ทุกอย่าง..แต่สิ่งที่มันรู้นั้นมันรู้แต่สมมติกิเลสของปลอมทั้งหมด ไม่เคยรู้ของจริงเลย เพราะอาศัยความรู้โดยสันดานของจิตให้มันน้อมไปในสมมติ รัก โลภ โกรธ หลง จิตมันรู้แต่สมมติของปลอมเหล่านั้น มันไม่เคยรู้ของจริงเลย ดังนี้มันจึงเอาสมมติกิเลสของปลอมเหล่านี้แหละนี้ส่งต่อไปให้มนะรู้ ทำให้มนะนี้มันรู้แต่ของปลอม นี่แหละทำไมวิญญาณขันธ์นี้จึงสำคัญต้องละให้ได้ หากละได้ก็ดับสมมติ เรียกว่าเป็นผู้รู้ คือ รู้เห็นของจริงต่างหากจากสมมติ หากปฏิบัติเห้นตรงนี้จะเข้าใจสมมติสัจที่ไม่ใช่แค่ท่องจำเป็นสัญญาเอา หากละวิญญาณขันธ์ไม่ได้ ก็พ้นจากกองทุกข์ไม่ได้ด้วยเหตุมีประการหนึ่งมีดังนี้เป็นต้น ตามพระอุทานสูตร นี่แหละคือ อวิชชา
(ตรงนี้ที่ในสมาธิ แล้วหลุดจากสมาธิที่พอจะมีปัญญารู้เห็นความเป็นไปของมัน ขณะนั้นจิตรู้นิวรณ์แต่ไม่ยึดเกาะเสพย์เคลิ้มไหลไปตามนิวรณ์ มันทำสักแต่ว่ารู้ดู ไม่กวัดแกว่งไปตามอาการที่รู้ผัสสะ เมื่อเสร็จจากเรียนกรรมฐานผมก็นำมาพิจารณาคชตามสมมติตรึกนึกอนุมานคาดคะเน ตรงนี้ท่านต้องแยกแยะอย่าปักใจเชื่อ)

** ตรงนี้พระอรหันต์เท่านั้นจึงจะรู้จักอวิชชาที่แท้จริง ปุถุชนอย่างเราไม่เอาตามพระไตร พระอภิธรรมแปรมัตถสังคหะ ก็สมมติอนุมานเอาจากอาการ นิมิต ที่ได้รู้เห็นจากการปฏิบัติซึ่งมีทั้งจริงและไม่จริง **



** การอบรมจิตนี้ก็เพื่อให้จิตรู้จักอิ่ม รู้จักพอ รู้จักหยุด ทำให้จิตได้พัก เมื่อจิตได้พักมันก็มีกำลังอยู่ได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะไม่ส่งจิตออกนอกไปตามอารมณ์ความรู้สึก เมื่อจิตอยู่ได้ด้วยตัวของมันเองมันก็ไม่ต้องหลงเสพย์สมมติตามสันดานของจิต มันก็เกิดเห็นของจริง..
   ซึ่งการเห็นของจริงนี้หลายคนก็ได้เห็นมาบ้าง มาก น้อยตามแต่กำลังของอินทรีย์ ๕ ..แต่ทำไมยังตัดละไม่ได้ นั่นเพราะมันยังเห็นไม่พอนั่นเอง เราไม่ได้สะสมบารมีมา เมื่อมันรู้เห็นแค่ครั้งสองครั้งมันจึงไม่อาจจะล้างสมมติกิเลสที่ทับถมใจเรามานับอสงไขยได้
   ดังนั้นต้องเห็นบ่อยๆให้พอ การอบรมปัญญานี้ คือ ทำความเข้าใจโลกให้มากโดยใช้พระอริยะสัจ ๔ ในการดำรงชีพให้มาก ทั้งในความคิด พูด ทำ แก้ไขปัญหาชีวิตทางโลกและปัญหาธรรม ทำให้เกิดปฏิภาณไหวพริบ และความรู้เห็นตามจริงมากขึ้น
   ตรงนี้พระอรหันต์เท่านั้นจึงจะรู้จักอวิชชาที่แท้จริง ปุถุชนอย่างเราไม่เอาตามพระไตร พระอภิธรรมแปรมัตถสังคหะ ก็สมมติอนุมานเอาจากหที่ได้จากการปฏิบัติ




- ผมความรู้น้อยก็ตอบแบบปุถุชนที่สมมตินึุกคิดสุ่มเดาเอาตามที่พอจะรับรู้สัมผัสได้เพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่คุณได้บ้างนะครับ อย่างไม่เกิดประโยชน์เหล่าใด ไม่ใช่คำตอบ บิดเบือน ก็ขออภัยอย่างสูงครับ ย้ำนะครับว่าของปลอมมีเพรียบท่านต้องแยกแยะพิจารณาเอานะครับ




ผมขออนุญาตเพิ่มเติมขยายความข้อมูลเรื่อง อวิชชา มนะ มโน มโนวิญญาณ จิต ใจ ที่ผมนั้นเข้าใจจากการอนุมาน ตรึก นึกคิดเอาตามสมมติ คาดเดาเห็นได้อย่างปุถุชนตามที่ตนพอจะเอาลงในธรรมได้ แยกจำแนกออกให้เห็นชัดขึ้น เพื่อความไม่ตีรวนปะปนกันกับพระธรีรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งหากมีคนอ่านเข้าใจผิดผมจะมีกรรมหนัก จึงขออธิบายพอสังเขปดังที่แก้ไขไว้ในวันที่ 2/7/60 เวลา 00.00



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 02, 2017, 02:32:42 AM โดย เกียรติคุณ » บันทึกการเข้า
มุ่ยซัน
เด็กใหม่
*****

พลังความดี : 3


เพศ: หญิง
อายุ: 35
กระทู้: 73
สมาชิก ID: 447


อีเมล์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 08, 2017, 07:43:50 PM »

Permalink: ต้องการทราบ การรู้ลมครับ
รู้ที่ปัจจุบันที่นี่ ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ทันที ความรู้สึกสัมผัสอะไรก็รู้ทันในสิ่งนั้นให้เห็นสักแต่ว่ารู้ทันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป โดยที่ใจไม่เผลอไปชอบ ไปชัง ไปเฉย ดูเฉพาะที่นี่อย่าไปห่วงที่โน่น ดูลมก็ไม่ต้องเวทนา ดูลมก็ไม่ต้องห่วงการยืน ดูการยืนก็ไม่ต้องไปห่วงการนั่ง ดูการนั่งก็ไม่ต้องไปห่วงความคิด มันห่วงตรงใหน เราก็ใส่ใจรู้ทันต้น กลาง สุด ของตรงนั้นทันที ห่วงความคิดก็กำหนดไปจะคิดหนอๆ อย่างนี้เรียกว่าอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันที่นี่ เดี๋ยวนี้และทันที จะวิเศษณ์มีอิทธิฤทธิ์สูงสุดที่พิสูจน์ได้ด้วยการใส่ใจสังเกตขยันระลึกรู้ทัน จะคิดหนอๆ ก็จะไม่สงสัย หายโง่ได้ทุกเรื่อง
จากสายสืบนิสัยศาสตร์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ 51 นาทีที่แล้ว