เมษายน 25, 2017, 11:34:47 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูดวงออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: อัศจรรย์แห่งโพชฌงค์ ๗  (อ่าน 1929 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กหน้าวัด
เด็กใหม่
นักบุญผู้ใจดี
*****

พลังความดี : 696


เพศ: ชาย
กระทู้: 13275
สมาชิก ID: 1


เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 26, 2010, 10:34:11 PM »

Permalink: อัศจรรย์แห่งโพชฌงค์ ๗
อัศจรรย์แห่งโพชฌงค์ ๗



เมื่อครั้งที่ พระพุทธองค์ทรงอาพาธ
พระจุนทะแสดงโพชฌงค์ถวายก็ทรงหายประชวร

สำหรับคนทั่วไป ยามเจ็บไข้ได้ป่วย โพชฌงค์ ๗
สามารถช่วยให้อาการทุเลาหรือหายได้หรือไม่
ผู้เขียนเป็นทั้งแพทย์และครูแพทย์ ได้ให้การดูแลรักษาผู้ป่วย
มาเป็นเวลานานพอสมควร และได้เห็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องของกาย-ใจ
ทั้งในภาวะปกติและภาวะ เจ็บป่วย ตลอดจนเห็นความสำคัญของการดูแล
ประคับประคองใจผู้ป่วยเสมอมา (โดยมิได้เป็นจิตแพทย์)
รวมทั้งได้เคยให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วย
ให้เห็นถึงความสำคัญในการฝึกเจริญสติและสมาธิ
เพื่อเป็นการรักษาใจยามป่วยไข้อีกทางหนึ่ง
ส่วนเรื่องโพชฌงค์ ๗ ก็เคยได้ยิน แต่ไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก


ป่วยกายมักป่วยใจด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่าเมื่อกายป่วย ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะป่วยใจด้วย
บางครั้งอาการป่วยทางใจรุนแรงกว่าทางกายเสียอีก
หรือบางคนร่างกายแข็งแรงดีแต่พอใจป่วยเท่านั้น
อาการทางกายก็ทรุด จนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคร้ายแรง


เรื่องนี้เป็นเรื่องแม่ของผู้เขียนเอง อายุ ๙๐ ปี สุขภาพแข็งแรงมากมาตลอด
นอกจากกระดูกหักจากการหกล้ม และเป็นโรคเบาหวานอย่างอ่อน
เมื่ออายุ ๗๐ ปีกว่า ซึ่งไม่ต้องใช้ยา เพียงแต่คุมอาหารเท่านั้น
น้ำตาลในเลือดก็อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว แม่ไม่เคยเจ็บป่วยกับใครเขาเลย
แม้แต่อาการปวดเข่าจากเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุ แม่ก็ไม่เคยเป็นไม่เคยรู้จัก
เมื่ออายุประมาณ ๗๐ ปี แม่ไปเที่ยวภูหลวงกับเพื่อนๆ
เดินไกลได้ถึง ๑๔ กิโลเมตร แม่ทำกายบริหารและฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอทุกๆ วัน


เช้ามืดวันหนึ่ง ใกล้วันเกิดครบ ๙๐ ปี ตื่นขึ้นมาแม่ เป็นตะคริว
แต่ก็ยังพยายามลุกขึ้นเดินเอง ทำให้ทรุดลงก้นกระแทกพื้น
ส่งผลให้กระดูกสันหลังท่อนหนึ่งยุบ เกิดอาการปวดหลัง
และสะโพกทั้ง ๒ ข้างอย่างรุนแรง แม่เครียดมากจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ใจสั่น ปากแห้งผาก ความดันเลือดสูงขึ้นจากที่เคยปกติ
น้ำตาลในเลือดสูงจนต้องกินยาลดน้ำตาลขนาดสูง
ร่างกายผ่ายผอมจน เหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทำให้เจ็บปวดมากเวลานั่งเก้าอี้
หลังหกล้มประมาณ ๒ สัปดาห์ แม่ตื่นมาประมาณ ตี ๔
บอกให้พาไปโรงพยาบาลด่วน เพราะรู้สึกเพลียมากจะอยู่ไม่ไหวแล้ว
พวกเราตกใจมาก วัดความดันเลือดก็ปกติ เราเกรงว่าน้ำตาลในเลือดอาจผิดปกติ
ต่ำหรือสูงมากเกินไป แต่ผลการตรวจร่างกายอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ระหว่างที่อยู่โรงพยาบาลเช้านั้น แม่บอกว่าช่วยทำให้แม่ตายเถอะ
ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกแล้ว รู้สึกทรมานเหลือเกิน
จิตใจแม่เศร้าหมองสุดๆ แม่มีอาการซึมเศร้า
ไม่ว่าลูกหลานจะอยู่ใกล้ชิดให้กำลังใจอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น
ยาแก้อาการซึมเศร้าก็กินไม่ได้อีก มีผลข้างเคียงจากยามาก จึงต้องหยุดยา
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจร่างกายให้อย่างละเอียด ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ


วันนั้นหลังตรวจเสร็จและให้น้ำเกลือได้ประมาณ ๓๐ ซีซี
แม่บอกจะกลับบ้านจึงหยุดการให้น้ำเกลือไว้ก่อน แต่คาเข็มไว้เพื่อมาให้ต่อที่บ้าน
ตกลงอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ ๑ ชั่วโมงเท่านั้น แต่ปรากฏว่าเข็มที่คาไว้ตัน
จึงให้น้ำเกลือต่อไม่ได้ ผู้เขียนครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรกับแม่ดี
เมื่อทบทวน ดูมีความเห็นว่าอาการต่างๆ ของแม่น่าจะเกิดจากความเครียดจากการหกล้ม
เกิดความเจ็บปวด และไม่สามารถช่วยตัวเองได้อย่างเคย
เพราะปกติเป็นคนกระฉับกระเฉงมาก อาการต่างๆ คือ ใจสั่น ปากแห้งผาก
ความดันเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นจนต้องกินยาหลายชนิด
น่าจะเกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ
ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนและสารต่างๆ ผิดปกติ ไม่ได้ดุลกัน
ทั้งหมดล้วนเกิดจากจิตใจที่เศร้าหมองและความเครียดทั้งสิ้น


สวดมนต์พ้นทุกข์

พวกเราลูกหลานก็พากันดูแลอย่างใกล้ชิด
ทุกๆ คนเอาอกเอาใจและให้กำลังใจมาตลอดหลังจากแม่หกล้ม แต่ก็ไม่ได้ผล
คืนนั้นผู้เขียนจึงชวนแม่สวดมนต์ โดยเอาหนังสือสวดมนต์มาอ่านให้แม่สวดตาม
แม่ก็สวด ตาม (มารู้ทีหลังว่าแม่จำได้หมด ผู้เขียนต่างหากที่จำไม่ได้)
หลังสวดมนต์เสร็จ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๑๐ นาที ก็ชวนแม่อ่านโพชฌงค์ด้วยกัน
เพราะได้หนังสือ"โพชฌงค์ พุทธวิธีเสริมสุขภาพ"
ของท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งเคยให้แม่ไว้
แต่ยังไม่เคยอ่านด้วยกัน ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ได้เขียน
อธิบายองค์ธรรมต่างๆ ทำให้เข้าใจง่ายตั้งแต่ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ
ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา เราอ่านกันไปคุยกันไปด้วย
แม่นั้นปฏิบัติธรรมมากว่า ๒๐ ปีแล้ว แต่เมื่อไม่สบาย
มีปัญหาสุขภาพจากการหกล้มก็ยังไม่เท่าทัน เมื่ออ่านเกี่ยวกับสติ
ก็บอกแม่ว่าเป็นสิ่งที่แม่รู้อยู่แล้วให้นำมาใช้ เมื่อถึงธัมมวิจยะ
ท่านเจ้าคุณฯ เขียนไว้ว่า ให้มองค้นหาให้เห็นธรรม เฟ้นเอาธรรมออกมาให้ได้
หรือมองให้เห็นธรรม ก็คุยกันในการเฟ้นธรรม รวมทั้งการสร้างปีติ ปัสสัทธิ
โดยให้แม่มองสิ่งต่างๆ รอบตัว และวางใจต่อสิ่งต่างๆ เหล่านั้นให้ถูกต้องตามจริง
จะได้หายเศร้าหมอง แม่บอกว่าจริงซินะแม่ปฏิบัติธรรมมา ๒๐ ปี
แล้ว จึงบอกแม่ว่า แม่ก็เฟ้นหาธรรมอย่างที่ท่านเจ้าคุณฯ เขียนไว้ซิ
ผู้เขียนอ่านและคุยกับแม่ไปเรื่อยๆ สังเกตว่า เมื่อถึงธัมมวิจยะ
หน้าแม่เริ่มดีขึ้น และดีขึ้นเป็นลำดับ เมื่ออ่านจบแม่หน้าตาแจ่มใสขึ้น จึงให้แม่นอน


เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้เขียนรีบตื่นมาดูแม่ ปรากฏว่าให้อัศจรรย์ แม่ลุกขึ้นเดินมานั่งที่เก้าอี้
และทำกายบริหาร หน้าตาสดใส มีชีวิตชีวา เป็นคนละคนกับวันก่อนโดยสิ้นเชิง
ตอนสายญาติๆ มาเยี่ยม คนที่มาวันก่อนต่างแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมกลายเป็นคนละคนแค่ชั่วข้ามคืน รักษาอย่างไร
อาการดีขึ้นจากน้ำเกลือหรือได้ยาวิเศษอะไรหรือ
ผู้เขียนบอกว่าให้ถามแม่ เองว่าเกิดอะไรขึ้น แม่บอกว่าโพชฌงค์ไง
ยาวิเศษของแม่คือโพชฌงค์ ๗ วันนั้นแม่คุยสดชื่น
วางแผนจัดงานวันเกิดครบ ๙๐ ปี ที่กำลังจะมาถึง แม่ให้เชิญน้องๆ ของแม่ทุกคน
ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้นได้ปฏิเสธทุกๆอย่าง นับเป็นอัศจรรย์และมหัศจรรย์แห่งโพชฌงค์โดยแท้


ผู้เขียนไม่เคยคิด ว่าการฟังโพชฌงค์จะได้ผลถึงขนาดนี้เหมือนปาฏิหาริย์
ทุกวันนี้เป็นเวลาเกือบ ๒ ปีแล้ว แม่ไม่เคยซึมเศร้าขนาดนั้นอีก
อาจมีกลุ้มใจและหงุดหงิดเป็นครั้งคราว แต่ไม่เคย "ใจตก" เช่นนั้นอีก
แม่ไม่ต้องใช้น้ำลายเทียมอีกเลย ความดันเลือดปกติโดยไม่ต้องได้ยา
ไม่มีอาการใจสั่น น้ำตาลในเลือดควบคุมได้ง่ายมาก ใช้ยาเพียงหนึ่งเม็ดก็พอ
ในขณะที่ตอนมีอาการเครียดต้องใช้ยาถึงสองอย่างรวมกันแล้ววันละ ๗ เม็ด
จึงจะคุมน้ำตาลในเลือดได้ แม่สบายดีขึ้น เล่นเกมคอมพิวเตอร์ได้ มีกิจกรรมนอกบ้านได้


ป่วยใจส่งผลถึงร่างกาย

เมื่อวิเคราะห์ย้อนหลัง เป็นที่ชัดเจนว่าอาการอื่นของแม่
นอกจากอาการปวดหลังและสะโพกล้วนเกิดจาก "การป่วยใจ" ทั้งสิ้น
ใจที่ป่วยได้ทำให้เกิดโรคและภาวะต่อไปนี้ขึ้นในแม่ คือ

* โรคเบาหวานเป็นรุนแรงขึ้น น้ำตาลในเลือดสูงจนต้องให้ยาลดน้ำตาลในขนาดสูง

* ความดันเลือดสูงขึ้นเสมือนหนึ่งเป็นโรคความดันสูง
จนต้องให้ยาลดความดันเลือดอยู่ช่วงหนึ่ง เมื่อใจหายป่วยก็หยุดยาได้
ความดันเลือดก็ยังคงปกติ

* หัวใจเต้นเร็วขึ้นจนเกิดอาการใจสั่น ซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคหัวใจ

* กินไม่ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะขาดอาหารตามมา
ซึ่งอันตรายมากโดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะจะมีโรคอื่นตามมาได้อีกมากมาย

* ต่อมน้ำลายไม่ทำงานทั้งที่ไม่ ได้เสื่อมตามอายุ รู้ ได้หลังจากเมื่อใจหายป่วย
มีน้ำลายตามปกติ และปากไม่แห้ง หากต่อมน้ำลายเสื่อมตามอายุ อาการจะไม่หายไปได้


กรณีของแม่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอาการที่เกิดจากโรคทางกาย (กายป่วย)
และทางใจ (ใจป่วย) อาจเหมือนกันได้ จนทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคทางกายทั้งหมด
ซึ่งถ้าวินิจฉัยผิด รักษาอาการที่เกิดจากใจป่วยโดยเข้าใจ ผิดว่าเป็นโรคทางกาย
การรักษาก็จะไม่ได้ผล ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องแยกแยะให้ได้ว่าต้นเหตุของอาการที่แท้จริงคืออะไร
หากเกิดจากโรคทางกายก็ต้องให้การรักษาโรคทางกาย


ดังนั้น จึงควรต้องประเมินให้ดีและถูกต้องว่าอาการใดเกิดจาก
"กายป่วยและอาการใดเกิดจาก "ใจป่วย" การรักษาโรคทางกายนั้นเป็นหน้าที่ของแพทย์
เพียงแต่ผู้ป่วยและญาติต้องให้ความร่วมมือ ส่วนการรักษาใจที่ป่วยด้วยนั้น
แน่นอนผู้ให้การรักษาไม่ว่าแพทย์ หรือพยาบาลและญาติต้องให้ความสำคัญและใส่ใจ
แต่บทบาทที่สำคัญนั้นอยู่ที่ผู้ป่วย เรื่องของแม่นอกจากแสดงให้เห็น
ถึงความสำคัญของใจต่อสุขภาพทางกายแล้ว
ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวางใจให้ถูกต้อง
ต่อสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในชีวิตด้วย ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์อย่างยิ่ง
แม่สบายขึ้นอาการต่างๆ หายไปโดยไม่ต้องใช้ยาเมื่อแม่เข้าใจ
และวางใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ถูกต้อง ตามจริง
ทั้งที่อาการที่เกิดจากการหกล้มยังคงเดิม
การรักษาก็เหมือนเดิมแต่ภายหลังกลับลดยาต่างๆ ลงได้


สำคัญที่ใจ

ทุกข์สุขต่างๆ มิได้เกิดจากสิ่งภายนอก แต่เกิดขึ้นจากการวางใจต่อสิ่งต่างๆ นั้นเอง
ทั้งนี้หมายรวมถึงการเกิดโรคภัยไข้เจ็บด้วย การวางใจที่ถูกต้อง
ทำให้อาการที่เกิดจากใจหายเป็นปลิดทิ้งได้อย่างรวดเร็วทำให้ลดการใช้ยาต่างๆ ได้
ทุ่นค่ารักษาได้มากมาย เมื่อการวางใจที่ถูกต้องมีประโยชน์มหาศาลเช่นนี้
เราก็คงจะต้องการวางใจให้ถูกต้องเพื่อความสุขของตนเองทุกคน
แต่ถึงเวลาทำได้ไหม สมองที่ชาญฉลาดอาจสั่งการได้ว่าให้ทำให้ได้
และบังคับตนเองให้ทำจนได้ แต่ต้องสำรวจใจตนเองด้วยว่าทำได้จริงหรือไม่
วางใจได้จริงหรือบีบบังคับตนเองให้ทำให้ได้ ถ้าเป็นการ "บีบใจ" ตนเอง
อาจดูเงียบสงบภายนอกในสายตาคนทั่วไป หรือแม้แต่ตนเองก็อาจไม่รู้
เพราะไม่รู้เท่าทันตนเองด้วยซ้ำไป ซึ่งเกิดขึ้นได้บ่อยๆ คือไม่รู้ตัวว่ากำลังกดเก็บไว้
ซึ่งทำให้เกิดความกดดันและความเครียดที่พร้อมจะระเบิดในเวลาต่อมา
และอาจเกิดอันตรายทั้งต่อตนเองและผู้อื่นได้ การกดเก็บนั้นใช้พลังงานมหาศาล
เป็นพลังงานที่สูญเปล่าไปโดยไม่รู้ตัว และแต่ละวันมนุษย์เหนื่อยล้า
เพราะการเผาไหม้พลังงานเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นจะทำอย่างไรให้วางใจได้อย่างถูกต้อง
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ "การรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามจริง
และวางใจต่อสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้อง"


บางท่านอาจทำได้เองโดยเกือบจะ เป็นอัตโนมัติ คือ เป็นผู้ที่รู้จักโลกและชีวิต
แต่คนส่วนใหญ่มิได้เป็นเช่นนั้น ถึงกระนั้นก็ตามเราก็มิต้องสิ้นหวัง
และควรดีใจที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนมีศักยภาพที่จะฝึกใจ
พัฒนาใจให้ถึงระดับสูงสุดได้ โดยเฉพาะผู้ที่เรียกตนเองว่า "ชาวพุทธ"
น่าจะได้สำรวจตรวจสอบว่าเป็นชาวพุทธที่แท้จริงหรือยัง
ได้ทำสิ่งที่พระพุทธองค์ทรงสอนจนถึงระดับปฏิบัติ คือการฝึกวิปัสสนากรรมฐาน
เพื่อให้เกิด ไปัญญา" ที่จะ "รู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามจริง
และวางใจต่อสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้อง" แล้วหรือไม่


เราจงพากันมาฝึกจิต ให้เกิดปัญญาที่จะรู้เท่าทันสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามจริง
และวางใจต่อสิ่งนั้นได้อย่างถูกต้องกันเถิด โพชฌงค์ ๗ อัศจรรย์เช่นนี้แหละ


ที่มา...ศ.พญ.สุมาลี นิมมานนิตย์
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม :316


http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=28&t=32042




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ เมษายน 14, 2017, 11:40:00 AM