กุมภาพันธ์ 25, 2017, 09:34:51 AM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
   หน้าแรก   เว็บบอร์ด ดูทีวีธรรมะออนไลน์ ช่วยเหลือ ค้นหา ปฏิทิน เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ปกิณกะ  (อ่าน 2574 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เด็กหน้าวัด
เด็กใหม่
นักบุญผู้ใจดี
*****

พลังความดี : 696


เพศ: ชาย
กระทู้: 13275
สมาชิก ID: 1


เว็บไซต์
« เมื่อ: ตุลาคม 01, 2010, 08:30:57 PM »

Permalink: ปกิณกะ
                                หมวดที่ ๔ ปกิณกะ 
        พิธีกรรมที่จะกล่าวในหมวดนี้  จะนำพิธีเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติบาง
ประการ ในการประกอบพิธีต่าง  ๆ ที่กล่าวแล้วในหมวดต้น ๆ  มาชี้แจงเพื่อความรู้
และเพื่อเป็นทางปฏิบัติ  แต่กล่าวเฉพาะเรื่องที่มิได้ชี้แจงไว้ข้างต้นเพียง ๔ เรื่อง
เท่านั้น คือ
        ๑. วิธีแสดงความเคารพพระ
        ๒.  วิธีประเคนของพระ
        ๓.  วิธีทำหนังสืออาราธนา และทำใบปรารถนาถวายจตุปัจจัย
        ๔.  วิธีอารธนาศีล   อาราธนาพระปริตร  อาราธนาธรรม
        ๕. วิธีกรวดน้ำ
จะได้แสดงวิธีปฏิบัติต่อไปนี้ตามลำดับ
                              ๑.  วิธีแสดงความเคารพพระ
        ความมุ่งหมายของการแสดงความเคารพพระ  ก็เพื่อแสดงให้ปรากฏว่า
ตนมีความนับถือด้วยกายและใจจริง   การแสดงให้ปรากฏนี้ส่วนใหญ่แสดงออก
ทางกายซึ่งส่อถึงน้ำใจอย่างเด่นจริง   พระที่ควรแก่การแสดงความเคารพ  ได้แก่
พระพุทธรูป  หรือ ปูชนียวัตถุ  มีพระสถูปเจดีย์เป็นต้น  ๑ พระภิกษุสามเณร
ผู้ทรงเพศอุดมกว่าตน  ๑ การแสดงความเคารพต่อพระดังกล่าวนี้  จะนำมาชี้แจง
ในที่นี้เพียง ๓ วิธี คือ
        ก.  ประนมมือ
        ข.  ไหว้
        ค.  กราบ
        ประนามือ   ตรงกับหลักที่กล่าวไว้ในบาลีว่า "ทำอัญชลี"   คือ  การกระพุ่ม
มือทั้งสองประนม  ให้ฝ่ามือทั้งสองประกบกัน  นิ้วทุกนิ้วของมือทั้งสองแนบชิด
ตรงกันไม่มีเหลื่อมล้ำกว่ากันหรือกางให้ห่าง  ตั้งกระพุ่มมือที่ประนมด้วยอาการนี้
ไว้ในระหว่างอกให้ตั้งตรงขึ้นข้างบน   มีลักษณะคล้ายดอกบัวตูม  แนวศอก 
ทั้งสองข้างชิดชายโครงไม่ให้กางห่างออกไป  แสดงอาการอย่างนี้ เรียกว่า ประนมมือ
เป็นการแสดงความเคารพเวลาสวดมนต์  หรือฟังพระสวดและฟังเทศน์  เป็นต้น
แสดงอย่างเดียวกันทั้งชายทั้งหญิง
        ไหว้  ตรงกับที่กล่าวไว้ในบาลีว่า  "นมัสการ"  คือ  การยกมือที่ประนมแล้ว
ดังกล่าวขึ้น  พร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย ให้มือประนมจดหน้าผาก  นิ้วหัวแม่มือ
ทั้งสองอยู่ระหว่างคิ้ว  อย่างนี้เรียกว่า  ไหว้  ใช้แสดงความเคารพพระในขณะนั่ง
เก้าอี้หรือยืนอยู่ ไม่ใช่นั่งราบกับพื้น   แสดงอย่างเดียวกันทั้งชายและหญิง
        กราบ  ตรงกับที่เรียกในบาลีว่า " อภิวาท"  คือ แสดงอาการกราบราบ
ลงกับพื้นด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้แก่  กราบทั้งองค์ ๕ ให้หน้าผาก  ๑ ฝ่ามือ ๒
เข่า ๒ จดพื้น  เมื่อกราบอย่างนี้พึงนั่งคุกเข่า เป็นอันว่าเข่าทั้งสองจดพื้นแล้ว
พึงประนมมือไหว้แล้วหมอบลง  ทอดฝ่ามือทั้งสองที่พื้น  แหวกช่องว่างฝ่ามือ
ที่วางราบนั้นให้ห่างกันเล็กน้อยก้มศีรษะลงตรงช่องนั้นให้หน้าผากจดพื้น  ก็
เป็นอันว่าฝ่ามือทั้งสอง  และหน้าผากติดพื้นครบองค์ ๕  (พิธีกราบในสมัยก่อน
ไม่มีวิธีนั่งคุกเข่า  ใช้วิธีนั่งกระโหย่ง  ประนมมือข้อศอกตั้งอยู่บนเข่าทั้งสอง)
        การกราบด้วยเบญจางคประดิษฐ์นี้ ชายพึงคุกเข่าตั้งฝ่าเท้าชันใช้นิ้วเท้า
เท่านั้นพับยันพื้นนั่งทับลงบนเส้นเท้าทั้งคู่ที่ชันขึ้น  ผายเข่าทั้งสองเล็กน้อย
ให้ได้ฉากเป็นรูปสามเหลี่ยมประนมมือ  นั่งอย่างนี้เรียกว่า  นั่งท่าพรหม
เวลากราบก็ยกมือขึ้นไหว้แล้วก้มตัวลงปล่อยมือให้ทอดลงกับพื้น  ให้ศอกต่อกัน
กับเข่าตรงกันทั้งสองข้างแล้วก้มลงให้หน้าผากจดพื้นระหว่างฝ่ามือดังกล่าว
เช่นนี้เป็นท่ากราบของชาย  สำหรับหญิงพึงนั่งคุกเข่าราบ คือ  ไม่ตั้งฝ่าเท้าชัน
อย่างแบบชาย  เหยียดฝ่าเท้าราบไปทางหลัง  ให้ปลายเท้าทั้งสองทับกันเพียง
เล็กน้อย  แล้วนั่งทับลงฝ่าเท้าทั้งสองนั้นให้ราบกับพื้นให้เข่าทั้งสองชิดกัน
ประนมมือ  นั่งอย่างนี้เรียกว่า นั่งท่าเทพธิดา ขณะกราบก็ยกมือประนมนั้น
ขึ้นไหว้  แล้วก้มตัวลง  ปล่อยมือให้ทอดลงกับพื้น  ให้ข้อศอกพับทั้งสองข้าง
ขนาบเข่าพับทั้งสองไว้  ระวังกะฝ่ามือให้พอดี  เวลาก้มลงกราบนี้ อย่าให้ก้นยกขึ้น
เป็นอันขาดจึงจะงาม  เช่นนี้เป็นท่ากราบพระของหญิง
      ๒.  วิธีประเคนของพระ          การประเคนของพระ  คือ การถวายของให้พระรับถึงมือ  ของที่ประเคนนั้น
ต้องเป็นของที่คนเดียวพอยกได้อย่างธรรมดา ไม่ใช่ของหนัก  หรือใหญ่โตจน
เกินไปไม่มีวัตถุอนามาส  คือ เงินทอง  หรือขาดกะไหล่ด้วยเงินแท้หรือทองแท้
ปนอยู่ด้วย  เพราะเป็นของไม่เหมาะแก่ภาวะของพระที่จะรับได้  และถ้าเป็นของ
เคี้ยวของฉันต้องประเคนได้เฉพาะในกาล  นอกกาล  คือ เวลาวิกาล  ตั้งแต่เที่ยง
แล้วไปจนถึงย่ำรุ่งวันใหม่ไม่ควรนำมาประเคน  วิธีประเคนนั้นพึงปฏิบัติ ดังนี้
        ก.  พึงนำของประเคนเข้าไปให้ใกล้พระผู้รับ  ประมาณ ๑ ศอก  (ไม่ถึงศอก
หรือไม่เกินศอกคืบก็ได้)  จะนั่งหรือยืนแล้วแต่สถานที่ที่พระนั่งอยู่นั้นอำนวย
        ข.  จับของที่ประเคนด้วยมือทั้งสองก็ได้  มือเดียวก็ได้  ยกให้สูงขึ้น
เล็กน้อยแล้วน้อมถวายพระซึ่งท่านจะยื่นมือทั้งสองออกมาจับ  ถ้าผู้ถวายเป็นสตรี
พึงวางของลงบนผ้ากราบที่พระปูรับอยู่ข้างหน้า  เสร็จแล้วพึงไหว้หรือกราบแล้วแต่
กรณี  หนหนึ่งเป็นอันเสร็จการประเคน
        หลักสำคัญของการประเคนนี้ ต้องแสดงออกด้วยความเคารพ  ไม่ใช่
เสือกให้หรือทิ้งให้โดยไม่เคารพ
                              ๓.  วิธีทำหนังสืออาราธนา
                        และทำใบปวารณาถวายจตุปัจจัย
        การอาราธนาพระ ก็คือการนิมนต์พระสงฆ์ไปประกอบพิธีต่าง ๆ ต้อง
ทำให้เป็นกิจจะลักษณะ แต่ปางก่อนใช้อาราธนาด้วยวาจาเป็นพื้น  แต่ในปัจจุบันนี้
มีนิยมทำหนังสืออาราธนา ความมุ่งหมายก็เพื่อแจ้งกำหนดวานและรายการให้
พระสงฆ์ทราบ  หนังสืออาราธนานี้ เรียกกันว่า ฎีกานิมนต์พระ มีข้อความที่จะ
แสดงเป็นตัวอย่างดังนี้
        "ขออาราธนาพระคุณเจ้า (พร้อมด้วยพระสงฆ์ในวัดนี้อีก............รูป)
เจริญพระพุทธมนต์ (หรือสวดมนต์หรือแสดงพระธรรมเทศนาแล้วแต่กรณี)
ในงาน......... ที่บ้านเลขที่ ..............แขวง/ตำบล.............เขต/อำเภอ..........
จังหวัด...............กำหนดวันที่................เดือน.............พ. ศ...........เวลา...........น.
  (หากจะอาราธนาให้รับอาหารบิณฑบาต  เช้า หรือ  เพล  ให้บอกด้วย ถ้า  ต้องการตักบาตรหรือปิ่นโต
ก็ต้องบอกไว้ในฎีกาให้นำไปด้วย)
        ถ้างานนั้นมีเรือหรือรถรับส่ง ก็ให้หมายเหตุบอกไว้ท้ายฎีกานั้น  เพื่อ
พระจะให้ทราบล่วงหน้า  การวางฎีกานิมนต์พระนี้ ถ้าเป็นพระวัดเดียวกัน  ไม่ต้อง
ทำฎีกานิมนต์เป็นรายรูปก็ได้  เป็นแต่ระบุจำนวนพระหรือรายชื่อพระที่ต้องการ
ให้ทางวัดนิมนต์ต่อให้ก็ได้
        และในการถวายไทยธรรมแก่พระสงฆ์ที่นิมนต์มาประกอบพิธีต่าง ๆ
ก็มี นิยมถวายค่าจตุปัจจัยเป็นพิเศษจากไทยธรรมอีกส่วนหนึ่งด้วย  ในการถวาย
ค่าจตุปัจจัยนี้นิยมทำใบปรารถนาถวาย  คือ ถวายด้วยใบปวารณา  ความมุ่งหมาย
ก็เพื่อสงเคราะห์ให้ภิกษุได้รับค่าจตุปัจจัยนั้นโดยชอบด้วยวินัย  ในปวารณานี้
มีแบบนิยมเป็นฉบับดังนี้
        "ขอถวายจตุปัจจัยอันควรแก่สมณบริโภค แด่พระคุณเจ้าเป็นมูลค่า
..................บาท................สตางค์ หากพระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งใดอันควรแก่
สมณบริโภคแล้ว  ขอได้โปรดเรียกร้องจากกัปปิยการกผู้ปฏิบัติของพระคุณเจ้า "เทอญ"
        ในปวารณานี้  นิยมกลัดติดกับผ้าที่ทอดในงานอวมงคล  หรือถวายเฉพาะ
ใบหรือไม่ก็ใส่ซองแล้วรวมถวายไปกับเครื่องไทยธรรมในทุกๆ  งาน ส่วนเงิน
ค่าจตุปัจจัยนี้มอบไปกับกัปปิยการก คือ ศิษย์ผู้มากับพระนั้น
                     ๔.  วิธีอาราธนาศีล  อาราธนาพระปริตร
                                       อาราธนาธรรม
        การอาราธนา คือ  การเชื้อเชิญพระสงฆ์ในพิธีให้ศีล  ให้สวดพระปริตร
หรือให้แสดงธรรม เป็นธรรมเนียมมีมาแต่ดั้งเดิมที่จะต้องอาราธนาก่อน  พระสงฆ์
จึงจะประกอบพิธีกรรมนั้น ๆ  และการอาราธนาที่ถือเป็นธรรมเนียมกันมาก็มี
๓ กรณีนี้เท่านั้น
        วิธีอาราธนา  นิยมกันว่า  ถ้าพระสงฆ์นั่งบนอาสนะยกสูง  เจ้าภาพและ
แขกนั่งเก้าอี้  ผู้อาราธนาเข้าไปยืนระหว่างเจ้าภาพกับแถวพระสงฆ์ตรงรูปที่ ๓
หรือที่ ๕ ห่างแถวพระสงฆ์พอสมควรหันหน้าไปทางโต๊ะที่บูชา  ประนมมือไหว้ 
พระพุทธรูปก่อนแล้วยืนประนมมือตั้งตัวตรง  กล่าวคำอาราธนาตามแบบที่ต้องการ
ถ้าพระสงฆ์นั่งอาสนะต่ำกว่าธรรมดา  เจ้าภาพและเขกอื่น  ก็นั่งกับพื้น  ผู้อาราธนา
ต้องเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าแถวพระสงฆ์ตรงหัวหน้า  กราบพระที่โต๊ะบูชา  ๓ ครั้งก่อน
แล้วประนมมือตั้งตัวตรงกล่าวคำอาราธนาที่ต้องการตามแบบ  คือ
                พิธีสวดมนต์เย็น อาราธนาศีล  อาราธนาพระปริตร
                พิธีเลี้ยงพระ  อาราธนาศีล
                พิธีถวายทานทุกอย่าง  อาราธนาศีล
        พิธีเทศน์ ถ้าเทศน์ต่อจากสวดมนต์  ตอนสวดมนต์ไม่ต้องอาราธนาศีล
เริ่มต้นด้วยอาราธนาพระปริตร  แล้วอาราธนาศีล  ตอนพระขึ้นเทศนา  รับศีลแล้ว
อาราธนาธรรมต่อ  แต่ถ้าสวดมนต์กับเทศน์ไม่ได้ต่อเนื่องกัน ถือว่า เป็นคนละพิธี
ตอนสวดมนต์ก็อาราธนาตามแบบพิธีสวดมนต์มนต์เย็นที่กล่าวแล้ว  ตอนเทศน์ก็
เริ่มต้นด้วยอาราธนาศีลก่อน  จบรับศีลแล้วจึงอาราธนาธรรม
        พิธีสวดศพต่าง ๆ  เช่น  สวดแจง  สวดพระอภิธรรมเป็นต้น  ถ้าไม่มีพิธีอื่น
นำหน้า  ให้อาราธนาศีลก่อน  ถ้ามีพิธีอื่นนำหน้าแล้วไม่ต้องอาราธนาศีล
                             คำอาราธนาศีล ๕  ในพิธีการ
        มยํ  ภนฺเต
        วิสงํ   วิสงํ  รกฺขณตฺถาย,
        ติสรเณน  สห,
        ปญฺจ  สีลานิ  ยาจาม.
        ทุติยมฺปิ....
        ตติยมฺปิ......
                                    คำอาราธนพระปริตร
        วิปตฺติปฏิพาหาย                        สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา,
        สพฺพทุกฺขวินาสาย                       ปริตฺตํ พฺรูถ   มงฺคลํ.
       วิปตฺติปฏิพาหาย                       สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา,         
       สพฺพภยวินาสาย                        ปริตฺตํ  พฺรูถ  มงฺคลํ.
        วิปตฺติปฏิพาหาย                        สพฺพสมฺปตฺติสิทฺธิยา,
        สพฺพโรควินาสาย                        ปริตฺตํ  พฺรูถ มงฺคลํ.
                                คำอาราธนาธรรม
                        พฺรหฺมา  จ โลกาธิปตี  สหมฺปติ,
                        กตฺอญฺชลี  อนธิวรํ  อยาจถ,
                        สนฺตีธ  สตฺตาปฺปรชกฺขชาติกา,
                        เทเสตุ ธมฺมํ  อนฺกมฺปิมํ  ปชํ.
                                 ๕.  วิธีกรวดน้ำ
        เมื่อจะกรวดน้ำเพื่ออุทิศส่วนบุญ  ต้องคำนึงถึงประเพณีที่มีมา แต่
โบราณกาลด้วย วิธีนิยมทำกันดังนี้  คือ เริ่มต้นเตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะไว้
พอสมควร จะเป็นคณฑีขวดเล็ก  แก้วน้ำ  หรือขัน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้  พอ
พระสงฆ์เริ่มอนุโมทนาด้วยบท ยถา...ก็เริ่มกรวดน้ำ  โดยตั้งในนึกอุทิศส่วนบุญ
มือขวาจับภาชนะน้ำริน  ใช้มือซ้ายประคอง  แล้วว่าบทกรวดน้ำในใจไปจนจบ การ
หลั่งน้ำกรวด  ถ้าเป็นพื้นดินควรหลั่งลงในที่สะอาดหมดจด  ถ้าอยู่บนเรือนหรือ
สถานที่ที่ไม่ใช่พื้นดิน  ต้องหาภาชนะอื่นที่สมควร  เช่น ถาดหรือขันเป็นต้น
รองน้ำกรวดไว้  เสร็จแล้วจึงนำไปเทลงดินที่สะอาด  อย่าใช้กระโถนหรือภาชนะ
สกปรกรองเป็นอันขาด  เพราะน้ำกรวดเป็นสักขีพยานในการทำบุญของตนว่า
ทำด้วยใจสะอาจจริง ๆ
        คำกรวดน้ำที่นิยมว่ากันในเวลากรวดทั่วไป ๆ ไป มีอยู่ ๓ แบบ  คือ แบบสั้น
แบบย่อ  และแบบยาว  ว่าเฉพาะคำบาลีเท่านั้น  ดังนี้
       คำกรวดน้ำแบบสั้น                             (เป็นคำอุทิศของพระเจ้าพิมพิสาร)
                            อิมํ เม  าตีนํ โหตุ  (ว่า ๓ จบ)
        หากจะเติมพุทธภาษิตต่อว่า  "สุขิตา โหนฺตุ  าตโย"  ก็ได้
                                            คำแปล
                ขอบุญนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าเถิด
                ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงเป็นสุข ๆ เถิด
                คำกรวดน้ำแบบย่อ  เรียกคาถาติโลกวิชัย
                ยงฺกิญฺจิ  กฺสลํ  กมฺมํ             กตฺตพฺพํ  กิริยํ  มม,
        กาเยน  วาจามนสา                      ติทเส  สุคตํ  คตํ.
        เย สตฺตา  สญฺิโน  อตฺถิ              เย จ  สตฺตา  อสญฺิโน,
        กตํ  ปุญฺผลํ  มยฺหํ                      สพฺเพ  ภาคึ  ภวนฺตุ เต.
        เย ตํ กตํ  สุวิทิตํ                             ทินฺนํ  ปุญฺผลํ  มยา,
        สพฺเพ โลกมฺหิ  เย สตฺตา                 ชีวนฺตาหารเหตุกา,
        มนุญฺํ  โภชนํ  สพฺเพ                     ลภนฺตุ  มม เจตสา.
                                       คำแปล
        กุศลกรรมซึ่งเป็นกิริยาควรทำอันหนึ่งด้วยกายวาจาใจ  อันจะเป็นเหตุ
นำไปให้เกิดในสวรรค์ชั้นไตรทศเทพ  ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว ขอสัตว์ซึ่งมีสัญญาและ
ไม่มีสัญญาทุกหมู่เหล่า  จงเป็นผู้มีส่องได้รับผลบุญที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วนั้น
เหล่าสัตว์ที่รู้ผลบุญอันที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว  ขอจงเป็นผู้มีส่วนได้รับผลบุญที่
ข้าพเจ้าอุทิศให้  ในบรรดาสรรพสัตว์จำพวกใดไม่รู้ข่าวถึงบุญที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว
ขอเทพยดาทั้งหลาย จงนำไปบอกแก่สัตว์จำพวกนั้น  ขอสัตว์ทุกหมู่ในชีวโลก
ซึ่งเสพอาหารเป็นเครื่องเลี้ยงชีพ  จงได้เสวยซึ่งโภชนะอันพึงใจ ด้วยอำนาจเจตนา
อุทิศของข้าพเจ้านี้เถิด
  คำกรวดน้ำแบบยาว เป็นคาถาของเก่า          อิมินา ปุญฺกมฺเมน             
       อุปชฺฌายา  คุณุตฺตรา,
        อาจาริยูปการา จ                         มาตา  ปิตา จ  าตกา.
        สุริโย  จนฺทิมา  ราชา                    คุณวนฺตา  นราปิ  จ,
        พฺรหฺหมารา จ  อินฺทา จ                โลกปาลา  จ เทวตา.
        ยโม  มิตตา  มนุสฺส จ                    มชฺฌตฺตา เวริกาปิ  จ,
        สพฺเพ  สตฺตา สุขี  โหนฺตุ                 ปุญฺานิ  ปกตานิ  เม.
        สุขญฺจ  ติวิธํ  เทนฺตุ                         ขิปฺปํ  ปาเปถ  โวมตํ.
        อิมินา ปุญฺกมฺเมน                        อิมินา  อุทฺทิเสน จ,
        ขิปฺปาหํ  สุลเภ   เจว                         ตณฺหุปาทานเฉทนํ.
        เย  สนฺตาเน  หินา ธมฺมา                   ยาว  นิพฺพานโต  มมํ,
        นสฺสนฺตุ สพฺพทาเยว                          ยตฺถ  ชาโต  ภเว ภเว.
        อุชุจิตฺตํ  สติปญฺา                           สลฺเลโข  วิริยมฺหินา,
        มารา  ลภนฺตุ  โนกาสํ                         กาตุญฺจ   วิริเยสุ เม.
        พุทฺธาธิปวโร  นาโถ                            ธมฺโม  นาโถ  วรุตฺตโม,
        นาโถ  ปจฺเจกพุทฺโธ จ                          มาโรกาสํ  ลภนฺตุ มา.
                                              คำแปล
        ด้วยผลบุญที่ข้าพเจ้ากระทำนี้ ขอพระอุปัชฌาย์ผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่
ไพศาล อีกทั้งอาจารย์ผู้ได้สั่งสอนข้าพเจ้ามา ทั้งมาราดาบิดาและคณาญาติทั้งสิ้น
ตลอดจนพระอาทิตย์พระจันทร์  และพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นดินผู้เป็นใหญ่ในเอกเทศแห่ง
เมทนีดลและนรชนผู้มีคุณงามความดีทั้งหลายทุกถิ่นฐาน  อีกท้าวมหาพรหม
กับหมู่มารและท้าวมัฆวานเทวราช  ทั้งเทพเจ้าผู้ฉกาจรักษาโลกทั้งสี่ทิศ  และ
พญายมราชอีกมวลมิตรสหายทั้งผู้ขวนขวายตนเป็นกลาง  และผู้เป็นศัตรู
ของข้าพเจ้าทุก ๆ  เหล่าจงมีความเกษมสุขนิราศภัย  ขอบุญที่ข้าพเจ้ากระทำไว้
ด้วยไตรทวาร  จงดลบันดาลให้สำเร็จไตรพิธสุข  ถึงความเกษมปราศจากทุกข์ คือ
พระอมตมหานฤพานโดยพลัน อีกโสดหนึ่งนั้น ด้วยบุญกรรมนี้และอุทิศเจตนานี้ 
ขอให้ข้าพเจ้าบรรลุทันทีซึ่งการตัดขาดตัณหาอุปาทาน ธรรมอันชั่วในสันดาน
จงพินาศไปหมด  จนตราบเท่าถึงนิพพานสิ้นกาลทุกเมื่อเทียว  แม้ว่าข้าพเจ้ายัง
จะท่องเที่ยวไปเกิดในภพใด ๆ ก็ขอให้มีจิตซื่อตรงดำรงสติปัญญาไวชาญฉลาด
ให้มีความเพียรกล้าสามารถขัดเกลากิเลสให้สูญหาย  ขอหมู่มารเหล่าร้ายอย่าได้
กล้ำกราบสบโอกาส เพื่อทำให้ข้าพเจ้าพินาศคลายความเพียรได้  อนึ่งไซร้
พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งอันยิ่งอย่างประเสริฐ พระธรรมเป็นที่พึ่งอันล้ำเลิศยิ่ง
ประมาณ  พระปัจเจกพุทธเจ้าพึ่งอันไพศาล  และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันอุดม
ยิ่งประมาณของข้าพเจ้านี้  ด้วยอานุภาพอันอุดมดีพิเศษสูงสุดของพระรัตนตรัย
ขออย่าให้หมู่มารได้โอกาสทุกเมื่อไป เทอญ.
        นอกจากคำกรวดน้ำทั้ง ๓ แบบตามที่กล่าวมาแล้ว  ยังมีคำกรวดน้ำอีก
แบบหนึ่ง  เป็นพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๔ เรียก  ปัตติทานคาถา  ดังนี้
        ปุญฺสฺสิทานิ  กตสฺส                        ยานญฺานิ  กตานิ เม,
        เตสญฺจ  ภาคิโน  โหนฺตุ                     สตฺตานนฺตาปฺปมาณกา.
        เย  ปิยา  คุณวนฺตา  จ                        มยฺหํ มาตาปิตาทโย,
        ทิฏฺ€า  เม จาปฺยทิฏฺ€า  วา                  อญฺเ  มชฺฌตฺตเวริโน.
        สตฺตา  ติฏฺ€นฺติ  โลกสฺมึ                       เตภมฺมา   จตุโยนิกา,
        ปญฺเจกจตุโวการา                               สํวรนฺตา  ภวาภเว.
        าตํ เย  ปตฺติทานมฺเม                        อนุโมทนฺตุ  เต  สยํ,
        เย จิมํ  นปฺปชานนฺติ                             เทวา  เตสํ  นิเวทยุํ.
        มยา  ทินฺนาน  ปุญฺานํ                        อนุโมทนาเหตุนา.
        สพฺเพ  สตฺตา  สทา โหนฺตุ                       อเวรา  สุขชีวิโน.
        เขมปฺปทญฺจ  ปปฺโปนฺตุ                          เตสาสา  สิชฺฌตํ  สุภา.
                                             คำแปล
        สัตว์ทั้งหลายไม่มีที่สุด  ไม่มีประมาณ  จงเป็นผู้มีส่วนแห่งบุญอันข้าพเจ้า
ทำแล้ว  ณ บัดนี้ด้วย  แห่งบุญทั้งหลายอื่นอันข้าพเจ้าทำแล้วด้วย   เหล่าใดเป็น
ี่รักและมีคุณมีมารดาและบิดาของข้าพเจ้าเป็นต้น  เหล่าที่ข้าพเจ้าเห็นแล้วหรือ
 แม้ที่ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นแล้วเหล่าอื่น ที่เป็นผู้มัธยัสถ์เป็นปานกลางและเป็นผู้มีเวร
สัตว์ทั้งหลายตั้งอู่ในโลกเป็นไปในภูมิสาม  เป็นไปในกำเนิดสี่ มีขันธ์ห้า  มีขันธ์หนึ่ง
มีขันธ์สี่ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยและภพใหญ่  ความให้ส่วนบุญของข้าพเจ้าอันสัตว์
ทั้งหลายเหล่าใดรู้แล้ว  สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น  จงอนุโมทนาเองเถิด  ส่วนสัตว์
ทั้งหลายเหล่าใดยังไม่รู้ซึ่งการให้ส่วนบุญของข้าพเจ้านี้  ขอเทพยดาทั้งหลาย
พึงบอกแก่สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นให้รู้  (แล้วอนุโมทนา)  เพราะเหตุคืออนุโมนนา
ซึ่งบุญทั้งหลายอันข้าพเจ้าได้ให้แล้ว  ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร
เป็นผู้ดำรงชีพโดยสุขทุกเมื่อเถิด  จงถึงซึ่งบทอันเกษม  คือพระนิพพาน  ขอความ
ปรารถนาที่ดีงามของสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านั้นจงสำเร็จเถิด.

แบบประกอบนักธรรมตรี - ศาสนพิธี เล่ม ๑ - หน้าที่ 55-64




บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  


บทความและไฟล์ภาพ ในเว็บไซต์แห่งนี้อาจนำมาจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ทีมงานคิดว่ามีประโชยน์ต่อผู้อ่าน โดยให้ผู้อ่านเกิดควมบันเทิง และให้ความรู้ โดยที่เราจะให้เครดิตทุกครั้งที่นำมา หากไฟล์ภาพหรือบทความใด ที่เจ้าของลิขสิทธิ์ไม่ต้องการให้นำมาแสดง โปรดแจ้งมาที่ tumcomputer@hotmail.com ทางทีมงานจะได้นำบทความนั้นออกทันที ขอบคุณครับ


เว็บนี้จัดทำโดย นายสุรัตน์ ศรลัมภ์ และครอบครัว อุทิศบุญให้เจ้ากรรมนายเวร และผู้มีพระคุณ

| HTML Hit Counters
Powered by SMF 1.1.17 | Simple Machines|Copyright © 20010 BY : thammaonline.com
บทความธรรมะรวมเรื่องกฏแห่งกรรมสมาธิ วิปัสนากรรมฐานพลังจิตกระดานถาม-ตอบ Sitemap

Google มาเยี่ยมเว็บเมื่อ กุมภาพันธ์ 18, 2017, 12:42:07 AM